ไลฟ์สไตล์
100 year

โควิด-19 ฝากอะไรเอาไว้ ขณะที่เรากำลังก้าวสู่ความปกติใหม่

ไทยรัฐออนไลน์
2 พ.ค. 2563 08:21 น.
SHARE

หากยึดเอาจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ น่าจะถือได้ว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยผ่านจุดวิกฤติที่สุดไปแล้ว ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายผ่านมาตรการต่างๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยจะดีขึ้น แต่จากนี้ ไปคงจะวางใจ 100% ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีการระบาดในอีกหลายประเทศ และยังไม่มีวัคซีนออกมา ท่ามกลางสังคมที่ต้องเดินหน้าในแบบ New Normal หรือ ความปกติใหม่

ข่าวแนะนำ

ซึ่งเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยนี้ "บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด" ได้ออกบทวิเคราะห์น่าสนใจ โดยระบุว่า ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โลกผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านวิกฤติมาได้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทั้ง ในด้านกฏเกณฑ์และพฤติกรรมของผู้บริโภค เห็นได้จากสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2008 ที่เกิด "Hamburger crisis" ทำให้มีการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ส่งผลให้ปัจจุบันตัวเลขผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่มนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ไม่เกิน 3%

สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งนี้ ที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศ GDP ปีนี้อาจติดลบถึง 5.3% เป็นเหมือนการยืนยันคงหนี้ไม่พ้นเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้ แต่สามารถเรียนรู้ได้ทั้งจากเหตุการณ์ดีและไม่ดี โดยสิ่งที่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์โควิด-19 นี้มีอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้

1. การใช้นโยบายช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพจะมีส่วนช่วยเสริมให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วหรือช้า

โควิด-19 ครั้งนี้ ต่างจากวิกฤติ "ต้มยำกุ้ง" หรือ Hamburger Crisis เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก เกิดจากความกังวลของมนุษย์ โดยไม่ได้เกิดจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจย่ำแย่ หรือการเก็งกำไรจนเกิดฟองสบู่แตก กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดลงจากการกักตัว หรือ quarantine การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing และการทำงานที่บ้าน หรือ work from home เนื่องจากความกลัวทางด้านสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการติดโควิด-19 สถานประกอบการจำเป็นต้องปิดกิจการชั่วคราว ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้างมีรายได้ลดลง 

แม้นโยบายการเงิน การคลังจะไม่สามารถแก้ปัญหาโควิด-19 ได้โดยตรง แต่มีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังจากภาครัฐอย่างเต็มที่และต้องรวดเร็ว ควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการลดภาระ เช่น การจ่ายเงินให้กับผู้ตกงาน หรือ กลุ่มอาชีพอิสระโดยตรง การช่วยเหลือ SMEs จ่ายเงินเดือนพนักงาน  ให้บางส่วนเพื่อบริษัทไม่จำเป็นต้องไล่พนักงานออกลดต้นทุน ไม่ตัดระบบสาธารณูปโภคแม้จะค้างชำระ คุ้มครองค่าใช้จ่ายในการตรวจ และรักษาโควิด-19 การยกเว้นภาษีหรือให้สิทธิการลดย่อนต่างๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นต้องทำโดยเร่งด่วน เพื่อช่วยกันตัดวงจรที่บริษัทต่างๆ จะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ต่อไปในช่วงที่ต้องมีการหยุดกิจการเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ โควิด-19 ยังมีผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลก และนักลงทุนตื่นตระหนกจะเกิดการผิด นัดชำระหนี้จากการปิดกิจการ และจะขยายตัวเป็นวงกว้าง ทำให้มีการขายหลักทรัพย์ออกทุกประเภท ทำให้ตลาดการเงินขาดสภาพคล่อง ดังนั้น การใช้นโยบายการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ย พักชำระหนี้ ทั้งของภาคธุรกิจและภาคประชาชน หรือ การอัดฉีดสภาพคล่องโดยเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกจึงมีความจำเป็น ช่วยหยุดไม่ให้เกิดการตื่นตะหนก จนขาดความเชื่อมั่นและขายสินทรัพย์ทางการเงินทุกประเภท จนอาจทำให้ขาดทุนจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกลับมากระทบในที่สุด ดังนั้น การตัดวงจรของการขาดสภาพคล่อง และการขาดความเชื่อมั่นจากมาตการของธนาคารกลางทั่วโลกจึงมีความจำเป็นเช่นกัน

การที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศจะฟื้นตัวได้รวดเร็ว หรือช้า จะขึ้นอยู่กับ 2 มิติคือ ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ให้จบเร็วหรือ จบช้า หรือ การควบคุมให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากหรือ น้อยได้หรือไม่ หากรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบยาวนาน หากควบคุมได้ดี ผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า อีกมิติหนึ่งก็คือ นโยบายการเงินการคลังเพียงพอ รวดเร็วและตรงจุด ถึงมือผู้ที่ต้องการ หรือ กิจการที่กำลังจะประสบปัญหาหรือไม่ หากสามารถตอบโจทย์ ทำให้ทุกคนมั่นใจได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์จะไม่บานปลายจนลามเข้าสู่ภาคสถาบันการเงิน และตลาดการลงทุนในที่สุด โดยถ้าเกิดการประสานกันอย่างสมดุลระหว่างการควบคุมโรคระบาด กับนโยบายการเงินการคลังที่เหมาะสม และทันเวลาตรงจุดที่ต้องการ จะเห็นภาวะเศรษฐกิจที่ควรจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วแบบที่เรียกว่า "V shape" ก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ แต่ถ้าหากเศรษฐกิจประเทศไหนประสบกับการแพร่ระบาดโควิด-19 หนัก และนโยบายการเงินการคลังไม่เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน ประเทศเหล่านั้น อาจจะประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยเป็นเวลายาวนาน

2. การปรับปรุงมาตรการรับมือด้านสาธารณสุขกรณีฉุกเฉิน

ที่ผ่านมา ได้เห็นถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลด้านจัดการภาวะวิกฤติหรือ Crisis management และระบบสาธารณสุขในประเทศต่างๆ ตลอดจนความเชื่อ ความร่วมมือของประชาชนก็มีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมโรค โดยกลุ่มประเทศฝั่งตะวันตกมีการรับมือด้อยกว่ากลุ่มประเทศฝั่งตะวันออก สังเกตได้จากจำนวนผู้ติดเชื้อสหรัฐฯ และอิตาลี เพิ่มขึ้นสูงกว่าประเทศจีน ตัวเลขดังกล่าว ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะการเริ่มต้นควบคุมอย่างเข้มข้นช้า แตกต่างจากฝั่งตะวันออก ตลอดจนความร่วมมือของประชาชนในแต่ละประเทศในช่วงเริ่มต้นการระบาดแตกต่างกัน นอกจากนั้น การใช้มาตรการด้านสาธารณสุขในการป้องกัน ประชาสัมพันธ์และควบคุมโรคระบาด ควบคู่ไปกับมาตรการทางด้านการเงิน และการคลังที่เหมาะสมทั้งขนาด และความรวดเร็วจึงมีความสำคัญ ซึ่งในแต่ละประเทศมีการดำเนินมาตรการที่แตกต่างกัน ดังนี้

กรณีประเทศจีนและสิงค์โปร์ สามารถควบคุมโควิด-19 ได้ดี และมีมาตรการช่วยจากภาครัฐเต็มที่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะสามารถกลับมาได้เร็วหรือ คาดจะเป็นลักษณะกราฟเป็นรูป V Shape ได้

กรณีประเทศสหรัฐฯ ที่สามารถควบคุมโควิด-19 ได้ไม่ดี แต่มีมาตรการช่วยจากภาครัฐเต็มที่ อาจจะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถดถอยยาวนานกว่า แต่จะค่อยๆ ฟื้นฟูเศรษฐกิจไปได้ เหมือนลักษณะกราฟ U Shape

กรณีประเทศอิตาลี ซึ่งไม่สามารถควบคุมโควิด-19 ได้ ทำให้เกิดการระบาดรุนแรงและมาตรการช่วยจากภาครัฐทางด้านการเงิน การคลังที่อาจจะไม่เต็มที่หรือ ช้าเกินไป เนื่องจากข้อจำกัดที่มีอยู่แล้วก่อนวิกฤตโควิด-19 อาจจะทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ในระยะเวลานานกว่าทั้งสองกรณี และจำเป็นต้องใช้เวลาและงบประมาณเป็นจำนวนมากขึ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจเฟสต่อไปหลังโควิด-19 คลี่คลายแล้ว

3. การเข้าใจความเสี่ยงและมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตการลงทุนมากขึ้น

โดยทั่วไปแล้วทุกคนควรมีเงินสำรองไว้ 3-6 เท่าของรายจ่าย หลังจากนั้น ค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น หรือขยายกิจการ แต่ช่วงดอกเบี้ยโลกอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้การถือเงินสดนั้น ได้ผลตอบแทนต่ำ ทุกคนต่างแสวงหาการลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ใช้ความเสี่ยงมากขึ้นด้วยเช่นกัน ส่งผลให้เกิดภาวะ "Search for yield" ในการแสวงหาการลงทุนให้ผลตอบแทนสูงขึ้น

เมื่อมีโควิด-19 นอกจากจะทำให้ตลาดหุ้น ตลาดเครดิต ร่วงลงรวดเร็วแล้ว ยังทำให้ผู้ที่เคยมีรายได้ แต่ทำงานในธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมที่ถูกผลกระทบโดยตรงจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรมและการบิน เป็นต้น ประสบกับปัญหาขาดรายได้ทันที หรือ อยู่ในภาวะเรียกว่า ขาดสภาพคล่อง แต่สำหรับผู้ยังมีเงินเย็นเก็บไว้นอกจากจะรอดจากวิกฤติช่วงนี้ได้ ยังเป็นโอกาสในการลงทุนเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติแล้วได้อีกด้วย

ด้านการลงทุนจากเดิมนักลงทุนกล้าจะซื้อหุ้นที่มี P/E สูงในระดับ 40-50 เท่า เนื่องจากมองว่าบริษัทจะสามารถสร้างผลงานเช่นนั้นได้ต่อไปอีกหลายปี แต่เมื่อผลประกอบการของบริษัทเหล่านั้นได้รับผล  กระทบจากโควิด-19 และเศรษฐกิจโลกชะลอลง ส่งผลให้หุ้นที่เคยมองว่าสมบูรณ์แบบมีอนาคตไกลเติบโตได้สูง กลายเป็นหุ้นยอดแย่ที่ทำให้ขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งจะส่งผลให้มุมมองความเสี่ยงเปลี่ยนไป ทำให้หุ้นบางตัวอาจไม่ได้กลับซื้อขายที่ P/E สูงเท่าเดิม แม้ตลาดจะฟื้นตัวกลับมาเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ

แม้วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ทุกคนพอจะเดาได้ต้องจบลงแน่ แต่ไม่มีใครคาดการณ์ได้แน่นอนว่าจะจบลงเมื่อไหร่ หรือ จะกระทบกับเศรษฐกิจรุนแรงยืดเยื้อกว่านี้หรือไม่ แต่สำหรับผู้ที่ผ่านช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งมาแล้วอาจจะมีภูมิต้านทานในการระมัดระวังความเสี่ยงมากกว่า โดยแต่ละเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นแม้จะไม่เหมือนกันทีเดียว แต่พอจะเป็นบทเรียน บทสรุปที่ดี ที่สามารถเรียนรู้ได้ทั้ง ในแง่มุมของการทำงาน การใช้ชีวิตและการลงทุน เพื่อจะพอหาหนทาง วางแผนหลีกเลี่ยง รับมือ ผลกระทบจากหนักเป็นเบา หรือ ได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุดได้ต่อไป

นอกจากนี้ เชื่อว่า โลกหลังโควิด-19 ย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติ เช่น วิถีในการทำงาน ไลฟ์สไตล์ บิซิเนสโมเดลและการลงทุน ทั้งช่วยให้เกิดโอกาสใหม่ๆ และที่จะล้มหายตายจากไป ธุรกิจในหลายรูปแบบก็ต้องปรับตัวให้ทันสิ่งที่เปลี่ยนไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19ไวรัสโคโรนาวิกฤติต้มยำกุ้งบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์จีดีพีเศรษฐกิจโลกHamburger Crisis

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 19:35 น.