อดีตปลัดคลังอัดยับรัฐบาล อ่อนแก้โควิด-ดีแต่แจกเงิน-ไม่ทำเศรษฐกิจโต

ข่าว

    อดีตปลัดคลังอัดยับรัฐบาล อ่อนแก้โควิด-ดีแต่แจกเงิน-ไม่ทำเศรษฐกิจโต

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    19 ต.ค. 2564 06:55 น.

    “อาคม” ชี้โควิดทำรายได้หายวับ 2 ล้านล้านบาท ต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท ด้าน “สมชัย” อดีตปลัดคลัง จวกยับ แจกเงินไม่ใช่สูตรสำเร็จแก้ปัญหา แจกแล้วต้องช่วยพยุงเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตในอนาคต ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้า ส่วนบัตรคนจน ผิดวัตถุประสงค์ ยิ่งทำคนจนยิ่งเพิ่ม เตือนสติ สศค.อย่าเป๋ตามนักการเมือง

    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสถาปนาครบรอบ 60 ปี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจจาก Pandemic สู่ Endemic” ว่า โควิดกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกและไทยส่งผลให้ภาคท่องเที่ยวหยุดชะงัก รายได้หายไปราว 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ออกมาตรการดูแลเยียวยาผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน คนละ 5,000 บาท นาน 3 เดือน และมาตรการเยียวยาอื่นๆ ทำให้กระทรวงคลังจำเป็นต้องกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาท “ในอนาคตโควิดจะไม่หายไปไหน จะเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ เมื่อติดแล้วก็ต้องรักษา และเชื่อว่าจะมีความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่ หรือภัยธรรมชาติเกิดขึ้นอีก ดังนั้น ต้องสร้างภูมิคุ้มกันความเสี่ยงใน 3 ระดับ ได้แก่ ภาคประชาชนต้องมีการออมคู่กับสวัสดิการช่วยเหลือจากรัฐ ภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงและภาครัฐ เช่น ปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ รวมถึงปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรับเมกะเทรนด์ใหม่”

    ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในช่วงเสวนาวิชาการเรื่อง “เพิ่มมุมคิด เติมมุมมอง ก้าวข้ามวิกฤติโควิด” ว่าวิกฤติโควิดครั้งนี้สร้างแผลเป็นให้เศรษฐกิจไทยและสะท้อนจุดอ่อนของประเทศมากมาย เช่น ปัญหาเหลื่อมล้ำรุนแรง ระบบการช่วยเหลือสังคมที่อ่อนแอไม่ทั่วถึง และความสามารถการบริหารจัดการของรัฐที่ควรทำได้ดีกว่านี้ ซึ่งกระทรวงการคลัง และ สศค.จะต้องช่วยดูแลปัญหาเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ทำแบบผักชีโรยหน้า โดยมีเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ ได้แก่ ปัญหาคนตกงาน ให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง, เปิดให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมเสนอสร้างงานในชุมชน ไม่ใช่มีแต่นโยบายจากส่วนกลาง และออกมาตรการแบ่งเป็นโซนสีตามความเดือดร้อน หรือให้กระทรวงมหาดไทยนำกองทุนหมู่บ้านเข้ามาช่วย เพราะการแจกเงินไม่ใช่สูตรสำเร็จ แจกไปเหมือนยิงปืนได้นกตัวเดียว แต่รัฐควรจะยิงแล้วให้ได้นก 2 ตัว

    ดังนั้น การแจกเงินต้องมีเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจพัฒนาทักษะ ถ้าแจกแค่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้สร้างโอกาสเติบโตในอนาคต ต่อไปเส้นจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) จะตกลงมาเรื่อยๆ ส่วนการแก้ปัญหาเอสเอ็มอีและรายย่อยให้กลับมาค้าขายได้ ที่ผ่านมาภาครัฐได้พยายามจัดสินเชื่อเข้าช่วย แต่ธุรกิจเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ติดขัดเงื่อนไขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วิกฤติหนักขนาดนี้ แต่ธนาคารยังมีกำไรหลายหมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นทุกปี ขณะที่เอสเอ็มอีกลับย่ำแย่ ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังพุ่งสูงสุดในประวัติการณ์ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐไม่ควรช่วยแค่ปรับโครงสร้างหนี้ พักหนี้ แต่ต้องช่วยลูกหนี้ให้มีความสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้

    “ส่วนปัญหาคนจน แม้รัฐออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย หรือคนจน ก็ไม่ควรแจกเงินอย่างเดียว เป้าหมายของบัตรคนจนมีไว้สำหรับช่วยคนจนให้พ้นจากความยากจน จำนวนคนจนต้องลดลง ซึ่งบัตรคนจนเริ่มทำมาตั้งแต่ปี 60 ทำแล้วคนจนควรลดลงไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งมีคนจนเพิ่มขึ้น ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นขอฝาก สศค.ปรับแนวทางและเงื่อนไขของบัตรให้ดีกว่านี้ นอกจากนี้ ควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากต่างชาติ และสร้างความเติบโตระยะยาว สุดท้ายนี้ขอฝากอนาคตเศรษฐกิจไว้กับ สศค.ที่ต้องมีหลักการอย่าเอียงหรือเป๋ไปกับนักการเมือง เพราะควรผลักดันสิ่งดีๆ ให้เศรษฐกิจและประเทศเดินหน้าต่อไป”.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19กู้เงินกู้เงิน 1.5 ล้านล้านบาทวิตฤกิจเศรษฐกิจเศรษฐกิจเศรษฐกิจไทยข่าววันนี้

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 06:43 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์