
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 21 ก.ย.65 ปิดที่ 1,633.45 จุด ลดลง 5.14 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 70,140.73 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,002.32 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด PTTEP ปิด 174.50 บาท บวก 5 บาท, ADVANC ปิด 193.50 บาท บวก 2.50 บาท, SCC ปิด 328 บาท ลบ 9 บาท, TRUE ปิด 4.96 บาท บวก 0.10 บาท, EA ปิด 89 บาท ลบ 2 บาท
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงตามตลาดหุ้นภูมิภาค รอติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ประกาศยกระดับการทำสงครามในยูเครน พร้อมยืนยันว่าจะใช้ทุกวิถีทางในการปกป้องรัสเซียจากพันธมิตรชาติตะวันตก และเตรียมที่จะผนวกทุกเมืองที่ยึดครองได้จากยูเครนมาเป็นของรัสเซียทั้งหมด ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นทันที
บล.ทิสโก้ระบุว่า ทุกสายตาจับจ้องที่ผลการประชุม Fed 20-21 ก.ย.นี้ หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือน ส.ค. ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในการประชุม 20-21 ก.ย.นี้ มีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะขึ้น 75-100 bps โดยปัจจุบันโอกาสอยู่ที่ 80%-20% ตามลำดับ แต่ Terminal Rate ล่าสุดปรับขึ้นมาเป็น 4.50-4.75%
หากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 75 bps คาดว่าตลาดจะตอบรับเป็นกลางถึงบวกเล็กน้อย เนื่องจากเป็นไปตามที่คาด ทำให้ความกังวลผ่อนคลายในระยะสั้นและอาจช่วยให้การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ ลดความร้อนแรงลง แต่การขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการตัวเลขเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
แต่หากดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 100 bps คาดว่าตลาดจะตอบรับในเชิงลบ ทำให้เกิดแรงขายออกมาในช่วงแรกก่อนที่จะรีบาวด์ในระยะถัดไป มองเป็นจังหวะในการสะสมหุ้น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ฯมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อ แต่ด้วยการ Front Load ดอกเบี้ยไปแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยต่อในอนาคตจะชะลอตัวลง
ในเชิงปัจจัยเทคนิค ค่าเงินบาทกำลังแกว่งตัวที่บริเวณ 37 บาท/ดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นจุดที่มีนัยสำคัญถึง 2 ครั้งนับตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2009 หากเงินบาทปิดอ่อนค่ากว่าระดับ 37.1 บาท/ดอลลาร์ฯ ทิสโก้มองว่าจะมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อทดสอบระดับ 38 บาท/ดอลลาร์ฯ
แนะนำธีมหุ้นเด่นในระยะสั้น คือหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ปรับขึ้น แนะนำหุ้น BBL, SCB, TLI และหุ้นที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ฯจะได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า ชอบหุ้น MEGA, SAPPE, TFG!!
อินเด็กซ์ 51