advertisement

จิตพิฆาต...ฤๅจะสู้ จิตอาฆาต (2)

โดย นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล 11 ส.ค. 2556 05:00

คราวที่แล้ว บทความของผมได้พูดถึงเรื่องจิตพิฆาตและจิตอาฆาต มาบ้างแล้วนะครับ เรื่องจิตพิฆาตนั้น ในความเป็นจริงแล้วคนที่เป็นแบบนี้มีปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างไรบ้าง จะไปทำร้ายใครได้มากขนาดนั้นเชียวหรือ ผมมีเรื่องราวตัวอย่างที่น่าสนใจมาเล่าสู่กันฟังครับ

ชายไทยโสดอายุ 34 ปี ถูกกักตัวไว้ในโรง– พยาบาลพิเศษเป็นเวลา 8 ปี หลังจากมีคดีแทงแม่จนถึงแก่ชีวิต เขามีชีวิตครอบครัวค่อนข้างมั่นคง เรียนได้ในระดับดี พอเข้ามหาวิทยาลัย ผลการศึกษาเริ่มแย่ลง ติดยาบ้า ต่อมาเริ่มป่วยมีอาการทางจิต ต้องอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชถึง 8 ครั้ง ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทชนิดหวาดระแวง อาการที่สำคัญคือหลงผิดว่าครอบครัวคิดร้ายกับเขา

ผู้ป่วยเริ่มมีพฤติกรรมรุนแรงกับคนในครอบ– ครัวมาประมาณ 5 ปี มักจะพยายามเอามีดแทงมารดาเวลาที่มีเรื่องทะเลาะกัน มีปัญหาเรื่องการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอ แอบเอายาทิ้งบ่อยๆ โดยที่ครอบครัวก็ไม่สามารถรู้ทันได้ และบางครั้งพยายามอธิบายแต่ผู้ป่วยก็ไม่เชื่อฟัง ดังนั้น มารดาพยายามพาไปหาหมอ หมอเลยตัดสินใจให้การรักษาเป็นยาฉีดเดือนละครั้ง

หลังจากก่อคดีทำร้ายมารดาจนถึงแก่ชีวิต ศาลส่งมาให้จิตแพทย์ตรวจวินิจฉัย พบว่าป่วยเป็นโรคจิตเภท ในที่สุดเขาได้รับการตัดสินว่ามีความรู้ผิดชอบลดลงขณะก่อคดี และต้องอยู่ในโรงพยาบาลพิเศษดังกล่าวข้างต้นเป็นเวลา 8 ปีหรือจนกว่าอาการทางจิตจะดีขึ้น หลังจากได้รับการบำบัดรักษา อาการดีขึ้นมากและยอมรับว่าในขณะที่ทำร้ายมารดานั้น ทำไปเพราะอาการป่วย แต่ไม่ยอมรับว่าป่วยเป็นโรคจิตเภท ทำให้ยังไม่ยอมรับการรักษาต่อเนื่อง

ปัจจุบันเขากำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง บิดาและพี่น้องอาศัยอยู่บ้านเดียวกันและคงกังวลใจอยู่ต่อการกลับมาจากโรงพยาบาลของเขา

แนวคิดเกี่ยวกับสาเหตุของการกระทำความผิด มีอยู่หลายแนวคิดครับ...

1. แนวคิดทางด้านกายภาพและชีวภาพ มีนักอาชญาวิทยาได้สังเกตและอธิบายว่าผู้กระทำความผิดมักจะมีลักษณะทางร่างกายที่แตกต่างไปจากบุคคลทั่วไป เช่น รูปหน้าที่แปลกไม่ได้สัดส่วน หรือความผิดปกติบนใบหน้าอีกหลายอย่างซึ่งอาจจะเป็นผลจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งความเจ็บป่วยจนถึงขั้นมีอาการทางจิตเกิดขึ้นและไม่สามารถควบคุมตนเองได้

2. แนวคิดทางด้านจิตวิทยา มีการอธิบายว่าเกิดจากความไม่สมประกอบของบุคลิกภาพหรือสภาพจิตใจที่ไม่ปกติ อันอาจจะเกิดจากประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้ ร่วมกับสภาวะแวดล้อมที่ผลักดันซึ่งมีผลกระทบต่ออารมณ์ ส่งผลให้เกิดความวิตกกังวลและต้องการหาทางระบายออกทางใดทางหนึ่ง จากทฤษฎีของฟรอยด์ให้เหตุผลว่า “พฤติกรรมของคนเรามีสาเหตุมาจากความขัดแย้งกับทางบุคลิกภาพและความวิตกกังวลที่ได้รับการปรุงแต่งจากสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประสบการณ์ทางครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับบิดามารดาจะมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพและอารมณ์ของเด็กในอนาคต”

3. แนวคิดทางด้านจิตเวช ส่วนใหญ่ด้านนี้ก็จะมุ่งเน้นในด้านการเจ็บป่วยหรือป่วยด้วยโรคทางจิตเวช นำมาซึ่งเหตุผลของการกระทำความผิดได้ง่ายดังนี้ เช่น ไม่สามารถรู้ผิดชอบชั่วดีหรือไม่สามารถเล็งเห็นผลข้างหน้าได้ว่าจะเกิดความเสียหายอย่างไรตามมา, ขาดความยับยั้งหรือหักห้ามใจ เพราะระบบประสาทชำรุด, ถูกเกลี้ยกล่อมหรือชักจูงได้ง่าย จึงอาจตกเป็นเหยื่อของคนที่ฉลาดกว่า เช่น คนที่เป็นสติปัญญาบกพร่อง

4. แนวคิดด้านอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งทางด้านวัฒนธรรม ประเพณี การลอกเลียนแบบของบุคคลใกล้ชิด การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี หรือแม้กระทั่งการประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจก็อาจจะทำให้เกิดการนำไปสู่การก่อคดีได้เช่นกัน

มีทฤษฎีอยู่ทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีการตราบาปหรือตราหน้า (The labeling of Mental Disorder Theory) กล่าวไว้ว่าเมื่อใดที่พฤติกรรมต่างๆได้รับการแปลว่าเป็นสัญลักษณ์ของโรคจิต เมื่อนั้นก็จะเกิดกระบวนการตราหน้าบุคคลนั้นว่าเป็นโรคจิต ซึ่งเป็นตราที่ยากจะลืมเลือนไปได้ และตรานี้ก็จะติดตัวผู้นั้นตลอดไป ซึ่งทำให้มีผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยมาก เนื่องจากจะไม่ได้รับการต้อนรับจากสังคม การขาดความน่าเชื่อถือ และมักจะถูกขัดขวางเมื่อพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในสังคม แม้แต่สมาชิกในครอบครัวก็มักมีทัศนคติการกระทำต่อผู้ป่วยไม่ดี ทำให้มีผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของผู้ป่วยจิตเวชในสังคมเป็นอย่างมาก และนำมาซึ่งการทำให้อาการทางจิตกำเริบขึ้น และนำไปสู่การประกอบอาชญากรรมต่างๆหรือกระทำผิดซ้ำได้

จากตัวอย่างดังกล่าวทำให้เห็นภาพของปัญหาของผู้ป่วยหลายๆคนที่มีความเสี่ยงไปก่อคดี ซึ่งมีหลายๆปัจจัย เช่น การเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ความยากลำบากในการรักษาเพราะผู้ป่วยทางจิตมักไม่ยอมรับว่าตนเองป่วย ประวัติการใช้สารเสพติดและประวัติการใช้ความรุนแรงในอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าความเจ็บป่วยอาจจะทำให้เขาได้รับการลดหย่อนโทษ แต่นั่นก็มิใช่คำตอบที่ทำให้สังคมรู้สึกปลอดภัย รวมถึงคนในครอบครัวด้วย

ความยากลำบากมิใช่อยู่ที่กระบวนการบำบัดรักษาอย่างเดียว หากวิเคราะห์ดีๆ เราจะเห็นว่ามีปัจจัยอื่นๆที่น่าสนใจแฝงอยู่ด้วย เช่น เหยื่อ (ในที่นี้คือมารดา) มีสัมพันธภาพกับผู้ป่วยอย่างไรถึงทำให้ผู้ป่วยต้องทำร้ายมารดาบ่อยครั้ง การยอมรับของคนในครอบครัวน่าจะมีส่วนอย่างมากในการที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าสามารถกลับมาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวได้อีกครั้ง

มีงานวิจัยพบว่า การกลับมาป่วยซ้ำของผู้ป่วยมิได้ขึ้นอยู่กับการรักษาของแพทย์อย่างเดียว หากแต่ปัจจัยที่สำคัญมากกว่านั้นคือการได้รับการยอมรับจากคนในสังคม อันจะไม่ก่อให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดตามมาอีกและไปกระตุ้นให้อาการทางจิตกำเริบ แม้จะได้รับยาอย่างเต็มที่แล้ว การที่คนในสังคมไม่ยอมรับ ยังมีความรังเกียจหรือแม้แต่พยายามตราหน้าว่าผู้ป่วยยังคงเป็นบุคคลอันตรายอยู่นั้น ก็ไม่ต่างจากการที่สังคมยังมี “จิตอาฆาต” ต่อผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

ถ้ามีคนในบ้านเป็นแบบนี้จะต้องจัดการอย่างไร

เป็นคำถามที่มีการถามกันมากที่สุดคำถามหนึ่ง รวมถึงเป็นความกังวลใจของคนที่อยู่ร่วมด้วยว่าจะจัดการอย่างไรดี ดังนั้นมีข้อแนะนำดังนี้ครับ รู้จักใส่ใจถึงอาการที่แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีความเสี่ยงในการเกิดความรุนแรงและนำไปสู่การก่อคดี เช่น ผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิดง่าย พูดเสียงดัง ท่าทางกระวนกระวาย มีแนวโน้มจะทะเลาะกับคนรอบข้าง อาจจะมีแนวโน้มที่ทำร้ายผู้อื่นแม้กระทั่งทำร้ายตนเองด้วย ซึ่งผู้ที่อยู่ใกล้ชิดน่าจะให้ความสนใจและสังเกต เพื่อการป้องกันดีกว่าตามแก้ การดูแลผู้ที่มีแนวโน้มจะก่อคดีเหล่านี้ ถ้ามีความเจ็บป่วยทางจิตเวชอยู่ต้องคอยดูเรื่องการรับประทานยาหรือฉีดยาตามกำหนด หากขาดยานานๆจะมีความเสี่ยงดังที่กล่าวมาแล้ว สำหรับงานวิจัยในประเทศไทย มีการศึกษาพบว่าถ้าขาดยาประมาณ 1-3 เดือนจะเริ่มมีความเสี่ยงที่จะไปก่อคดี

การวางตัวหรือทำตัวของคนรอบข้างเพื่อมิให้ตกเป็น “เหยื่อ” คือหยุดการเซ้าซี้ วิพากษ์วิจารณ์หรือใช้ความรุนแรงกับผู้ป่วย เพราะจะเป็นการเพิ่มความเครียด ทำให้อาการกำเริบ (แม้จะกินยาสม่ำเสมออยู่ก็ตาม) และอาจจะตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว พยายามทำความเข้าใจ อดทน และไม่รังเกียจผู้ป่วยเหล่านี้ จะทำให้พวกเขามีกำลังใจในการต่อสู้กับความเจ็บป่วยอันแสนทรมาน แม้ว่าในบางช่วงเวลาของการเจ็บป่วยเขาอาจจะรับรู้เรื่องราวหรือการตัดสินใจควบคุมตนเองที่ไม่ดีนัก แต่เชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นสัมผัสได้ตลอดเวลา นั่นก็คือความรัก ความห่วงใย และรอคอยกำลังใจ จากคนรอบข้างมาช่วยให้เขามีพลังที่จะต่อสู้กับความทุกข์เหล่านั้นได้เป็นอย่างดีครับ.


นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล

โหวตข่าวนี้