advertisement

นายกรัฐมนตรีหญิงของโลก

โดย มิสแซฟไฟร์ 13 ส.ค. 2554 05:00

ชุ่มฉ่ำและสมหวังกันทั่วหน้า เมื่อเมืองไทยได้นายกรัฐมนตรีหญิง คนแรกในประวัติศาสตร์  พูดถึงการมีผู้นำประเทศเป็นอิสตรีอาจจะไม่ใช่ของแปลกใหม่ซะทีเดียว เพราะในช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา โลกก็ได้จารึกชื่อผู้นำหญิงไว้แล้วถึง 51 คน โดยมี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 52

ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลกมีชื่อว่า สิริมาโว บันดาราไนยาเก เป็นผู้นำของศรีลังกาถึง 3 สมัย ระหว่างปี 1960-1965, ปี 1970-1977 และปี 1994-2000 เธอเป็นภรรยาม่ายของอดีตนายกฯโซโลมอน บันดาราไนยาเก เข้ามาสืบทอดมรดกการเมือง หลังสามีถูกลอบสังหาร โดยนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามตั้งฉายาให้ว่า “แม่ม่ายเจ้าน้ำตา” เพราะทุกครั้งที่ขึ้นเวทีปราศรัย เธอมักเรียกคะแนนสงสารด้วยการร่ำไห้ถึงการจากไปของสามี พร้อมประกาศทั้งน้ำตาว่าจะเดินหน้าสานต่อนโยบายของสามีผู้ล่วงลับ เธอได้ปูทางให้ลูกสาวคนโต คือ ประธานาธิบดี จันทริกา กุมาระตุงคะ เข้ามาเป็นทายาทการเมืองเต็มตัว และยังคงทำงานการเมืองอย่างแอ็กทีฟจนถึงวาระสุดท้าย ก่อนจะจบชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย ในช่วงปลายปี 2000 ขณะอายุได้ 84 ปี

สำหรับนายกฯหญิงคนที่สองของโลก โด่งดังระดับตำนาน เธอคือ นางอินทิรา คานธี เป็นนายกฯหญิงคนแรกของประเทศอินเดีย จบชีวิตลงขณะอายุ 66 ปี จากการถูกลอบสังหาร เนื่องด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างชาวฮินดูกับชาวซิกข์ เป็นนายกฯที่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันถึง 4 สมัย เธอเกิดในตระกูลนักการเมือง เป็นลูกสาวของ “เยาวหราล เนห์รู” นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย หลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อพ่อของเธอเสียชีวิต “นางอินทิรา” ได้รับเลือกเข้าสภาแทนเก้าอี้ของพ่อ และได้รับการโหวตจากแกนนำพรรคคองเกรสให้เป็นนายกฯหญิงคนแรก โดยตั้งใจว่าจะใช้เธอเป็นหุ่นเชิดทางการเมือง กระนั้น “นางอินทิรา” สยบคำสบประมาทที่ถูกตราหน้าว่าเป็นตุ๊กตาหน้าโง่ พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือการบริหารประเทศ และบริหารจัดการอำนาจ จนได้รับการซูฮกจากพวกผู้ชาย ผู้นำดอกไม้เหล็กผู้นี้ยังฝากผลงานไว้หลายอย่าง รวมถึงการนำอินเดียเอาชนะสงครามเหนือปากีสถาน และปลดปล่อย บังกลาเทศได้สำเร็จ ในสายตาของประชาชนจำนวนมากยกย่องให้เธอเป็นแม่พระของคนยาก เพราะเข้าใจหัวอกคนจนอย่างแท้จริง

เปิดทำเนียบผู้นำหญิงของโลก จะต้องมีชื่อ นางมาร์กาเรต  แธตเชอร์ เธอคือนายกฯหญิงคนแรกและคนเดียวของสหราชอา– ณาจักร เป็นนายกฯหญิงคนที่ห้าของโลก และเป็นนายกฯที่ครองตำแหน่งติดต่อกันยาว นานที่สุดถึง 11 ปี เป็นรองก็แต่ “ลอร์ดโรเบิร์ต เซซิล” นายกฯอังกฤษในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งรั้งเก้าอี้อยู่ 13 ปี ทั้งนี้ ภายใต้การนำของ “นางแธตเชอร์” พรรคอนุรักษนิยมกลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น ทำให้การเมืองและสังคมของอังกฤษแบ่งขั้วกันชัดเจนที่สุด นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำที่เก่งทั้งงานบริหารและการปกครอง รัฐบาลของนางสิงห์เหล็กมุ่งเน้นการใช้นโยบายปฏิรูปอย่างเข้มงวด   สนับสนุนกิจการเอกชน ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค ลดบทบาทสหภาพแรงงาน ลดภาษีเงินได้ และผลักดันให้รัฐบาลเป็นผู้ดูแลเรื่องสวัสดิการด้านการศึกษาและสาธารณสุข

ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน กล้าฟันธงเลยว่าคงไม่มีผู้นำหญิงคนไหนของโลกจะเก่งกล้าสามารถเท่ากับ นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงสุดแกร่งแห่งเยอรมนี เธอได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกยุคใหม่ “แมร์เคิล” เป็นพลเมืองเยอรมนีตะวันออกคนแรกที่ได้เป็นผู้นำหลังการรวมประเทศ เธอโตมาท่ามกลางสังคมคอมมิวนิสต์ เรียนจบด็อกเตอร์ด้านฟิสิกส์ ทำงานวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม พูดได้หลายภาษาทั้งเยอรมัน, อังกฤษ และรัสเซีย โดยอดีตนายกฯเฮลมุท โคห์ล ของเยอรมนี ดึงเธอเข้าเป็นสมาชิกพรรคสหภาพคริสเตียนประชาธิปไตย เพราะต้องการฐานเสียงจากชาวเยอรมันตะวันออก เธอได้ขึ้นแท่นเป็นรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดในยุคนั้น อย่างไรก็ดี ด้วยภาพลักษณ์ที่เฉิ่มเชยคร่ำครึ ทำให้ “แมร์เคิล” ถูกค่อนแคะมาตลอด กระทั่งได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคลงชิงชัยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2005 เธอจึงตัดสินใจจ้างสไตลิสต์ส่วนตัว มาปรับลุคแปลงโฉมใหม่ให้มีสง่าราศี พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจยุโรป สาวเฉิ่มคนนี้พิสูจน์ให้เห็นฝีมือจากการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เยอรมนีผงาดขึ้นเป็นประเทศที่มีตัวเลขการส่งออกสูงสุดในโลก และมีอัตราการว่างงานต่ำสุดในรอบหลายปี ขณะเดียวกัน เธอยังแสดงบทบาทนำในเวทีระดับโลกจนเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงการต่อกรกับผู้นำโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบุช, ปูติน หรือซาร์โกซี ก็ล้วนแต่เจอฤทธิ์นางสิงห์คนนี้มาแล้ว...เธอพูดน้อยต่อยหนัก ไม่ใช่สไตล์ดีแต่พูดแล้วไม่ทำ!!

 

มิสแซฟไฟร์

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement