advertisement

"อดุลย์"สั่งเฉียบขาด ปิดถนน-สนามบิน! ต้องสลาย"ม็อบ"ทันที

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 8 ก.ย. 2556 05:00

“ได้สั่งให้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีแกนนำผู้ชุมนุมที่ปิดถนนและเส้นทางรถไฟทั้งหมด ได้จับกุมม็อบ 12 คนส่วนใหญ่เป็นนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ มีข้อมูลเตรียมการปิดถนน จัดหาอาวุธ น้ำกรด ขัดขวางเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นต้องขอเปิดเส้นทาง เพื่อไม่ให้กระทบภาพรวมของประเทศ ตำรวจได้ยึดหลักสากลในการควบคุมฝูงชน มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนให้ความสำคัญกฎหมายบ้านเมือง อย่าตกเป็นเครื่องมือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะแกนนำผู้ชุมนุมมีความพยายามยกระดับการชุมนุม มีคนอยู่เบื้องหลัง เอาความเดือดร้อนมายุยงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย”

“ขอให้ตำรวจปฏิบัติตามกฎหมาย ตามขั้นตอนปฏิบัติ มีความชอบธรรมขอให้มั่นใจสิ่งที่ได้ทำมาถูกต้องและมีความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ มีความเชื่อมั่นกฎหมาย และมั่นใจที่ได้ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ขอให้ทำเต็มความสามารถ ช่วยกันดูแลความปลอดภัยบ้านเมือง ทำกฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ จะปล่อยให้คนส่วนน้อยปิดถนน ปิดสนามบิน ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายจะทำให้บ้านเมืองอยู่กันไม่ได้ ขอให้อดทนอดกลั้นที่สุด ยึดกฎหมายขั้นตอนปฏิบัติที่เป็นสากลมีวินัย ตั้งใจเสียสละรักษาบ้านเมืองของเรา”

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวชัดเจนหลังจากตรวจสถานที่ปะทะตำรวจกับผู้ชุมนุมม็อบสวนยางที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เห็นภาพรถตราโล่ที่ถูกทุบพังยับ ตำรวจที่ถูกเหล็กแหลม น้ำส้มยางที่เป็นกรดราดจนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

ขนาด พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผบก.ภ.จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ถูกน้ำส้มยางที่เป็นกรดราดชุดฝึกควบคุมฝูงชนขาดรุ่งริ่ง แต่ไม่ให้ตำรวจตอบโต้ใช้ความรุนแรง

ภาพของ “คนนอก” ที่เป็นนักเคลื่อนไหวยั่วยุปลุกระดมกลุ่มม็อบสวนยาง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ยกระดับใช้รุนแรงขัดขวาง ทั้งที่ตำรวจใช้ความอดทน อดกลั้นมาตลอด เป็นเหตุการณ์ที่น่าสลดใจของผู้นำตำรวจ

ทำให้มองเห็นทิศทางชุมนุมที่นับวันจะยกระดับการชุมนุมประท้วงเพื่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ปิดถนนและเส้นทางรถไฟในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง  สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช  และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อกดดันรัฐบาลในเรื่องราคายางพารา

ผู้ชุมนุมบางส่วนปิดล้อมศาลากลางจังหวัด ยึดสถานที่ราชการและจ่อปิดสนามบิน

โดยเอาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาเป็น “เงื่อนไข” ต่อรองรัฐบาล

จากเดิมที่เคยประกาศนัดชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศเพื่อปิดถนน ปิดประเทศไทย ปิดเส้นทางหลัก ภาคอีสานที่ จ.นครราชสีมา และภาคเหนือ ที่ จ.อุตรดิตถ์
แต่สุดท้ายมีการเคลื่อนไหว 7 จุด ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ปิดถนน 5 จุด พื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช 3 จุด บ้านตูลและควนหนองหงส์  อ.ชะอวด และบ้านหนองดี อ.นาบอน, ศาลากลาง จ.ชุมพร แยกอันดามัน จ.ตรัง, แยกบ้านนา จ.พัทลุง และ กม.412 ถ.เพชรเกษม จ.ประจวบคีรีขันธ์

จนทำให้เส้นทางสายใต้กลายเป็นอัมพาต

มี “ผู้สั่งการ” อยู่เบื้องหลังโพสต์ข้อความยั่วยุให้มาชุมนุมปิดถนน มี “คนนอก” พื้นที่เป็นแกนนำขัดขวางเจ้าหน้าที่ที่เจรจาเปิดเส้นทางและนักการเมืองผสมโรงยั่วยุให้มีเหตุรุนแรงเพื่อยกระดับการชุมนุมให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบกับเหตุความสูญเสียเหมือนอดีตที่ผ่านมา

พล.ต.อ.อดุลย์ ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 19 กองร้อย คุมพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จ.ชุมพร จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จัดกำลังเฝ้าระวังสถานที่ 4 กองร้อย ได้แก่ สนามบิน จ.สุราษฎร์ธานี และสนามบินกระบี่ โดยใช้ ศปก.ตร. เป็นศูนย์บังคับสั่งการอย่างเป็นระบบครอบคลุมทุกภาค

สถานการณ์ตึงเครียดอย่างหนัก....

การเจรจาของรัฐบาลหลายต่อหลายครั้งไม่เป็นผล....

ท่าทีแข็งกร้าวของแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการยกระดับการชุมนุมให้มีการกดดันรัฐบาลมากขึ้น

การปิดถนน ยึดสถานที่ราชการ ปิดล้อมสนามบิน คือ ภาพความอัปยศในอดีตที่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้ามาปิดถนนราชดำเนิน ถนนพระรามที่ 1 แยกราชประสงค์ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา ปิดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ

ไม่ได้คิดเกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง ไม่ได้คำนึงความเสียหายของประเทศ

เป็นภาพลักษณ์ที่สะท้อนประจานกลุ่มผู้ชุมนุมไปทั่วโลก

จากเหตุการณ์ในอดีตเป็นบทเรียนของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ความพยายามอย่างมาก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ต้องคิดทบทวนในการคลี่คลายสถานการณ์เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

แค่ลำพังผู้ชุมนุมปิดถนนทำให้ระบบการเดินรถทั้งเส้นถนน เส้นทางรถไฟ ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.56 ทำให้ระบบการขนส่งสินค้าจากภาคใต้เข้าพื้นที่กรุงเทพฯ การขนย้ายผู้ป่วย การเดินทางของพี่น้องประชาชนเป็นวิกฤติ

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนและพยายามเจรจาเพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ต้องคิดประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแผนคลี่คลายสถานการณ์ โดยมี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบช.ส. พล.ต.ท.ยงยุทธ เจริญวานิช ผบช.ภ.8

โดยยึดหลักสากลในการควบคุมฝูงชน

ยึดการเจรจาต่อรองทำความเข้าใจกลุ่มผู้ชุมนุม

แต่ท่าทีแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้คาดหวังผลการเจรจาแต่หวังใช้ม็อบกดดันเพื่อยกระดับการชุมนุมเพื่อให้มีการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่เพื่อหวังผลทางการเมือง เพราะมีนักการเมือง “คนนอก” อยู่เบื้องหลัง

พล.ต.อ.อดุลย์ มีความเข้าใจสถานการณ์ ได้กำชับตำรวจให้อดทน อดกลั้น ตั้งจุดตรวจ ตรวจค้นอาวุธปืนอาวุธสงคราม เพื่อป้องกัน “กลุ่มมือที่ 3” และใช้หลักสากลโดยยึดการเจรจาเพื่อประคองสถานการณ์

ได้สั่งกำชับให้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติดำเนินคดีแกนนำที่ยั่วยุปลุกระดมให้ฝ่าฝืนกฎหมาย มีการดำเนินคดี 12 คดี ออกหมายจับ 19 หมาย ออกหมายเรียก 14 คน จับกุมได้ 9 คน

แต่งานนี้ตำรวจได้ขยับอย่างเป็นระบบยึดหลักกฎหมายและหลักสากล เพื่อไม่ให้ตำรวจตกอยู่ใน สภาพ “จำเลยสังคม” เป็น “เงื่อนไข” ของกลุ่มผู้ชุมนุม

ได้ดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการเข้าควบคุมพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้สั่งให้ประสาน ผวจ.จัดตั้ง กอ.ร่วม โดย ผวจ.เป็น ผอ.กอ.ร่วม และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อัยการ กระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการ ขนส่ง เพราะการแก้ไขปัญหาจะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนและให้ ผบช.ภาค เป็นหลักในการบริหารกำลังโดยบูรณาการ หน่วยงานตำรวจในพื้นที่ และประสานขอรับการสนับสนุนจาก บช.ภาคข้างเคียง เตรียมพร้อมกำลัง อุปกรณ์ กล้องซีซีทีวี แผนที่และเส้นทางสำรอง

วางแผนเผชิญเหตุต่างๆ กรณีเปิดถนน ยึดสถานที่สำคัญ สนามบิน โดยกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติและผู้รับผิดชอบ เตรียมปฏิบัติการกรณีเปิดถนน และเตรียมปฏิบัติการกรณีปิดสนามบินให้ตั้งจุดตรวจ หน่วงรั้งกลุ่มผู้ชุมนุม หากการเจรจาไม่เป็นผล จะต้องปรับแผนรองรับสถานการณ์

ในการขัดขวางของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 แสดงให้ได้เห็นความเข้มแข็ง และวินัยของชุดควบคุมฝูงชนที่อดทนอดกลั้นโดยไม่คิดใช้อาวุธเข้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธและน้ำกรด ขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรักษากฎหมายและดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะปล่อยให้ กลุ่มผู้ชุมนุมยกกำลังปิดล้อมสนามบิน สถานที่ราชการไม่ได้ เพราะเป็นความเสียหายใหญ่หลวงของประเทศ

ลำพังการปิดถนน เส้นทางรถไฟในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี ได้เกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณะในทุกภาคส่วนในประเทศ พี่น้องคนไทยจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมปิดถนน

หากการชุมนุมไม่มีทางออกในการเจรจา เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

มองประโยชน์ภาพรวมของประเทศเป็นหลัก.....

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ให้มีการปิดสนามบินในพื้นที่ จ.ตรัง กระบี่ และ จ.สุราษฎร์ธานี

หากการชุมนุมไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีการปิดกั้นเส้นทางสาธารณะ ตำรวจมีความจำเป็นตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคุมสถานการณ์ก่อนจะบานปลายใหญ่โต

หากการชุมนุมมีความพยายามยกระดับปิดกั้นสนามบิน สถานีขนส่งขนาดใหญ่ ตำรวจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้กำลัง จำเป็นต้องมีการใช้กฎหมายที่รุนแรงขึ้น แต่เป็นไปตามหลักสากล

เป็นมาตรการที่ตำรวจไม่อยากใช้เข้าข่ายความผิดด้านการก่อการร้าย ลงโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต

ตำรวจจะปล่อยให้บุคคลใดหรือผู้ใดไปกระทำการอันฝ่าฝืนกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมประเทศไม่ได้

เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศที่ต้องฝากไว้กับทุกฝ่ายให้คิดคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ.

ทีมข่าวอาชญากรรม

โหวตข่าวนี้