
ออมสิน-ธอส.ให้เวลาทำใจ ส่งสัญญาณ ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ย้ำตรึงสุดกำลังได้ถึงสิ้นปี ขณะที่คลัง-ธปท.ขยายเวลามหกรรมแก้หนี้ ยืดลงทะเบียนจากสิ้นสุด 30 พ.ย.65 เป็น 31 ม.ค.66
นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 30 พ.ย.65 นี้ คาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง และคาดว่าสถาบันการเงินพาณิชย์ จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากอย่างแน่นอน หลังจากที่ กนง.ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาแล้วกว่า 3 ครั้ง โดยธนาคารออมสินจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงต้น ม.ค.2566 เป็นต้นไป ส่วนอัตราเท่าใดขึ้นอยู่สถานการณ์ตลาด
“ธนาคารออมสินขอยืนยันอีกครั้งว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นานถึงสิ้นปี 2565 นี้ ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากนั้น จะพิจารณาตามการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง โดยที่ผ่านมา ออมสินได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ตั้งแต่ กนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครั้งแรก อย่างไรก็ตาม หากดอกเบี้ยเงินกู้ห่างจากตลาดมาก ก็จะมีผลกระทบต่อตลาดในภาพรวม”
ขณะที่นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าบอร์ด กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกหรือไม่ แต่นักวิเคราะห์หลายสำนัก คาดการณ์ว่าแนวโน้มดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้น ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ส่วน ธอส.ขณะนี้จะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นานถึงสิ้นปี 2565 ส่วนปี 2566 ต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ แต่จะปรับมากหรือน้อยเท่าใด ต้องรอพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง “ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นโดมิโน เพราะหากตรึงดอกเบี้ยไว้นานก็จะกระทบสัดส่วนรายได้ ขณะเดียวกันลูกค้าก็จะเข้ามาขอสินเชื่อที่นี่ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย MRR, MLR ห่างจากสัดส่วนในตลาด และแบงก์ก็ต้องไประดมเงินฝาก ซึ่งเป็นของที่แพงขึ้น ฉะนั้น ในหลักการ ดอกเบี้ย MRR, MLR ไม่ควรจะห่างจากสัดส่วนตลาดมาก เพราะหาก MRR, MLR ห่างมาก คนก็จะหันมากู้เงินที่แบงก์เยอะขึ้น ส่วนแบงก์ ต้องระดมเงินฝากที่มีต้นทุนดอกเบี้ยสูงมาปล่อยกู้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานความคืบหน้าในการจัดมหกรรมร่วมใจแก้หนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้หรือปรับค่างวดให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกหนี้สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ในที่เดียว แต่เจรจากับเจ้าหนี้ทั้งหลายได้ในช่วงเวลาของงานมหกรรมฯ โดยยอดลงทะเบียนสะสมตั้งแต่ 26 ก.ย.-14 พ.ย.65 มีจำนวน 308,454 รายการ จำนวนลูกหนี้ 134,698 คน เป็นลูกหนี้ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 37% ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ 18% ภาคกลาง 12% และภาคอื่น 33% ขณะที่ประเภทสินเชื่อที่มีการลงทะเบียนสูงสุด คือบัตร เครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 77% เช่าซื้อรถยนต์ 7% และจำนำทะเบียนรถ 4%
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้ได้ครอบคลุมและต่อเนื่องมากขึ้น ธปท.ได้หารือกับผู้ประกอบธุรกิจ เพิ่มความช่วยเหลือให้กับลูกหนี้ใน 2 เรื่อง คือ 1.เพิ่มประเภทสินเชื่อในงานมหกรรมฯ ได้แก่ สินเชื่อธุรกิจวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ค้างชำระหนี้ตั้งแต่ 31 วันขึ้นไป ก่อนวันที่ 31 ต.ค.65 ทั้งที่มีหลักประกันและไม่มีหลักประกัน และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่ค้างชำระหนี้ตั้งแต่ 31 วันขึ้นไปก่อนวันที่ 31 ต.ค.65
2.ขยายระยะเวลาลงทะเบียนจนถึงวันที่ 31 ม.ค.66 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 พ.ย.65 เพื่อขยายโอกาสให้ลูกหนี้ที่ลงทะเบียนไม่ทันภายในระยะเวลามหกรรมเดิม พร้อมทั้งเป็นช่องทางให้กับลูกหนี้ ที่เข้ามาในงานมหกรรมสัญจรต่างจังหวัด สามารถแก้ไขหนี้กับผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่ไม่ได้ร่วมงานสัญจร.