“ไทยบาทดิจิทัล” คืออะไร

Personal Finance

Finance and Banking

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

“ไทยบาทดิจิทัล” คืออะไร

Date Time: 9 มี.ค. 2564 05:01 น.

Summary

หลังจากถูกคัดค้านในช่วงก่อนหน้า วันนี้ “คริปโตเคอเรนซี” ได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้วจากหลายประเทศ มีมูลค่าการซื้อขายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ขนาดตลาดและผู้เล่นทวีจำนวนขึ้น

Latest

บริหารเงินให้งอกเงย!!

หลังจากถูกคัดค้านในช่วงก่อนหน้า วันนี้ “คริปโตเคอเรนซี” ได้รับการยอมรับมากขึ้นแล้วจากหลายประเทศ มีมูลค่าการซื้อขายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ขนาดตลาดและผู้เล่นทวีจำนวนขึ้น มีสินค้าและบริการที่ยอมรับการใช้จ่ายมากขึ้น เช่นเดียวกับราคาคริปโตเคอเรนซี โดยเฉพาะสกุลหลักเช่น “บิทคอยส์” ที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้ “ธนาคารกลาง” ทั่วโลก ยังไม่ยอมรับคริปโตเคอเรนซี ในฐานะ “สกุลเงินหลักที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าแนวคิด “เงินดิจิทัล” จะถูกทิ้งไป ตรงกันข้าม 2-3 ปีที่ผ่านมา “เงินดิจิทัล” ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะเริ่มสงสัยว่า “สกุลเงินดิจิทัล” คืออะไรกันแน่ หากอธิบายง่ายๆ คือ สกุลเงิน “เสมือนจริง” ที่ใช้ในการเข้ารหัส เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ไม่ให้สามารถปลอมแปลงหรือจ่ายซ้ำได้

ข้อดีของการใช้ “เงินดิจิทัล” คือ สามารถลดข้อจำกัดของการใช้เงินสด รวมทั้งข้อจำกัดการใช้ระบบการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันที่มีต้นทุนค่าบริหารจัดการสูง เข้าถึงได้ยาก และต้องผ่านตัวกลางคือธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทบัตรเครดิต เพราะเงินสกุลดิจิทัล ดำเนินการผ่านเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์ (DLT) หรือที่รู้จักกันในชื่อบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งส่งผ่านมูลค่าระหว่างกันโดยไม่มีตัวกลาง ต้นทุนต่ำ ผู้ใช้เข้าถึงง่ายในทุกที่ทุกเวลา

ส่วนข้อเสีย คือ เมื่อธนาคารกลางยังไม่รองรับ “คริปโตเคอเรนซี” หากมีความผิดพลาดในการจัดเก็บ สูญหาย ถูกฉ้อโกง จะไม่สามารถเรียกร้องทางกฎหมายได้ และมีความเสี่ยงถูกใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน

ทั้งนี้ สกุลเงินดิจิทัลในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1.สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยเอกชน (Private Digital Currency) 2.สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC)

สกุลเงินดิจิทัลเอกชน มีจุดประสงค์เป็นสื่อกลางส่งผ่านมูลค่าแทนการชำระเงินปัจจุบัน สกุลเงินดิจิทัลแรกๆ จึงถูกพัฒนาขึ้นบนระบบเปิด โดยไม่มีมูลค่าใดๆหนุนหลัง ส่งผลให้ผันผวนสูง และส่วนใหญ่ใช้เพื่อเก็งกำไร เช่น บิทคอยส์ ซึ่งจากจุดบกพร่องดังกล่าว ทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัลอีกประเภทที่มีเงินหรือสินทรัพย์หนุนหลัง (Stablecoin) เพื่อคงมูลค่าเงินดิจิทัลนั้นๆ เช่น สกุลเงิน Diem ซึ่งเป็นภาคต่อของ Libra ของ Facebook

Diem ถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างความตื่นตัวอย่างยิ่ง จากฐานผู้ใช้งานที่มีจำนวนมาก สามารถใช้ชำระหรือโอนเงินระหว่างประเทศได้ ด้วยเหตุนี้ผู้กำกับดูแลจึงมีความกังวลว่า สกุลเงินดิจิทัลจะกระทบอธิปไตยทางการเงิน รวมถึงใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมาย อย่างไรก็ตาม Diem Association ได้สื่อสารว่าจะพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของแต่ละประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มออกใช้ Diem สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีนี้

ขณะที่ฝั่งเอกชนพัฒนาไปรวดเร็ว เงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางยังอยู่ในขั้นการศึกษา นำโดย “ดิจิทัลหยวน : e-CNY” ซึ่งมีการพัฒนาเร็วที่สุด โดยจะประกาศใช้ในระดับประชาชนทั่วประเทศในปี 2565 ซึ่งเหตุผลสำคัญของหยวนดิจิทัล คือ การลดบทบาทเงินสด ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางการทำผิดกฎหมาย นอกจากนั้น จีนกำลังเข้าสู่สังคมไร้เงินสด แต่ระบบการชำระเงินกลับถูกบริหารจัดการโดยเอกชน ซึ่งเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินประเทศ

“ปรากฏการณ์หยวนดิจิทัล” ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกจับตาผลกระทบต่อระบบการเงิน เช่น การแข่งขันกับบัญชีเงินฝาก การไถ่ถอนสภาพคล่องในช่วงวิกฤติที่จะรวดเร็วขึ้น และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี

ส่วนเงินดิจิทัลของไทย ธปท.เป็นหนึ่งในกลุ่มแรกๆของโลกที่พัฒนาสกุลเงินดิจิทัล ภายใต้ชื่อ “โครงการอินทนนท์” (ส.ค. 2561) โดยใช้ในระดับสถาบันการเงิน (wholesale CBDC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการชำระเงิน จากนั้นต่อยอดการใช้ CBDC เพื่อโอนเงินระหว่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างทดลองร่วมกับธนาคารกลางฮ่องกง จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกำลังขยายขอบเขตสกุลเงินดิจิทัลลงมาในระดับประชาชน (retail CBDC)

โดยเริ่มทดลอง retail CBDC ร่วมกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด เพื่อศึกษารูปแบบที่เหมาะสม โดยได้ทดลองใช้ในการจัดซื้อและชำระเงินระหว่างคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานของปูนซิเมนต์ไทยมาระยะหนึ่งแล้ว และคาดว่าจะสรุปผล ข้อดีข้อเสีย และปัญหาอุปสรรคได้ในกลางเดือน มี.ค.นี้ ส่วนแนวคิดการใช้เงินดิจิทัลในระดับประชาชนนั้น หรือ “ไทยบาทดิจิทัล” นั้น ธปท.วางโครงสร้างไว้คร่าวๆ ว่าจะตรามูลค่า 1 ต่อ 1 กับเงินบาท แต่ข้อดีคือการเข้าถึงของประชาชนในทุกที่ทุกเวลา ในต้นทุนที่ถูกกว่าระบบปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา “ไทยบาทดิจิทัล” ที่สมบูรณ์ยังมีอีกหลายขั้นตอน ทั้งอัตราแลกเปลี่ยน การสร้างบัญชีเงินฝาก วิธีการโอนเงิน การสร้างระบบความปลอดภัย และความไว้วางใจจากประชาชน.

ประอร นพคุณ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ