advertisement

"ทาวี่" (TAVI) เปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียม...ด้วยสายสวน

โดย 6 ก.ค. 2556 05:00

ไม่ใช่เฉพาะแต่การทำบอลลูนหรือใส่สเต็นท์ (Stent) เข้าไปเพื่อถ่างหลอดเลือดหัวใจที่ตีบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติเท่านั้นที่สามารถจะใช้วิธีการสอดใส่สายสวนเข้าไปทางหลอดเลือดหรือที่เรียกว่า การทำ Catheter based inter– vention ได้ แต่ปัจจุบันแม้แต่การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งในอดีตต้องใช้การผ่าตัดเปิดทรวงอกเท่านั้น ก็สามารถนำเทคนิคการใส่สายสวนหัวใจมาใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมได้

เทคนิคดังกล่าวเรียกว่า ทาวี่ (TAVI) หรือ Transcatheter Aortic Valve Implantation...

นพ.ทวีศักดิ์ โชติวัฒนพงษ์ หัวหน้ากลุ่มงานศัลยศาสตร์ สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ อธิบายว่า

การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจทางสายสวนหรือที่เรียกว่า TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) คือ การเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมด้วยเทคนิคการใช้สายสวนแบบไม่ต้องผ่าตัด ในผู้ป่วยที่มีภาวะการตีบรุนแรงของลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดแดงใหญ่ ที่เรียกว่า ลิ้นหัวใจเอออติกส์ (aortic valve) ซึ่งโดยส่วนใหญ่การตีบมักเกิดจากความเสื่อมของลิ้นหัวใจ ซึ่งต่างจากความผิดปกติหรือพิการของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด ซึ่งมีเพียงส่วนน้อย

“การรักษาโดยวิธีนี้ เป็นเทคนิคที่ค่อนข้างใหม่ วิธีการก็คือ ใส่ลิ้นเทียมที่ต้องการเปลี่ยนผ่านหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ ที่ ขา แขน หรือเจาะผ่านผิวหนังบริเวณยอดหัวใจ (apex) โดยไม่ต้องทำการผ่าตัดทรวงอก โดยส่วนมากจะทำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัด” คุณหมอทวีศักดิ์ บอก พร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่บ่งชี้ว่าต้องทำการรักษาด้วยวิธีนี้ มีหลายปัจจัย เช่น ผู้ป่วยอายุมากหรือมีโรคอื่นๆ ร่วมด้วยหลายโรค ทำให้สภาพร่างกายไม่สามารถทนต่อการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องดมยาสลบและการใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียมระหว่างผ่าตัดได้

นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์หัวใจ สถาบันโรคทรวงอก กล่าวเสริมว่า ในอดีตพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคลิ้นหัวใจเอออติกส์ ไม่สามารถรับการรักษาโดยการผ่าตัดได้ ทำให้พลาดโอกาสในการรักษาเพื่อต่อชีวิตให้ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ปัจจุบันเมื่อมีการนำเทคนิคการผ่าตัดโดยสายสวนหรือ TAVI มาใช้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและสามารถมีชีวิตยืนยาวขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในอดีต

สำหรับหลักการของ TAVI คือ การใช้ลิ้นหัวใจแบบเนื้อเยื่อ ยึดติดอยู่กับขดลวดพิเศษซึ่งสามารถม้วนให้เล็กเพื่อเข้าไปอยู่ในท่อเล็กประมาณ 8-10 มิลลิเมตรของ Delivery system จากนั้นก็สอด Delivery system ไปตามหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบ (Trans femoral route) หรือยอดของหัวใจห้องล่างซ้าย ไปจนถึงตำแหน่งของลิ้นหัวใจเอออติกส์ จากนั้นจึงทำการปล่อยตัวลิ้นหัวใจที่ม้วนอยู่ออกมาจาก Delivery system ซึ่งจะทำให้ลิ้นหัวใจกางออกกลายเป็นลิ้นหัวใจอันใหม่ ผู้ป่วยจะมีเพียงแผลเล็กๆ บริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง หรือบริเวณหน้าอกด้านซ้ายเท่านั้น

ข้อดีของการทำผ่าตัดในลักษณะนี้ คือ ผู้ป่วยไม่ต้องได้รับการผ่าตัดใหญ่, ไม่ต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม การเสียเลือดจากการผ่าตัดน้อยกว่า การพักฟื้นเร็วโดยประมาณ 2-3 วันก็สามารถกลับบ้านได้

จากการศึกษาแบบสุ่มจัดทำในต่างประเทศพบว่า TAVI ให้ผลการรักษาไม่ด้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดในกลุ่มคนไข้ที่มีอัตราเสี่ยงสูงจากการผ่าตัดแบบปกติ และได้ผลดีกว่าการรักษาโดยการใช้ยาเพียงอย่างเดียว

ด้าน พญ.วิลาวัณย์ จึงประเสริฐ อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ สถาบันโรคทรวงอก ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์ความเป็นเลิศในการรักษาโรคหัวใจของประเทศ ได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจ ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดหัวใจด้วย ซึ่งการรักษาด้วยเทคนิคที่เรียกว่า TAVI นี้ นอกจากปัจจัยในส่วนของผู้ป่วยที่ต้องมีข้อบ่งชี้ในการทำผ่าตัด และความเชี่ยวชาญขั้นสูงของศัลยแพทย์หัวใจแล้ว อุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัยก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึงและมีความจำเป็นอย่างมาก โดยจำเป็นต้องทำในห้องผ่าตัดไฮบริด ที่มีเครื่อง Fluoroscope เพื่อให้แพทย์สามารถดูตำแหน่งของลิ้นหัวใจที่จะวางได้

สุดท้ายเนื่องจากเป็นเทคนิคใหม่ ผู้ป่วยอาจต้องการได้รับข้อมูลรอบด้านเพื่อการตัดสินใจ คุณหมอเกรียงไกรเสริมว่า เนื่องจากเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจทางสายสวน หรือ TAVI เป็นวิธีการรักษาใหม่ ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักในเมืองไทย ข้อมูลอ้างอิงจากการรักษาจึงเป็นข้อมูลที่ได้จากต่างประเทศ ซึ่งมีหลักฐานจากงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศถึงประโยชน์ของการรักษาด้วย TAVI ว่า นอกจากช่วยลดอัตราการเสียชีวิต ลดอัตราการเข้านอนโรงพยาบาลซ้ำ ลดอัตราการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นเอออติกส์แล้ว การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมด้วยวิธีนี้ยังไม่มีรายงานการเพิ่มขึ้นของภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะการเกิดโรคหลอดเลือดสมองเมื่อเทียบกับวิธีการรักษามาตรฐาน

ในประเทศไทย นอกจากสถาบันโรคทรวงอกแล้ว โรงพยาบาลในสังกัดโรงเรียนแพทย์หลายแห่งได้มีการนำเทคนิคนี้ไปใช้บ้าง และยังอยู่ระหว่างการติดตามผู้ป่วยที่อย่างน้อยต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี.

โหวตข่าวนี้