ไลฟ์สไตล์
100 year

ธปท.อุดช่องโหว่เอาเปรียบลูกหนี้ จับมือ สคบ.จ่อยกเครื่องดอกเบี้ยพักหนี้-ค่าทวงถาม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
4 มิ.ย. 2564 06:15 น.
SHARE

ธปท.อึ้ง! พบจุดอ่อนที่ลูกหนี้ถูกเอาเปรียบหลายเรื่อง หลังเข้าไปช่วยปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ที่ถูกกระทบจากโควิด–19 เล็งร่วมมือกับ สคบ.และหน่วยงานกำกับอื่นๆ ยกเครื่องการคิดดอกเบี้ยช่วงพักหนี้ แนวทางการกำหนดอัตรา และจำนวนครั้งการติดตามทวงถามหนี้ รวมทั้งปรับการกำหนดสถานะลูกหนี้ในเครดิตบูโร เพื่อช่วยลดภาระ และป้องกันประวัติการเงินลูกหนี้เสีย

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ ธปท.เข้าติดตามดูแลลูกหนี้ที่มีปัญหาการผ่อนส่งหนี้ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อที่จะหาเกณฑ์การช่วยเหลือลูกหนี้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือผ่านการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งจะเปิดให้ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ทั้งที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย จนไปลูกหนี้ที่ถูกฟ้องร้องยึดรถแล้ว สมัครเข้ามาเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยหนี้ได้ใหม่ในวันที่ 1 ก.ค.-31 ส.ค. ธปท.พบว่า นอกเหนือจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แล้ว ยังมีกรณีต่างๆ ที่พบว่าลูกหนี้ถูกเอาเปรียบจากการผ่อนส่งและปรับโครงสร้างหนี้ในหลายกรณี ซึ่ง ธปท.จะไปคิดต่อเพื่อหาทางบรรเทาภาระให้กับลูกหนี้ ประเภทอื่นๆในอนาคต

ข่าวแนะนำ

ทั้งนี้ ประเด็นแรก ที่ ธปท.พบ คือ การคิดอัตราดอกเบี้ยในช่วงการพักหนี้เงินต้นชั่วคราว โดยการพักหนี้ในช่วงที่ผ่านมาจะพักหนี้การส่งเงินต้น แต่ยังคิดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยอัตราดอกเบี้ยจะคิดจากเงินต้นคงค้างทั้งหมดที่เหลืออยู่ ซึ่งทำให้เมื่อครบกำหนดการพักหนี้แล้ว ลูกหนี้มีมูลหนี้รวมที่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งเมื่อ ธปท.และสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หารือกันเพื่อกำหนดแนวทางการไกล่เกลี่ยของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เห็นประเด็นดังกล่าว จึงได้ปรับแนวทางใหม่ ซึ่งสามารถคำนวณดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้จากฐานของค่างวดที่ได้พักชำระหนี้ตามเกณฑ์ของ สคบ.ได้ ทำให้สามารถคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาพักหนี้เฉพาะจากมูลหนี้ที่พักเท่านั้น เช่น หากผ่อนรถยนต์ในอัตราเดือนละ 16,875 บาทต่อเดือน ดอกเบี้ย 4.37% ขอพักหนี้วงเงิน 6 เดือน แนวทางใหม่ดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระหนี้จะเพิ่มขึ้นเพียง 1,396 บาท ซึ่งถูกลง อย่างมากจากการคิดแบบเดิม ซึ่งดอกเบี้ยจะสูงถึง 11,282 บาท
“การคิดอัตราดอกเบี้ยช่วงพักหนี้ในลักษณะดังกล่าวทำได้เฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อ ตามเกณฑ์ของ สคบ.เท่านั้น ทำให้ ธปท.จะต้องไปคิดต่อว่า ในส่วนสินเชื่อประเภทอื่นๆ หากพักหนี้จากผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จะมีแนวทางอย่างไรที่จะปรับปรุงเกณฑ์ให้สามารถคิดดอกเบี้ยที่ต้องผ่อนชำระในช่วงพักหนี้ลดลงเป็นการทั่วไปได้หรือไม่”

ประเด็นที่ 2 คือ การกำหนดค่าใช้จ่ายการติดตามทวงถามหนี้เป็นการทั่วไปเพื่อลดภาระให้ลูกหนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ค่าติดตามทวงถามหนี้ที่สูงมาก ส่งผลให้ลูกหนี้จำนวนมากไม่สามารถที่กลับมาผ่อนส่งหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินได้ โดยในปี 2563 ที่ผ่านมา พบมีการร้องเรียนเรื่องการคิดค่าติดตามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรมมากถึง 3,970 กรณีมายัง ธปท. ซึ่งข้อร้องเรียนโดยสรุปคือ 1.การติดตามทวงถามหนี้ตามอำเภอใจและแพงกว่าที่ควร โดยเฉพาะการคิดค่าติดตามในภาคสนาม 2.การเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่มีการกำหนดจำนวนครั้ง สามารถเก็บกี่งวดก็ได้ และ 3.การคิดค่าทวงถามที่สูงเกินไปนั้น บางกรณีพบว่าสูงกว่าค่างวดที่ลูกหนี้ผ่อนจ่ายรายเดือน

“ที่ผ่านมา ธปท.ได้กำหนดค่าติดตามทวงถามหนี้ ในส่วนของสถาบันการเงิน และสินเชื่อภายใต้การกำกับไม่ให้เกิน 100 บาทต่อครั้ง แต่การคิดค่าทวงถามหนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ส่วนที่ ธปท.กำกับ ยังมีกรณีการให้สินเชื่อที่ ธปท.ไม่ได้กำกับ รวมทั้งการจ้างบริษัทติดตามทางหนี้ดูแล นอกจากนั้น เกณฑ์เดิมที่ออกมามีเพียงการกำหนดทวงถามหนี้ หรือการห้ามทวงถามแบบประจาน เพื่อไม่ให้รบกวนลูกหนี้เป็นหลัก ซึ่งส่วนนี้ สคบ.และ ธปท.กำลังพิจารณาร่วมกันเพื่อกำหนดจำนวนครั้งการทวงถามที่เหมาะสมว่า จะคิดค่าทวงถามได้กี่ครั้ง รวมทั้งอัตราการคิดค่าติดตามทวงถามหนี้ที่เหมาะสมแต่ละครั้งว่าควรจะเป็นเท่าไร เพื่อลดภาระของลูกหนี้ในส่วนนี้ลง”

นางธัญญนิตย์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่ลูกหนี้มีความกังวลคือ การติดแบล็กลิสต์เครดิต บูโร หลังจากการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ซึ่งกรณีนี้ ธปท.ได้หารือกับเครดิตบูโร เพื่อทำความเข้าใจที่ชัดเจนแล้วว่า ในกรณีที่ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้โครงการช่วยเหลือของ ธปท.หากจ่ายหนี้ครบแล้ว จะไม่ติดแบล็กลิสต์หรือตัวแดงของเครดิตบูโร ต่อเนื่องไป 3 ปี และยังได้หารือด้วยว่า ในระหว่างการผ่อนส่งในโครงการปรับโครงสร้างหนี้ อาจจะคิดสถานะแบบใหม่ขึ้นมา เพื่อแสดงสถานะหนี้ในเครดิตบูโรแบบเฉพาะเจาะจงว่าเป็นการปรับโครงสร้างที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ลูกหนี้ไม่เสียประวัติทางการเงิน

“ก่อนหน้านี้ การคิดดอกเบี้ย ค่าติดตามทวงถามหนี้ หรือการขอสินเชื่อของลูกหนี้ อาจจะมีข้อจำกัดในหลายเรื่อง และมีความไม่ชัดเจนจนเกิดช่องโหว่ แต่เมื่อ ธปท.และหน่วยงานที่กำกับดูแลผู้บริโภคอื่นๆ เข้าไปดูแลการปรับโครงสร้างหนี้ในหลายๆเคส ทำให้เห็นจุดที่ต้องหาทางปรับปรุงเกณฑ์ที่มีอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคให้มากขึ้น โดย ธปท. สคบ. ศาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้เวลาศึกษาและหาหนทางปรับปรุงเกณฑ์ให้เหมาะสมโดยเร็วที่สุด”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พักชำระหนี้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ธปท.สคบ.ธัญญนิตย์ นิยมการดอกเบี้ย

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2564 เวลา 17:43 น.