advertisement

จิตพิฆาต....ฤๅจะสู้จิตอาฆาต (1)

โดย นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล 28 ก.ค. 2556 05:00

เมื่อไม่นานนี้มีข่าวที่ค่อนข้างทำให้ผู้คนในสังคมไทยเกิดอาการตื่นตระหนกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีใครสักคนหรือหลายคนหยิบยกเรื่องราวในกรณีที่สงสัยว่ามีผู้เจ็บป่วยทางจิตรายหนึ่งที่เคยก่อคดีทำร้ายเด็กนักเรียนในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งเมื่อ 8 ปีก่อน มาพูดถึงกันอีกครั้งว่า มีผู้พบเห็นคนดังกล่าวไปป้วนเปี้ยนตามหน้าโรงเรียน ซึ่งก็ไม่แน่ชัดว่าเป็นโรงเรียนใดกันแน่ เพราะจากการติดตามข่าวก็ไม่พบว่ามีใครยืนยัน แค่ตั้งข้อสงสัยเท่านั้นเอง

ในขณะที่ทางทีมผู้ดูแลผู้ป่วยรายนี้ซึ่งปัจจุบันยังได้มีการดูแลอย่างต่อเนื่อง ติดตามการรักษาและป้องกันการก่อคดีซ้ำ ได้ออกมายืนยันว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากทีมผู้ดูแลซึ่งประกอบด้วยจิตแพทย์และเจ้าหน้าที่

ทางด้านนิติจิตเวชชุมชนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเยี่ยมบ้านผู้ป่วยอย่างละเอียดพบว่าผู้ป่วยมีอาการทางจิตดีขึ้น ทำงานรับผิดชอบครอบครัวอย่างดี ไม่เคยออกไปไหนไกลจากพื้นที่อำเภอของตนเองมีครอบครัวดูแลใกล้ชิด และหน้าตาในปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเพราะเอาภาพในอดีตมานำเสนอ ไม่เหมือนกับภาพที่หลายคนตื่นตระหนกหวาดกลัว

ถ้าจะพูดถึงเรื่องที่มีผู้ป่วยจิตเวชไปก่อคดีรุนแรงในสังคม ผมเชื่อว่าความร้อนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเราก็อาจจะไม่เท่าในต่างประเทศ แม้ในประเทศไทยพบว่ามีปัญหาทางด้านนี้เกิดขึ้นไม่น้อยเลยก็ตาม และเชื่อว่านับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ผู้ที่ไปก่อคดีเหล่านี้ก็ยังคงทำให้สังคมต้องตั้งข้อสงสัยว่าป่วยจริงหรือไม่ แล้วเป็นโรคจิตแบบไหน ตกลงจะต้องรับโทษหรือไม่ รวมถึงการตั้งข้อสงสัยต่างๆนานาว่า ผู้ป่วยโรคจิตนั้นน่ากลัวกว่าทุกคนจริงหรือไม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชอีกจำนวนมากที่ไม่เคยมีคดี เลยต้องพลอยได้รับผลกระทบคือการถูกรังเกียจ แบ่งแยก ซึ่งที่เราเรียกกันว่าเป็น stigma หรือเป็นตราบาปสำหรับพวกเขาเหล่านั้นด้วย

จิตพิฆาตกับการก่อคดี.......

มีการคาดการณ์ว่าประชากรในโลกมักจะไม่ยอมรับว่าตนเองป่วยหรือมีปัญหาสุขภาพจิต จึงไม่ยอมรับการรักษา เช่น การรับประทานยา หรือฉีดยา และขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีแนวโน้มที่จะกลับมาป่วยซ้ำจนกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง

นอกจากนี้ ในการกลับมาป่วยซ้ำของผู้ป่วยนั้นมักจะตามมาด้วยการก่ออันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ จนบางรายเกิดเป็นคดีความขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นคดีเล็ก น้อยๆจนถึงคดีที่รุนแรง

บางรายก็มีการใช้สารเสพติดร่วมด้วย ซึ่งมักพบได้ค่อนข้างมากในผู้ป่วยที่มีความเจ็บป่วยทางจิต ไม่ว่าจะเป็นการถูกหลอกให้ใช้ หรือใช้จนติด แม้กระทั่งการเข้าใจผิดว่าเมื่อเสพสารเสพติดแล้วจะช่วยบรรเทาอาการทางจิตที่ผิดปกติให้ดีขึ้น (self medicated) ซึ่งเมื่อเข้าใจผิดแบบนี้ก็มักจะตามมาด้วยอาการที่รุนแรงมากขึ้น

ในความหมายของผมมองว่าคำว่า จิตพิฆาต คือ สภาวะจิตใจ ณ เวลานั้นซึ่งทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งสูญเสียความสามารถในการควบคุมตนเอง จนนำไปสู่การทำร้ายกัน ซึ่งอาจจะรุนแรงจนเกือบหรือเสียชีวิตได้ ซึ่งคนที่มีจิตพิฆาตเหล่านั้น อาจจะไม่ใช่คนที่มีจิตใจชั่วร้ายก็ได้ และที่พบได้บ้างแต่ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับอาชญากรทั่วๆไปที่เป็นข่าวรายวัน นั่นก็คือผู้ป่วยทางจิตเวช ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อาการรุนแรงและขาดยา

ปัญหาการกระทำความผิดที่เกิดจากการเจ็บป่วยทางจิตหรือผู้ป่วยทางด้านจิตเวชนั้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักเมื่อเปรียบเทียบกับการกระทำความผิดจากบุคคลที่สภาพจิตปกติ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะสร้างความสะเทือนขวัญแก่ประชาชนทั่วไป

โดยเฉพาะในคดีที่รุนแรงเช่นฆ่าคนตาย หรือการพยายามฆ่า ดังที่เป็นข่าวครึกโครมกันอยู่เนืองๆ...

จากการศึกษาพบว่า ในความเป็นจริงแล้วผู้ป่วยที่ไปก่อคดีมักเกิดจากการขาดการรักษาที่ต่อเนื่อง และขาดการดูแลเอาใจใส่จากบุคคลในครอบครัว หรือการได้รับการกระตุ้นทางอารมณ์จนเกิดความเครียดและมีอาการกำเริบขึ้น นอกจากนี้ในทางกลับกันผู้ป่วยทางจิตต่างหากที่มักจะตกเป็นเหยื่อมากกว่าที่จะกระทำความผิดเสียเอง อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างมาก เหมือนในขณะนี้ที่มีการแชร์ด่าผู้ป่วยบางคนในโลกสังคมออนไลน์โดยที่ยังไม่มีมูลความจริง

มีการศึกษาพบว่า ตัวทำนายที่จะบอกว่าคนคนนั้นจะมีพฤติกรรมรุนแรงหรือจะไปก่อคดีหรือไม่นั้น ไม่ใช่เกิดจากความผิดปกติทางจิตทั้งหมด แต่การมีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน การเป็นอาชญากร

การมีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ (personality disorder) และการใช้สารเสพติดเป็นสาเหตุสำคัญมากกว่าเสียอีก อย่างไรก็ตามดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า มีการศึกษาในปัจจุบันเพิ่มเติมว่าความผิดปกติทางจิตอย่างรุนแรงและการไม่ได้รับการรักษาก็เป็นปัจจัยตัวหนึ่งที่มีผลต่อการก่อความรุนแรงได้

โดยสรุป บุคคลที่ป่วยทางจิตอย่างรุนแรงและได้รับการรักษา “ไม่ได้” มีภาวะอันตรายมากไปกว่าประชาชนทั่วไป.....แต่บุคคลที่ป่วยทางจิตอย่างรุนแรงและ “ไม่ได้รับการรักษา”  จะมีภาวะอันตรายมากกว่าประชาชนทั่วไป

มีผลการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา สนับสนุนว่าบุคคลที่ไม่ได้รับการรักษาติดต่อกันนาน 6 เดือนจะมีพฤติกรรมรุนแรงอย่างผิดปกติ ก่อความวุ่นวาย และมีอาการทางจิตอันจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการกระทำรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ และข้อมูลจากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกายังพบว่า การก่อคดีรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นของคดีทั้งหมดที่เกิดจากผู้ป่วยโรคจิต

จิตพิฆาตมีความเสี่ยงอะไรบ้าง....

แนวความคิดที่ผิดปกติสำหรับผู้ป่วยจิตพิฆาตหรือป่วยเป็นโรคจิตที่จะไปก่อความรุนแรงหรือก่อคดีขึ้นนั้น พบว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความรุนแรงกับอาการทางจิต คือการที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองถูกคุกคาม (threatened) หรือถูกควบคุมจากคนอื่นๆ โดยมีอาการอย่างชัดเจนที่มักพบบ่อยๆ คือคิดว่าตนเองถูกปองร้ายหรือมีพลังมาบังคับจากภายนอก (thought of being control) เกิดความสงสัย ไม่ไว้ใจหรือระแวงว่าคนอื่นคิดร้ายวางแผนฆ่าตนเอง ร่วมกับบางรายที่มีอาการหูแว่วเป็นเสียงมาด่าว่าหรือกระตุ้นให้กระทำรุนแรง ดังนั้น “เหยื่อ” ของความรุนแรงส่วนใหญ่มักเป็นบุคคลที่ใกล้ตัวมากกว่าจะเป็นที่สาธารณะ

คุณเคยลองถามตัวเองบ้างหรือเปล่า บางครั้งที่เรามีความโกรธ เคียดแค้นชิงชัง ณ เวลานั้น คุณมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ดีเพียงไร...เคยคิดอยากจะทำร้ายคนอื่นบ้างหรือไม่ และสิ่งที่เราคิดอยู่นั้นมันส่งผลดีผลร้ายกับตัวเราอย่างไรในเวลาต่อมา เคยฝึกฝนการควบคุมตนเองได้ดีขนาดไหน จิตใจของคุณขณะนั้น กำลังจะเข้าข่าย “จิตพิฆาต” ได้หรือไม่

ในตอนต่อไปผมจะมาเล่าถึงประสบการณ์ตัวอย่างที่น่าสนใจและรายละเอียดอื่นๆว่าท่านควรจะหวาดกลัว สงสาร หรือไม่ให้โอกาสคนที่ป่วยทางจิตเลยอีกแล้วหรือเปล่า มองกลายๆก็คล้ายกับหัวข้อเรื่องว่า จิตพิฆาตไม่น่ากลัวเท่ากับจิตอาฆาต จะเป็นอย่างไรอย่าลืมติดตามครับ.


นายแพทย์ กัมปนาท ตันสิตบุตรกุล

โหวตข่าวนี้