กรุงศรี คาดไทยผ่านจุดพีกการระบาดโควิด มองต่างชาติเที่ยวต้องใช้ระยะเวลา

ข่าว

    กรุงศรี คาดไทยผ่านจุดพีกการระบาดโควิด มองต่างชาติเที่ยวต้องใช้ระยะเวลา

    ไทยรัฐออนไลน์

    17 ก.ย. 2564 18:23 น.

    วิจัยธนาคารกรุงศรี คาดไทยผ่านจุดพีกการระบาดโควิด มองต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะ

    เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 64 ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวภายในงาน Thailand after COVID-19: Business Opportunities and Transformation ที่จัดขึ้นสำหรับลูกค้าธุรกิจของกรุงศรีโดยเฉพาะ ว่า เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปจากการที่คนเริ่มเข้าถึงวัคซีนได้มากขึ้น เริ่มมีการปลดล็อกในบางประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเริ่มขับเคลื่อน

    ในส่วนของประเทศไทยเราผ่านจุดสูงสุดของการระบาดมาแล้ว และการฉีดวัคซีนมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันสามารถฉีดวัคซีนได้เฉลี่ยวันละ 400,000 กว่าคน วิจัยกรุงศรีเชื่อว่าเศรษฐกิจจะโตขึ้น 0.6% โดยมาจาก 3 สาเหตุ คือ ภาคการส่งออกของประเทศไทยยังดี อีกทั้งมีมาตรการเยียวยาออกมาเรื่อยๆ และคนเริ่มมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นหลังจากเริ่มคลายล็อก

    ทั้งนี้คาดว่าภายในสิ้นปีอัตราการติดเชื้อจะลดลงเหลือโดยประมาณ 2,500 คนต่อวัน ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปีหน้ามีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นแต่ยังคงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะกลับมาเหมือนเดิม

    ขณะเดียวกัน ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI มองว่า อุตสาหกรรมในกลุ่ม Bio-Circular-Green หรือ BCG ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังภาวะวิกฤติ เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรด้านชีวภาพมากมายจากอุตสาหกรรมหลักด้านการเกษตรและอาหารที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นกระแสความตื่นตัวเรื่องการทำธุรกิจด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความสนใจจากหลายองค์กรทำให้มีโอกาสในการพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวข้องสูง

    ทั้งนี้ จึงคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมด้าน BCG จะคิดเป็น 25% ของ GDP ทั้งนี้ ประเทศไทยมีปัจจัยที่เหมาะกับการพัฒนา ทั้งในด้าน Biodiversity ซึ่งมีความพร้อมอยู่ในอันดับ 15 ของโลก และอุตสาหกรรมอาหารซึ่งมีการส่งออกเป็นอันดับ 13 ของโลก รวมทั้งยังมี Biomass ที่เหลือจากการเกษตรถึง 40 ตันต่อปี

    โดยสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมากมายด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนา และประเทศไทยยังมีความพร้อมในด้านฐานที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศอย่างเต็มที่ ด้วยความพร้อมเหล่านี้ทำให้มีโอกาสการพัฒนาทางธุรกิจในหลายด้าน

    ทั้งธุรกิจ Smart farming หรือ Plant factory ที่ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่สมุนไพรหรือวัตถุดิบที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น น้ำตาล FOS รวมไปถึง Novel Food อาทิ โปรตีนจากพืชและโปรตีนจากแมลง ในส่วนของอุตสาหกรรมกลุ่มไบโอพลาสติก ก็มีศักยภาพในการเติบโตและประเทศไทยยังถือเป็นแหล่งผลิตของภูมิภาคที่มีการลงทุนขนาดใหญ่และมีการขยายตัวอย่างมาก นอกจากนั้นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรีไซเคิลก็มีคุณสมบัติพิเศษและมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาเช่นกัน

    ทางด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้านั้น ไทยนับเป็นฐานการผลิตรถยนต์อันดับ 11 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยภายในปี 2030 คาดการณ์ว่า 30% ของกำลังการผลิตจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการจะพัฒนาให้ได้ตามเป้าหมายจะต้องมีการพัฒนาระบบนิเวศในหลายด้าน โดยเฉพาะการมีสถานีชาร์จที่มีศักยภาพรองรับ และประเทศไทยจะต้องมีการปรับตัวในทุกภาคส่วน เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังคงเป็นอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของไทย

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ธนาคารกรุงศรีแนวโน้มเศรษฐกิจปี 64ธนาคารกรุงศรีอยุธยาแนวโน้มเศรษฐกิจไทยโควิด-19BOIสมประวิณ มันประเสริฐ

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 14:34 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์