ปลดกระท่อมพืชเศรษฐกิจใช้เสรีมีคุณและโทษ

ข่าว

    ปลดกระท่อมพืชเศรษฐกิจใช้เสรีมีคุณและโทษ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      25 ก.ย. 2564 06:05 น.

      กระแสตอบรับแรงขึ้นมาทันทีที่ “ปลดพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5” ให้สามารถปลูก ครอบครอง ซื้อขาย บริโภคเสรีไม่ผิดกฎหมาย เพื่อเปิดทางต่อการส่งเสริมสมุนไพรไทยตำรับยาแก้ปวด ลดเบาหวาน เด่นทนแดด ให้เป็นพืชเศรษฐกิจก้าวสู่ตลาดโลกในอนาคต

      นับเป็น “การต่อยอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาไทย” ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นด้วย “แปรรูปผลิตภัณฑ์สมุนไพรยาแผนโบราณ” บำบัดร่างกายบรรเทาอาการโรคที่ต้องผ่านการขออนุญาต อย.ก่อนจำหน่าย

      กลายเป็นเทรนด์อาชีพสุดปังยุคนี้ที่เปิดซื้อขายพรึบเต็มตลาดออฟไลน์ และออนไลน์ ตอบรับตามนโยบายรัฐบาลผลักดันให้ “กระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่” สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย เท่าที่สำรวจราคาซื้อขายเริ่มต้นที่ขีดละ 60-100 บาท ขายใบละ 5 บาท และกล้าเมล็ดพันธุ์กระท่อมขายตั้งแต่หลักสิบเป็นต้นไป

      แต่อย่าลืมว่า “กระท่อมมีประโยชน์ทางยาก็จริงแต่ยังมีโทษเป็นสารเสพติด” ด้วยเช่นกัน ในกลุ่มผู้รับประทานเป็นเวลานานมักมี “อาการขาดยา” ลักษณะคล้ายติดมอร์ฟีน แต่ไม่ทรมานเท่านี้ ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หน.ศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร บอกว่า

      ตามหลักสมุนไพรไทย “พืชกระท่อม” มีสรรพคุณทางยาจัดอยู่ใน “กลุ่มยาเมาเบื่อ” สามารถรักษาโรคบางชนิดได้ แต่ควรใช้ระวังมีขีดจำกัดถูกวิธีเหมาะสม มิเช่นนั้นจะเป็นโทษต่อร่างกาย ต่างจาก “สมุนไพรรสเย็น” ในกลุ่มเกสรดอกไม้นำมาปรุงตามตำรับยาแพทย์แผนไทย สามารถกินปริมาณมากเท่าใดก็ไม่มีผลอันตรายตามมา

      จริงๆแล้ว... “กระท่อมจัดเป็นสมุนไพรพื้นบ้านไทย” มีแหล่งพบมากในจังหวัดภาคใต้ “คนท้องถิ่นนิยมเคี้ยวใบสดเป็นวิถีชีวิต” ออกฤทธิ์ให้มีเรี่ยวแรง กระชุ่มกระชวยตื่นตัว ไม่เมื่อยล้าจากการทำงาน ทนแดด ทนร้อน ลักษณะคล้ายเครื่องดื่มชูกำลัง จนกลายเป็นที่นิยมกันกว้างขวางมาถึงปัจจุบันนี้

      คราวนั้นแพทย์แผนโบราณยังนำ “พืชกระท่อม” มาใช้เป็นยาสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะ “ใบ” ที่มีปริมาณมากหาง่ายกว่าส่วนอื่น ที่ปรุงในตำรับประเภทยาแก้ท้องเสีย ปวดเบ่ง ปวดเมื่อย คลายเส้นตามร่างกาย ท้องเสีย ท้องเฟ้อ ท้องร่วง ทั้งตำรับประเภทอื่น เช่น ช่วยนอนหลับ น้ำหนักลด ที่อาจยังไม่ชัดเจนเป็นจุดเด่นนัก

      กระทั่งปัจจุบันนี้ “แพทย์แผนไทย” มีการศึกษาค่อนข้างมากจนปรากฏพบสารเคมีสำคัญในพืชกระท่อมหลากหลายชนิด โดยเฉพาะ “ไมทราไจนีน (mitragynine) ที่เป็นสารจำพวกอัลคาลอยด์ และเซเว่นไฮดรอกซีไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine)” ออกฤทธิ์กดประสาทระงับการปวดได้ดีคล้ายมอร์ฟีนด้วยซ้ำ

      เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดตามร่างกาย แต่ถ้าปวดหนักรุนแรง เช่น โรคข้ออักเสบ โรคมะเร็ง การใช้กระท่อมชนิดเดียวไม่อาจระงับปวดได้ ดังนั้น “ในต่างประเทศ” พัฒนาแปรโครงสร้างสารสำคัญในกระท่อมให้จับตัวรับแก้ปวดในร่างกายได้ดีขึ้น แต่ว่ากระท่อมสายพันธุ์ต่างประเทศมีสารไมทราไจนีนน้อยกว่าสายพันธุ์ในไทย

      ทำให้ก่อนหน้านี้มีเหตุการณ์ “กลุ่มนักวิจัยญี่ปุ่น” ขอจดสิทธิบัตรอนุพันธ์ของสารสกัดไมทราไจนีน เซเว่นไฮดรอกซีไมทราไจนีนจากใบกระท่อมสายพันธุ์ไทย ที่มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดได้ดีคล้ายการใช้ฝิ่น ลักษณะมีการตัดแต่งปรับโครงสร้างสารขึ้นใหม่ ทำให้ “คนไทย” ต้องเรียกร้องคัดค้านการจดสิทธิบัตรตามมา

      นั่นหมายความว่า “กระท่อมไทยมีดีที่สุดในโลก” ที่ต้องได้รับการพัฒนาศึกษาสารสำคัญบรรเทาอาการปวดให้ชัดเจนในอนาคต แต่ตอนนี้กระท่อมปลดพ้นจากบัญชียาเสพติดแล้ว “หน่วยงานภาครัฐ” ควรเร่งดำเนินการนำตำรับยาพื้นบ้านบรรเทาโรคเบาหวานออกมาใช้ก่อน เพราะคนในไทยมีผู้ป่วยโรคนี้อยู่เยอะมาก

      ด้วยเริ่มเร่ง “การศึกษาวิจัยทางคลินิกให้มีข้อมูลหลักฐานอ้างอิงชัดเจน” เพื่อทราบสรรพคุณสามารถตอบโจทย์บรรเทาโรคเบาหวาน และโรคอื่นได้จริงหรือไม่ แล้วจะได้มี “ตำรายาขึ้นทะเบียน” นำไปสู่การออกผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายได้อันเป็นการขยายอุตสาหกรรมในอนาคตอีกด้วย

      ต่อไป “เกษตรกรผู้ปลูกกระท่อม” ก็จะมีช่องทางนำผลผลิตส่งขาย “โรงงานได้รับอนุญาต” สร้างรายได้ เพราะตอนนี้ “ประชาชน” ยังไม่เข้าใจคำว่า “จำหน่ายเสรีนี้ที่สามารถขายได้เฉพาะใบ” ไม่สามารถแปรรูปต้มน้ำชงชา ออกเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร และเครื่องสำอางออกมาวางจำหน่ายขายได้ทั่วไป

      แต่การขายนี้ยังมี “กฎหมายบังคับ” ให้ประชาชน หรือผู้ประกอบการ ที่ต้องการต่อยอดกระท่อมเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปอื่น “ขออนุญาต อย.” ก่อนผลิตนำจำหน่ายเช่นเดิม มิเช่นนั้นจะเข้าข่ายผิดกฎหมายตามมา

      “ตำรับยาสมุนไพรกระท่อมเป็นอีกทางเลือกนำมารักษาคนไข้แบบผสมยาแพทย์แผนปัจจุบัน ภายใต้ระบบบริการสุขภาพของรัฐ ที่ต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประกอบวิชาชีพโดยตรงคอยกำกับดูแลอย่างถูกวิธีเหมาะสม เพื่อให้ปลอดภัยดีกว่าใช้กันเองแบบถูกๆ ผิดๆ ที่ก่อเกิดเป็นโทษต่อร่างกายตามมา” ดร.ภญ.ผกากรอง ว่า

      ประเด็นว่า “กระท่อมมีคุณทางยาจริง แต่จัดเป็นสารเสพติดมีโทษ” ตามนิยามคำว่า “สารเสพติด” ที่ต้องเป็นผู้ใช้ประจำแล้วมักเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ แม้หยุดใช้ยังอยากกลับไปใช้อีก ลักษณะนี้เป็นอาการเสพติดมีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ตามเคยมีรายงานผู้เสพติดนอนหลับแล้วยังมีกระท่อมติดปาก 50-60 ใบต่อวันด้วยซ้ำ

      โดยเฉพาะกระแสนำ “กระท่อมชุบแป้งทอด” ลักษณะเลียนแบบ “กัญชาชุบแป้งทอด” ที่นิยมกินอย่างแพร่หลายนี้ต้องบอกแบบนี้ว่า “ใบกระท่อม” มีความเหนียวย่อยยากกว่า “กัญชา” ที่เป็นใบนิ่มย่อยง่าย

      ฉะนั้นมักมีรายงานว่า “คนไข้” เคี้ยวก้านใบสดพบ “การกินโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน” จนเกิดอาการที่เรียกว่า “ถุงท่อม” ไม่สามารถย่อยติดในลำไส้ได้ ทำให้เกิดการตกตะกอนติดค้างอยู่ภายในลำไส้แล้วขับถ่ายไม่ออกส่งผลให้อักเสบรุนแรงตามมา

      ฝากเตือน “ผู้ใช้ใบกระท่อมประจำ” หากวันใดไม่ได้กินแล้ว “รู้สึกง่วงปวดหัว ตาพร่ามัว เมื่อได้กระท่อมอาการหาย” แบบนี้เป็นอาการเสพติดต้องหยุดทันที แต่เลิกไม่ได้อาจใช้วิธีหยุดเป็นระยะให้ร่างกายปรับตัว

      สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น “นำกระท่อมผสมยาประเภทกดประสาท” เช่นกรณี “สูตร 4×100” ตามที่ ม.สงขลานครินทร์ มีการศึกษาน้ำต้มกระท่อม 4×100 พบสารไมทราไจนีนมีฤทธิ์กดประสาทละลายน้ำออกมาน้อยมาก

      ทว่าสาเหตุ “ออกฤทธิ์กดประสาทรุนแรง” มาจากนำผสม “ยาแก้ไอ” ที่เป็นยาสรรพคุณกดประสาทเช่นกัน กลายเป็นตัวเสริมฤทธิ์ต่อกันให้เข้มข้น สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า “ตัวกระท่อมเดี่ยวๆ” สามารถบริโภคระดับไม่เป็นอันตรายได้ ยกเว้นคนไข้ใช้ยากดประสาทอยู่เดิม แล้วรับกระท่อมเข้าอีกจะออกฤทธิ์ต่อประสาทเพิ่มขึ้น

      ส่วนการเสพติดระยะยาวมักมี “อาการขาดยา” ไม่มีแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูก แขนขากระตุก อ่อนเพลียทำงานไม่ได้ นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ท้องผูก ในบางคนเสพมากจนเกิดการเปลี่ยนเม็ดสีผิวหนังคล้ำเข้มขึ้น

      อนาคตอันใกล้นี้จะมี “พ.ร.บ.พืชกระท่อม พ.ศ. ...” ออกมากำหนดมาตรการกำกับดูแลการขาย การโฆษณา และการบริโภคใบกระท่อมในบางประการ เพื่อคุ้มครองสุขภาพผู้บริโภค เพราะกระท่อมกินมากเกินก็อาจเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร

      ประการสำคัญ “รัฐบาลมุ่งบังคับใช้กฎหมาย หรือพัฒนาส่งเสริมกระท่อมเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างเดียวคงไม่ได้” ต้องสร้างการตระหนักรู้เข้าใจเกี่ยวกับคุณ และโทษด้วย เพราะสุดท้ายถ้า “เยาวชนคนในชาติกินอย่างเสรีกลายเป็นเสพติดแบบไม่รู้ตัว” แล้วย่อมทำให้ประเทศเสียหายไม่อาจขับเคลื่อนนโยบายใดต่อไปได้

      ตอนนี้ “หน่วยงานภาครัฐ” ต้องกำหนดนโยบายเกี่ยวกับพืชกระท่อมก่อนแล้ว “ทำการศึกษาวิจัยสรรพคุณ และโทษให้มีข้อมูลถ่องแท้ชัดเจน” เพื่อนำไปสกัดใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น กรณีแพทย์แผนไทยฯ นำกระท่อมเข้ามารักษาผู้ติดยาบ้าอันมีงานวิจัยสามารถใช้ลดอาการอยากยาได้ และช่วยไหลเวียนเลือดลมดีนี้

      ย้ำว่าทุกอย่างล้วนมีสองด้านเสมอ “พืชกระท่อม” ก็เช่นกัน แต่ขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้ให้เป็นคุณประโยชน์ต่อร่างกาย หรือเลือกใช้เป็นโทษร้ายแรงมากกว่ากันเท่านั้นเอง...

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ปลดพืชกระท่อมพืชกระท่อมกระท่อมกระท่อมเสรีกระท่อมถูกกฎหมายกระท่อมปลดล็อคสกู๊ปหน้า 1

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 26 ตุลาคม 2564 เวลา 23:55 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์