“กรุงเทพฯ” เสาหลักเศรษฐกิจไทย ฝากผู้ว่าฯ คนใหม่ขับเคลื่อนฟื้นฟู

ข่าว

“กรุงเทพฯ” เสาหลักเศรษฐกิจไทย ฝากผู้ว่าฯ คนใหม่ขับเคลื่อนฟื้นฟู

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    23 พ.ค. 2565 12:30 น.

    บันทึก

    เพราะผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมยินยอมที่จะฟังเสียงประชาชนมากกว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ ที่ได้รับคะแนนสนับสนุนสูงที่สุดในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2565 ที่ผ่านมา จึงน่าจะเป็นผู้ว่าราชการที่ถูกคาดหวังมากที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค นับจากเวลากว่า 9 ปี ที่เวทีเลือกตั้งห่างหายจากคนกรุงไปนาน

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจจากวิกฤติต่างๆที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งจากโควิด-19 กระแสการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ขณะเดียวกันสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดัน ทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเมื่อเดือน มี.ค.2565 เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 5.73% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 13 ปี

    ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นในฐานะเมืองที่มีต้นทุนในการจับจ่าย ใช้ชีวิตสูงเป็นอันดับต้นๆของประเทศ

    ไม่ใช่แค่ปัญหาปากท้อง ชาวกรุงยังกำลังเผชิญหน้ากับสารพันปัญหา ทั้งรถติด น้ำท่วม ฝุ่นพิษ การเข้าถึงโอกาสและความเหลื่อมล้ำที่ทำให้คุณภาพชีวิตคนหาเช้ากินค่ำต่ำตม

    ชัยชนะจากการเลือกตั้งสำหรับผู้ว่าฯคนใหม่ จึงอาจเป็นโอกาสเอ็นจอยความฉ่ำชื่นใจอันแสนสั้น เพราะภารกิจหนักอึ้ง ปัญหาหมักหมมของกรุงเทพมหานครกำลังรอผู้ว่าฯป้ายแดงเข้ามาสะสาง

    และนี่คือตัวอย่าง “คำขอ” จาก 3 ผู้นำ องค์กรธุรกิจหลักถึงพ่อเมืองกรุงเทพมหานครคนใหม่ถอดด้าม...

    ผยง ศรีวณิช
    ผยง ศรีวณิช

    ประธานสมาคมธนาคารไทย

    กรุงเทพมหานครจะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ด้วยความที่กรุงเทพฯ มีขนาดเศรษฐกิจกว่า 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจประเทศ มีรายได้ต่อประชากรสูงกว่าภาพรวม ของประเทศถึง 2.6 เท่า และยังมีจำนวนประชากรที่รวมประชากรแฝง หรือแรงงานจากภูมิภาคที่เข้ามาอาศัยในกรุงเทพฯ กว่า 10 ล้านคน

    นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาอย่างแท้จริง โดยในช่วง 5 ปีก่อนเกิดโควิด-19 กรุงเทพฯมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 4.5% ต่อปี สูงกว่าเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเฉลี่ย 3.4% ต่อปี

    การผลักดันให้กรุงเทพฯ กลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ จึงเป็นภารกิจสำคัญชิ้นหนึ่งของผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนใหม่ ซึ่งต้องเกิดขึ้นในภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความท้าทายจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น และจากหลาก หลายปัจจัยภายในของกรุงเทพฯเอง อาทิ ปัญหาจราจร น้ำท่วม และการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม โจทย์ของผู้ว่าฯจึงมีมากมาย แต่จะขอฝาก 3 ข้อที่มองว่ามี multiplier effect สูง และมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่ภาคการเงิน ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันผลักดัน

    โจทย์แรก คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน การสร้างคนชั้นกลางหรือ middle class ให้มีจำนวนมากขึ้น จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ และประเทศ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันแรงงานจำนวนมากในกรุงเทพฯติดกับดักหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสังคม ความไม่มั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัย และปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่น และศักยภาพกำลังซื้อของคนกลุ่มนี้ ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตจึงเป็นโจทย์ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับต้นๆ โดยในบางด้าน เช่น เรื่องหนี้ครัวเรือน ก็เป็นประเด็นระดับชาติที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยให้ความสำคัญเช่นกัน ซึ่งการขับเคลื่อนของกรุงเทพฯ ในการเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของคนเมืองด้วยความเข้าใจ ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงลึก ให้ความรู้ ติดตามการเปลี่ยนแปลง และวัดผลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเพิ่มโอกาสให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จ เป็นโมเดลให้กับเมืองใหญ่อื่นๆได้

    โจทย์ที่สอง คือ การลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีกว่า 360,000 รายในกรุงเทพฯ หรือคิดเป็น 98% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งได้ แต่ต้องบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำในด้านโอกาส โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กๆที่ต้องได้รับการดูแลมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่นโยบายของกรุงเทพฯสามารถสร้างความแตกต่างได้ อาทิ การให้แต้มต่อกับธุรกิจขนาดเล็กในการเข้าถึงผู้บริโภค การดูแลการค้าขายกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นคู่ค้าของกรุงเทพฯ ให้มีความเป็นธรรมกับรายเล็กที่เป็นผู้ผลิต หรือ supplier และยังรวมไปถึงการให้ความรู้และส่งเสริมให้รายเล็กใช้ประโยชน์จากดิจิทัล ดังเช่นในด้านการเข้าถึงเงินทุน ซึ่งขณะนี้ธนาคาร ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐกำลังหาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอี ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้ข้อมูล
    ทางเลือกจากแหล่งอื่นๆ เช่น ประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายรายเดือนโทรศัพท์มือถือ การซื้อขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น มาช่วยให้การพิจารณาสินเชื่อและบริการทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ทำได้ง่ายขึ้น

    โจทย์ที่สาม คือ การพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่จะเป็นแรงดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงาน อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีความท้าทายมาก ที่ผ่านมากรุงเทพฯ มักมีระดับฝุ่นละออง PM2.5 ที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน จนติดอันดับท็อป 10 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดในโลกและสูงสุดในไทย ดังนั้นการพัฒนากรุงเทพฯในระยะถัดไปต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) เช่น การหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การลดความหนาแน่นจราจรชั่วโมงเร่งด่วนด้วยแรงจูงใจด้านราคา การใช้พลังงานทางเลือกอย่างพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ การก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green building) รวมไปถึงการเปลี่ยนให้กรุงเทพฯเป็นเมืองอัจฉริยะ (smart city) โดยมีการสร้างฐานข้อมูลที่ชี้ชัดไปยังความต้องการของเมือง เพื่อให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการเข้ามาตอบโจทย์ โดยนำข้อมูลเหล่านั้นไปสร้างโอกาสทางธุรกิจ

    สนั่น อังอุบลกุล
    สนั่น อังอุบลกุล

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    ปัญหาด้านเศรษฐกิจของกรุงเทพฯเป็นเรื่องซับซ้อน ผูกโยงกับปัญหาอื่นๆในหลากหลายมิติ แต่หากจะมองการแก้ปัญหาเร่งด่วน น่าจะเป็นปัญหารายได้และค่าครองชีพของกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สิ่งที่ กทม.ดำเนินการได้เพื่อบรรเทาปัญหา คือ จัดสรรพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นธรรมในการค้าขาย สร้างโอกาสในการหารายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงสร้างความน่าสนใจให้เกิดแรงดึงดูดและบรรยากาศที่ดีในการมาจับจ่ายใช้สอย ทั้งในกลุ่มประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้มีสัดส่วนสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดให้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นได้

    “การจะแก้ปัญหาคนจนในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยนโยบาย SMART City ทำให้กรุงเทพฯทันสมัย และน่าอยู่ เป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงพัฒนาผู้ประกอบการทั้งสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี ด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้”

    นอกจากนี้ ยังต้องพัฒนาทักษะผู้ประกอบการและแรงงานฝีมือให้สอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลง, ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการต่างๆของกรุงเทพฯให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ มีคุณภาพสูง เพื่อสร้างอาชีพและรายได้, พัฒนาคนในกรุงเทพฯ ทั้งในด้านคุณภาพชีวิตให้มีที่อยู่อาศัย มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เหมาะสม และมีอาชีพ รายได้, ปรับแนวทางการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพฯ บ่มเพาะและพัฒนาแนวคิดให้นักเรียน ทั้งในด้าน Soft skills และ Hard skills

    ขณะเดียวกัน ยังต้องส่งเสริมให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุน พัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน การลงทุน โดยเน้นการนำระบบฐานข้อมูลเป็นจุดกลางในการเชื่อมโยงข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของกรุงเทพฯ, จัดระเบียบเมือง ทั้งการวางผังเมือง การบริหารพื้นที่สาธารณะ การจัดการระบบขนส่งสาธารณะ ฯลฯ เพราะจะเป็นปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น และจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    รวมถึงต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติของความคุ้มค่า มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และความโปร่งใส ที่สำคัญผู้ว่าฯกรุงเทพฯต้องลงพื้นที่ สังเกต สอบถามความต้องการของประชาชน เพื่อให้สามารถ เข้าถึงปัญหาของชุมชนต่างๆ และนำไปสู่การแก้ปัญหา

    “การทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองน่าอยู่ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคม การจราจร และสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการด้านต่างๆเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องคำนึงถึง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯโดยผู้ว่าฯ เปรียบเสมือน CEO ต้องวางยุทธศาสตร์การทำงานทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ลงมือทำงานร่วมกับเอกชน และประชาชน ระดมความคิดเห็น ร่วมกันเป็น Great Team ดึงคนเก่งมาช่วยผลักดันงานด้านต่างๆ ผู้ว่าฯจะเป็น Great Hero คนเดียวไม่ได้ ต้องทำงานร่วมกันเป็น Great Team นอกจากนั้น ต้องเป็นผู้ประสานงานที่ดี เพื่อให้ภารกิจสำเร็จ”

    เกรียงไกร เธียรนุกุล
    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    เกรียงไกร เธียรนุกุล

    ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทย (ส.อ.ท.)

    “ผมมองว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนใหม่ จะต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือดูแลคนในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของไทยที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคน ทั้งประชากรจริงและประชากรแฝง จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ว่าราชการต้องเข้ามาทำหน้าที่เป็นแกนกลางประสาน ขับเคลื่อนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้แก่คนกรุงเทพฯโดยไม่มีข้ออ้างขอเวลาศึกษางาน”

    โดยเฉพาะปัญหาปากท้องความเป็นอยู่ ปัญหาด้านสาธารณสุข ปัญหาด้านการศึกษา การพัฒนาระบบโครงข่ายคมนาคม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การจัดการสิ่งแวดล้อมและขยะ ปัญหาน้ำท่วม ตลอดจนการให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆมาใช้ ในการพัฒนากรุงเทพฯ ทุกมิติ

    นอกจากนี้ ยังจะต้องมีแผนขับเคลื่อนเพื่อยกระดับกรุงเทพฯให้ก้าวไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart city) เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ บริหารจัดการเมือง ลดค่าใช้จ่ายและการใช้ทรัพยากรของเมืองและประชากรเป้าหมายที่ต้องเน้นการออกแบบที่ดี และการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง

    “ผู้ว่าราชการต้องเป็นคนที่มีความคิดทันสมัย เข้าใจโลกของการเปลี่ยนแปลง มีไฟและพลังในการทำงาน และสามารถผสมผสานความ คิดของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่าเพื่อนำสู่แผนการพัฒนาที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน”

    ขณะเดียวกันในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต้องเน้นช่วยเหลือกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังขาดสวัสดิการทางสังคม ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการเข้าถึง การศึกษาที่มีคุณภาพ ทำให้ขาดคุณภาพชีวิตที่ดีและสูญเสียโอกาสในด้านต่างๆ

    “ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ประเทศไทย มีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ทั้งด้านรายได้และสังคม โดยเฉพาะหลังวิกฤติโควิด-19 ประชาชนมีรายได้ลดลง หนี้ครัวเรือนต่ออัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) สูงขึ้นกว่า 90% ขณะที่บางคนตกงานทําให้ขาดรายได้ ซึ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น”

    กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบมากขึ้น จึงเป็นโจทย์ยากของผู้ว่าฯที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาในเชิงพื้นฐาน ประกอบด้วย 1.การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา เช่น จัดสรรที่อยู่อาศัยเพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด ปัญหาคนไร้บ้าน 2.สร้างโอกาสการหารายได้ เช่น การฝึกอาชีพ จัดสรรพื้นที่ค้าขายให้กับหาบเร่แผงลอยเพื่อให้มีรายได้อย่างยั่งยืน

    3. ส่งเสริมการเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเท่าเทียม เช่น สิทธิการรักษาพยาบาล กำหนดราคาค่าโดยสารขนส่งสาธารณะให้เป็นราคาที่เหมาะสมกับคนทุกกลุ่ม ตลอดจนการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐสำหรับคนที่ไม่รู้เทคโนโลยีไม่มีอินเตอร์เน็ต 4.ส่งเสริมการเข้าถึงประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คนยากจนอย่างเพียงพอและทั่วถึง

    ส่วนการช่วยเหลือภาคธุรกิจในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ควรมีบทบาทสำคัญในการให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งการแก้ไขปัญหาหนี้เดิม การเติมสภาพคล่องใหม่ผ่านสินเชื่อฟื้นฟูของสถาบันการเงินของรัฐ และการให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้กับเอสเอ็มอีให้กลับมาเดินหน้าธุรกิจได้อีกครั้ง

    “ขอฝากการบ้านในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ผู้ว่าฯคนใหม่ต้องให้ความสำคัญใน 3 เรื่องให้แก่ 1.Go Digital หรือการนำดิจิทัลเข้ามาช่วยในการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจ 2.Go Innovation คือส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงนวัตกรรมและงานวิจัยมากขึ้น ผ่านกองทุนนวัตกรรมและโครงการด้านนวัตกรรม 3.Go Global คือ การสร้างและขยายโอกาสในตลาดต่างประเทศ”.

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    “ชัชชาติ” ลุยตรวจเข้ม! โรงเรียน กทม.ต้องปลอดกัญชา-กัญชง
    07:33

    “ชัชชาติ” ลุยตรวจเข้ม! โรงเรียน กทม.ต้องปลอดกัญชา-กัญชง

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน 2565 เวลา 14:49 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์