advertisement

หนุ่มอันตรายที่ไม่ควร คว้ามาเป็นแฟน

โดย เมอร์ลิน 21 ส.ค. 2554 05:00

การวิเคราะห์กันไปต่างๆนานา ว่าสาเหตุที่ผู้หญิงสมัยนี้หาแฟนได้ยากเย็นแสนเข็ญนั้น เนื่องจากสาวๆมัวแต่ยุ่งกับงาน มีงานรัดตัวกันเหลือเกิน (จนถูกแซวว่าแต่งกับงานไปแล้ว) ขณะเดียวกัน พวกเธอก็รับผิดชอบในหน้าที่การงานจนประสบความสำเร็จ ซะด้วย ดังนั้น เมื่อมีงานยุ่งและมีเวลาส่วนตัวน้อยลง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆล่ะ เหตุนี้จึงหาแฟนกันไม่ค่อยได้ไง

ฟังดูมีเหตุผลดี เพราะสมัยนี้ผู้หญิงมีโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน โดยอาศัยความรู้ความสามารถของตัวเองไต่เต้าจนได้ดิบได้ดีเป็นผู้บริหารของสถาบันต่างๆ ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศกันเยอะ ยกตัวอย่าง นางคริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ และเป็นอดีตรัฐมนตรีคลังของฝรั่งเศสก็แล้วกัน ท่านได้รับตำแหน่งนี้ หลังจากที่นายโดมินิค สเตราส์-คานห์ จำใจลาออกจากตำแหน่งบิ๊กไอเอ็มเอฟ เมื่อถูกดำเนินคดีในข้อหาละเมิดทางเพศแม่บ้านของโรงแรมสุดหรูไงล่ะ

ส่วนไทยก็มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ด้านออสเตรเลียก็มีนายกฯที่เป็นหญิงเหมือนกันชื่อจูเลีย กิลลาร์ด หรือจะหันไปมองทางฝั่งอเมริกา นางฮิลลารี คลินตัน ก็เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศได้เหมาะสม ที่เล่ามาล้วนเป็นตัวอย่างของผู้หญิงเก่ง สมควรที่แฟ้มบุคคลขอตบมือให้ เย้ๆๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อสาวๆไม่ค่อยมีเวลาว่าง จึงเท่ากับไปตัดโอกาสการหาคู่มาเชยชมของตัว-เองไปด้วย แต่แม้จะมีปมที่ทำให้หาแฟนยาก ทว่าผู้หญิงหลายคนก็พอใจกับ “ชีวิตที่ไม่เร่งรีบ” มีแฟนของพวกเธอนะ อ่ะก็จะไปรีบทำไมในเมื่อมีงานมีการทำสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ จึงค่อยๆมองหาคู่ชีวิตที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาครองคู่ก็ได้

เพราะการมีงานทำเป็นของตัวเองของผู้หญิงนั้น...ยุคนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญที่ควรจะคว้าไว้ก่อน ส่วนแฟนน่ะ เมื่อถึงเวลา เหมาะสมก็จะเข้ามาในชีวิตของพวกเธอเองแหละ

ยิ่งสมัยนี้คู่รักยิ่งกลายเป็นคู่ร้างกันอย่างง่ายดาย ดังนั้น จึงควรพิจารณาคนที่จะมาเป็นแฟนให้ถี่ถ้วนก่อนดีกว่า ไม่ใช่รีบมี แล้วก็รีบเลิกก็ไม่เก๋ใช่ปะ เหตุนี้ ถ้าสาวใดอยากมีแฟน จึงควรกลั่นกรอง “คนที่มาจีบคุณ” ซะก่อนว่า มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่จะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้ไหม ถ้าหากมีละก็ แล้วคุณจะคว้าเขามาเป็นแฟนทำไมล่ะยะ ได้แก่....

1.มีประวัติใช้ความรุนแรงรึเปล่า?

ลองเช็กซะหน่อยก็ดีนะว่า คนที่มาจีบคุณ เคยมีส่วนร่วมในกลุ่มที่ไปยกพวกตีกันมาก่อนหรือเปล่า? ถ้าหากสมัยวัยรุ่นวัยคะนองยังเคยถูกพวกมากลากไปต่อยตีกับศัตรูฝั่งตรงข้ามแล้วล่ะก็ คุณอยากจะเป็นแฟนเขาไหมล่ะ? เออถ้ามีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนิสัยไปแล้วก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเผื่อทุกวันนี้ หากเขาโมโหขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นต้องไล่เตะหมา เตะแมว หรือชอบขว้างข้าวของใส่คนที่เขาไม่ชอบขี้หน้า แล้วถ้าขืนไปเป็นแฟนเขาเข้า คุณจะเป็น “สีทนได้” อย่างงั้นหรือ? ถามตัวเองหลายๆครั้งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้

2.เขามีความรับผิดชอบหรือไม่?

สมัยที่เขาเรียนหนังสือมีความขยันขันแข็งศึกษาค้นคว้าจนสามารถเรียนจนจบได้ปริญญาตามเวลามาตรฐานสากลไหม โดยปกติทั่วๆไปนักศึกษาจะใช้เวลาเรียนในมหาวิทยาลัย ประมาณ 4 ปีจบ แต่ถ้าเขาไม่จบตามหลักสูตรที่ควรจะเป็น เอ๊ะ...แล้วทำไมเขาถึงจบช้ากว่าคนอื่นล่ะ เป็นเพราะไม่ตั้งใจเรียนหรือเปล่า? หรือว่าจำเป็นต้องออกมารับผิดชอบหางานทำกันแน่?

ถ้าเขาต้องเรียนและทำงานไปด้วยเพราะรับผิดชอบค่าเล่าเรียน ด้วยตัวเองก็แล้วไป แต่ถ้า ไม่ใช่ เพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้จน เอ๊ะ งั้นเป็นเพราะเขาเกเรไม่ยอมเข้าห้องเรียนใช่ไหม ของพรรค์นี้ต้องสอบถามกันก่อน

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจโต้แย้งว่า ตอนสมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่กับช่วงที่คนเราเป็นผู้ใหญ่ และทำงานแล้วน่ะ มันอาจจะเป็นหนังชีวิตคนละม้วนกันก็ได้ เพราะประเภทเรียนไม่จบมหา’ลัย แต่เป็นมหาเศรษฐี ระดับโลกอย่างบิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ หรืออย่างมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊ก ก็มีนี่ ซึ่งนั่นก็จริงอยู่หรอกนะ แต่หันมาดูให้ดีๆสิว่า ตอนนี้คุณเดทอยู่ กับบิล เกตส์ หรือมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กหรือเปล่าล่ะ? อู้ย...ถ้าควงอยู่กับหนุ่มที่แสนฉลาดและมีอัจฉริยะระดับโลกขนาดนั้น ก็แล้วไปดิ่

3.มีความเป็นแมนมากน้อยแค่ไหน? เพราะบางคนแอ๊บแมนไปงั้นก็มีนี่

แค่อยากให้สังเกตว่า เขาเป็นผู้ชายจริงหรือว่ามีความเป็นหญิงอยู่ในตัวมากกว่ากันเท่านั้นเอง เนื่องจากที่ผ่านมา ผู้หญิงบางคนจะถูกเกย์หลอกให้เป็นแฟนด้วยเพื่อปิดบังอำพรางตัวตนที่แท้จริงในสังคม แล้วก็ไปแอบมีสัมพันธ์นัวเนียกับเพศเดียวกัน จนทำให้สาวๆที่ตกเป็นเหยื่อน้ำตาตกในมานักต่อนักแล้ว เพราะสาวๆสุดสวยอย่างคุณๆ ทั้งหลายไม่ควรที่จะตกเป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของใครเพื่อปิดบังรสนิยมทางเพศที่แท้จริง จริงมะ

อย่างไรก็ตาม ความเป็นแมนของเขา ก็ควรจะมีลักษณะของความเป็นสุภาพบุรุษมากกว่าจะเป็นคนดิบเถื่อน, โหดร้ายทารุณ หรือโชว์ ความเป็นแมนในทางที่น่าเอือมระอานะ

อ้อ เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามีตัวอย่างจะเล่าให้ฟังว่า มีสามีภรรยาคู่นึง แต่งงานและจัดพิธีสมรสอย่างเอิกเกริก อยู่ด้วยกันก็ดีอยู่หรอก แต่พอมีลูกด้วยกันคนนึงแล้วสิ สามีก็อ้างว่าต้องทำงานล่วงเวลาหรือทำโอทีเพื่อจะได้หาเงินเพิ่มขึ้นมาเลี้ยงลูก ฝ่ายภรรยาก็ดีใจที่สามีขยันขันแข็งทำมาหากิน แต่เมื่อขยันออกนอกบ้านถี่เกินไป ภรรยาก็เริ่มวิตกว่าเขาจะไปมีอีหนูซุกไว้รึเปล่า? เพราะพฤติกรรมมันส่อแสดงนี่ว่าเขาต้องมีคนอื่นแน่ๆ จนโป๊ะเชะจับได้ไล่ทันว่าเขามีกิ๊กจริงๆ แต่กิ๊กที่ว่าดั๊นเป็นเพศเดียวกันกับเขาซะด้วย!

คงไม่ต้องบรรยายว่า ฝ่ายภรรยาจะชีช้ำขนาดไหน แต่ทำยังไง้ ยังไงเธอก็ไม่ด่วนแยกทางกับเขาหรอก ทำไมน่ะเหรอ? เพราะเธอบอกว่า ทำใจรับสภาพกับการเป็นเกย์ของเขาได้ และเปลี่ยนไปเป็นเพื่อนกันแทน เพราะเขาเป็นคนดี, มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว, รู้จักเทกแคร์เอาใจใส่ และที่ฝ่ายหญิงมองว่าเรื่องการมีเพศสัมพันธ์กันเป็นเรื่องเล็ก จึงทำใจได้ และคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าไปคบกับชายแท้แต่ไม่ทำงานทำการ แถมยังติดเหล้าเคล้านารีและยังชอบไถเงินน่ะซี เออแนะ...

ได้ยินแบบนี้แล้วก็น่าเก็บมาคิดเหมือนกันเนอะ.

@@@

 

เมอร์ลิน

โหวตข่าวนี้