advertisement

นาทีเป็นนาทีตาย อุบัติเหตุเทศกาล

โดย 22 ธ.ค. 2555 05:00

เทศกาลปีใหม่ 2556 ใกล้เข้ามา ทุกที...เทศกาลนี้มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ปีนี้...มูลนิธิรัฐบุรุษฯได้จัดทำโครงการปีใหม่ตายเป็นศูนย์ขึ้นอีกวาระ เพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ในแต่ละจังหวัดร่วมมือร่วมใจกันป้องกันการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ตั้งเป้าจากความหวังที่ไม่ต้องการให้มีการสูญเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว โดยมูลนิธิเมาไม่ขับกำหนดกลุ่มจังหวัดตามความเสี่ยงแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงมากแต่สามารถดำเนินการให้ตายเป็นศูนย์ได้ จะได้รับโล่เกียรติยศให้พร้อมเงินรางวัลจังหวัดละ 1,000,000 บาท...จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง จังหวัดที่มีความเสี่ยงปานกลาง และจังหวัดที่มีความเสี่ยงต่ำ จะมีโล่เกียรติยศพร้อมเงินรางวัลจังหวัดละ 100,000, 60,000 และ 30,000 บาท ตามลำดับ

แยกโซนให้เห็นกันชัดๆ กลุ่มโซนสีแดง (ความเสี่ยงสูงมาก) กลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 6 ปี มากกว่า 40 รายขึ้นไป ในช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ มีจำนวน 21 จังหวัด ได้แก่

เชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด ลพบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ชลบุรี สระแก้ว นครปฐม กรุงเทพฯ อยุธยา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา ชุมพร

ถัดมา...กลุ่มโซนสีเหลือง (ความเสี่ยงสูง) กลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 6 ปี เท่ากับ 31-40 ราย ในช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ มีจำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ อุบลราชธานี เพชรบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี ปราจีนบุรี ระยอง สมุทรปราการ สระบุรี สุพรรณบุรี

กลุ่มที่สาม...กลุ่มโซนสีเขียว (ความเสี่ยงปานกลาง) กลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 6 ปี เท่ากับ 16-30 ราย จำนวน 27 จังหวัด ได้แก่ พะเยา ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก พิจิตร น่าน กำแพงเพชร มหาสารคาม นครพนม เลย อุดรธานี สกลนคร ศรีสะเกษ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ฉะเชิงเทรา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร ชัยนาท สิงห์บุรี ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทลุง ตรัง

สุดท้าย...กลุ่มโซนสีขาว (ความเสี่ยงต่ำ) กลุ่มที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 6 ปี เท่ากับ 0-15 ราย มี 19 จังหวัด ได้แก่ ลำพูน อุทัยธานี แม่ฮ่องสอน สุโขทัย มุกดาหาร หนองบัวลำภู หนองคาย ยโสธร อำนาจเจริญ บึงกาฬ นครนายก สมุทรสงคราม อ่างทอง ตราด นราธิวาส ปัตตานี สตูล ระนอง ยะลา

“อุบัติเหตุ” เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่คาดฝัน แม้จะระวังมากแล้วก็ตาม ในแง่การรักษาผู้บาดเจ็บ เข้าถึงจุดเกิดเหตุอย่างทันท่วงทีถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเวลาแต่ละวินาทีเป็นนาทีเป็น...นาทีตายของผู้บาดเจ็บ

นายแพทย์ชาตรี ดวงเนตร ผู้อำนวยการเครือโรงพยาบาลกรุงเทพบอกว่า ปีนี้ 5 โรงพยาบาลเอกชนจะผนึกกำลังเตรียมพร้อมรับมืออุบัติเหตุช่วงเทศกาลเพื่อช่วยหน่วยงานภาครัฐอีกทางหนึ่ง ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายหน่วยบริการฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง”

เพราะเสี้ยวนาทีคือชีวิต โรงพยาบาลในเครือดุสิตเวชการ รพ.กรุงเทพ รพ.บีเอ็นเอช รพ.เปาโล รพ.พญาไท และ รพ.สมิติเวช ได้หารือร่วมกันเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้ง 5 โรงพยาบาลจะร่วมกันเปิดหน่วยบริการฉุกเฉินเฉพาะกิจ ที่ใช้ชื่อว่า “BES” เพื่อส่งต่อผู้ป่วยอุบัติเหตุ หรือผู้ป่วยวิกฤติ ให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อนำส่งผู้ป่วยสู่โรงพยาบาลในที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุมากที่สุด

หน่วยบริการฉุกเฉิน BES จะส่งต่อผู้ป่วยอุบัติเหตุ 24 ชม. เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่และดำเนินการนำร่องยาวไปจนถึงเทศกาลสงกรานต์เมษายน วันที่ 30 เมษายนปีหน้า

คุณหมอชาตรี บอกว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรเฉลี่ยวันละ 31 ราย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม ถึง 5 มกราคม มีผู้เสียชีวิต 367 คน และมีผู้บาดเจ็บถึง 4,107 คน คือ หรือมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละกว่า 50 ราย

ปัญหาที่พบส่วนใหญ่...ผู้ป่วยเสียชีวิตจากการนำส่งโรงพยาบาลไม่ทันเวลา

“อุบัติเหตุเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตและพิการของคนในวัยทำงานก่อให้เกิดความสูญเสียรวมกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี จากสถิติ 1 ใน 4 ของการเสียชีวิตเกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากบาดเจ็บที่มีความรุนแรงจนอาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสมอย่างรวดเร็วสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้น”

หน่วยบริการฉุกเฉิน BES ได้นำเอาความเชี่ยวชาญของบุคลากรแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ ช่วยสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยมีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินประจำรถพยาบาลทุกคัน พร้อมด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตตามมาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นสูง

อาทิ เครื่องกระตุ้นหัวใจและช่วยกระตุ้นการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องควบคุมปริมาตรน้ำ...ยาที่เข้าสู่ผู้ป่วย เครื่องวัดความดันโลหิตและตรวจดูปริมาณออกซิเจนในเลือด เครื่องดูดเสมหะ ฯลฯ

ความเพียบพร้อมของอุปกรณ์ทางการแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำรถทำให้รถพยาบาลมีรูปแบบเหมือนไอซียูเคลื่อนที่ โดยการทำงานที่เป็นไปตามมาตรฐานการแพทย์อเมริกา (CAMTS)

ต้องย้ำว่า...สิ่งที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉินให้ความสำคัญอย่างมากคือ การเข้าถึงผู้ป่วยให้เร็วที่สุดไม่ว่าผู้ป่วยจะอยู่ที่ไหน เหตุเกิดเวลาใด ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี  และปทุมธานี โดยมีศูนย์ รับแจ้งเหตุที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่ประสาน...อำนวยความ สะดวกในการช่วยเหลือผู้ป่วย

นอกจากนี้ ความพิเศษของรถพยาบาลที่ใช้ คือสามารถระบุพิกัด หรือตำแหน่งของตัวรถขณะอยู่บนท้องถนน ด้วยระบบจีพีเอส ทำให้สามารถเลือกเส้นทางที่ใกล้ที่สุด และหลีกเลี่ยงจราจรที่ติดขัดเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว

“โรงพยาบาลในเครือแต่ละแห่งมีหน่วยฉุกเฉินอยู่แล้ว สำนักงานใหญ่จะเป็นตัวกลางประสานงานหน่วยบริการฉุกเฉิน BES...เป็นที่ปรึกษาผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ และเพื่อไม่ให้เกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน หน่วยไหนในโรงพยาบาลไหนใกล้ผู้ป่วยก็ไปรับเข้ามารักษา ถึงเร็วก็หมายถึงช่วยชีวิตได้”

ประเด็นสำคัญ...เราจะไม่คำนึงว่าเป็นคนไข้โรงพยาบาลไหน แน่นอนว่าการทำงานก็จะไม่ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น แต่จะคอยเติมเต็ม ช่วยแบ่งเบาภาระ โดยจุดหมายหลักคือ...ชีวิตคนสำคัญที่สุด

กรณีฉุกเฉิน เกิดอุบัติเหตุหรืออื่นๆ แจ้งได้ที่คอลเซ็นเตอร์ 1719 หรือที่ 0-2716-9999

หน่วยบริการฉุกเฉิน BES เป็นเครือข่ายเอกชน ญาติ พี่น้อง ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุไม่ต้องกลัวว่าถ้ารักษาจะต้องเสียเงิน เสียทองหมดเนื้อหมดตัว คุณหมอชาตรี บอกว่า ค่าใช้จ่ายในการรับผู้ป่วย ไม่เกิน 1,000 บาท กรณีอุบัติเหตุจะมีเงิน...ไม่มีเงิน ถ้าแจ้งเข้ามา รับเข้ารักษาในระบบเราจะไม่คิดค่าใช้จ่าย เมื่อฟื้นแล้วก็จะส่งต่อไปรักษาในโรงพยาบาลตามสิทธิของผู้ป่วย ไม่ว่าสิทธิบัตรทอง หรือประกันสังคม

สกู๊ปหน้า 1 เหมาเอาเองว่านี่ถือเป็นข้อสัญญา ที่หน่วย BES จะทำหน้าที่รับใช้สังคมจริงๆ... เป็นข้อยืนยันว่าเครือโรงพยาบาลกรุงเทพเป็นโรงพยาบาลคนไทย รับใช้คนไทยด้วยน้ำใจไมตรี

คงไม่มีใครอยากให้เกิดอุบัติเหตุ เทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง สุดท้ายก็ต้อง “เตือนตัวท่านเอง” และ “เตือนคนรอบข้าง” ให้หยุดพฤติกรรมเสี่ยงในการขับขี่รถบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นการเมาแล้วขับ โทร.แล้วขับ ง่วงแล้วขับ ขับรถเร็ว ขับรถย้อนศร ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อก และอื่นๆ

ทั้งหมดเหล่านี้ก็เพื่อชีวิตปลอดภัย รอดพ้นจากภยันอันตราย “ตายเป็นศูนย์”.

โหวตข่าวนี้