ซาอุฟื้นสัมพันธ์ไทย ดันส่งออกเติบโต แนะเร่งทำ FTA ก่อนชาติอื่นในอาเซียน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ซาอุฟื้นสัมพันธ์ไทย ดันส่งออกเติบโต แนะเร่งทำ FTA ก่อนชาติอื่นในอาเซียน

Date Time: 4 ก.พ. 2565 17:00 น.

Video

สวยอย่างเดียวไม่พอ เพราะ "เสน่ห์ที่แพงที่สุด" คือการมีเงินของตัวเอง l Money Secret EP.19

Summary

จับตาซาอุดีอาระเบียฟื้นสัมพันธ์ไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดดันส่งออกโตเพิ่ม แนะต้องเร่งทำ FTA ก่อนชาติอื่นในอาเซียน โดยเพราะคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย

Latest


จับตาซาอุดีอาระเบียฟื้นสัมพันธ์ไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดดันส่งออกโตเพิ่ม แนะต้องเร่งทำ FTA ก่อนชาติอื่นในอาเซียน โดยเพราะคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย

การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียครั้งแรกในรอบ 30 ปี ทำให้หลังจากนี้คงจะได้เห็นการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างกันในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันในปี 2564 ที่ผ่านมา ไทยมีมูลค่าการค้ากับซาอุดีอาระเบียรวมเพียง 7,301 ล้านดอลลาร์ฯ

ส่วนใหญ่ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและเคมีภัณฑ์สูงถึง 5,662 ล้านดอลลาร์ฯ แต่การส่งออกสินค้าที่สร้างรายได้กลับมีเพียง 1,638 ล้านดอลลาร์ฯ คิดเป็นเพียงร้อยละ 0.6 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การกระชับความสัมพันธ์ในครั้งนี้สร้างโอกาสใหม่ให้แก่สินค้าและธุรกิจไทยในระยะต่อไป ขณะเดียวกันก็มีประเด็นด้านการแข่งขันที่ไทยกำลังถูกไล่ตามมาจากคู่แข่งเวียดนามและอินโดนีเซียในตลาดซาอุดีอาระเบียอย่างน่าจับตา

โดยสินค้าไทยตอบโจทย์ความต้องการของซาอุดีอาระเบียได้โดดเด่นที่สุดในอาเซียน ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันเป็นหลัก แม้จะร่ำรวยแต่ก็มีข้อจำกัดด้านการผลิตจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศจำนวนมากถึงปีละ 1.3 แสนล้านดอลลาร์ฯ

โดยมีจีนเป็นแหล่งนำเข้าหลักถึงร้อยละ 20 ของการนำเข้าของซาอุดีอาระเบีย ตามมาด้วยสหรัฐฯ (ร้อยละ 10) สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ร้อยละ 7) โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าลำดับที่ 12 ที่ซาอุดีอาระเบียนำเข้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.7 ของการนำเข้าทั้งหมด และไทยมีความโดดเด่นที่สุดในอาเซียนตามมาด้วยอินโดนีเซีย สิงคโปร์และเวียดนาม ตามลำดับ

หากเทียบกันแล้วในบรรดาสินค้าสำคัญที่ซาอุดีอาระเบียต้องการนำเข้า 30 ลำดับแรก ที่คิดเป็นร้อยละ 44 ของการนำเข้าทั้งหมดของซาอุดีอาระเบีย ในเวลานี้สินค้าไทยสามารถตอบสนองความต้องการของชาวซาอุดีอาระเบียได้อย่างหลากหลายเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

อาทิ รถยนต์นั่ง ชิ้นส่วนสมาร์ทโฟน เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ HDDs ข้าว โทรทัศน์ ยางล้อรถยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รถกระบะ อาหารแปรรูป อีกทั้งสินค้าดังกล่าวของไทยยังสามารถทำตลาดได้ค่อนข้างโดดเด่น ยกเว้นสมาร์ทโฟน ยานยนต์ และยางล้อ ที่เริ่มมีสัญญาณการแข่งขันมากขึ้นจากคู่แข่งของไทย ทั้งอินโดนีเซียและเวียดนาม

ในบรรดาสินค้าที่ซาอุดีอาระเบียต้องการหากไม่รวมสินค้าอุตสาหกรรม นับว่าสินค้าอาหารมีนัยสำคัญต่อไทย ข้าว เป็นอาหารที่ซาอุดีอาระเบียต้องการนำเข้ามากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยส่วนใหญ่นำเข้าข้าวบาสมาติของอินเดียเป็นหลักถึงร้อยละ 78 ทำให้ข้าวไทยตอบโจทย์เพียงเล็กน้อย (ร้อยละ 1.7) รวมถึงเวียดนามเอง (ร้อยละ 1.5) ก็ยากจะแข่งขัน

ทั้งนี้ อาหารทะเลกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง ผลไม้แห้ง เป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการทำตลาดได้ค่อนข้างสูง โดยครองตลาดได้ร้อยละ 54 ร้อยละ 36 และร้อยละ 25 ตามลำดับ จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาต่อยอดขยาดตลาดได้อีกในอนาคต

สำหรับสินค้าอื่นๆ ที่ซาอุดีอาระเบียต้องการบริโภค และเป็นโอกาสในอนาคตหากไทยทำได้ ได้แก่ ข้าว เนื้อ สัตว์ปีก นม อาหารแปรรูป ชีส ขนมปัง ข้าวโพด บาร์เลย์ น้ำตาล ผลไม้ กาแฟ สินค้าจากคู่แข่งอินโดนีเซียหลายรายการเริ่มแข่งขันกับไทยในช่วงที่ผ่านมา อาทิ รถยนต์นั่ง ผลิตภัณฑ์ยาง (ซาอุดีอาระเบียพึ่งการนำเข้าจากอินโดนีเซียร้อยละ 4.8 และร้อยละ 3.8 ตามลำดับ)

โดยเฉพาะอาหารทะเลแปรรูปซาอุดีอาระเบียนำเข้าจากอินโดนีเซียถึงร้อยละ 30 รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ซึ่งสินค้าอินโดนีเซียเป็นประเทศมุสลิมมีความน่าเชื่อถือในด้านการผลิตสินค้าอาหารที่ยึดหลักปฏิบัติตามหลักชารีอะห์จึงมีความได้เปรียบที่ท้าทายการผลิตสินค้าอาหารของไทยในการทำตลาดซาอุดีอาระเบีย

สำหรับเวียดนามในเวลานี้มีสินค้าต่างกับไทย โดยส่วนใหญ่ทำตลาดในกลุ่มสมาร์ทโฟน เสื้อผ้า รองเท้าเป็นหลัก แต่อาจต้องเฝ้าระวังสินค้าข้าวที่อาจมาแข่งกับข้าวไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันของไทยกับคู่แข่งในขณะนี้ล้วนอยู่ในสถานะเท่าเทียมกัน โดยต้องเสียภาษีนำเข้าที่เฉลี่ยร้อยละ 5.6 (MFN rate) ประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษทางการค้ากับซาอุดีอาระเบียมีจำกัดอย่างมาก เนื่องจากซาอุดีอาระเบียแม้มีการค้าขายกับทั่วโลก แต่ก็เป็นประเทศที่ค่อนข้างปิด มีการจัดทำความตกลง FTA กับภายในภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือเป็นหลัก

อาทิ กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) และ Pan-Arab Free Trade Area (PAFTA) ซึ่งในปัจจุบันมีเพียงสิงคโปร์ที่นำหน้าประเทศอื่นในโลก ด้วยการมีความตกลงกับกลุ่ม GCC ก่อนใคร ระหว่างนี้ก็มีอีกหลายประเทศที่กำลังเจรจาความตกลงอยู่ อาทิ เกาหลีใต้ จีน อังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดอันดับ 2 ของไทยในตะวันออกกลางรองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งในแง่การเป็นตลาดนับว่าน่ามีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ด้วยความที่เป็นตลาดร่ำรวยมีรายได้ต่อหัวสูงที่ราว 20,000 ดอลลาร์ฯ ต่อคนต่อปี น้อยกว่า UAE ครึ่งหนึ่ง แต่มีประชากร 30 ล้านคน มากกว่า UAE ถึงกว่า 3 เท่าตัว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2565 นี้ด้วยแรงฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการปรับเพิ่มของราคาพลังงานช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นกำลังซื้อในประเทศอานิสงส์โดยรวมให้การส่งออกของไทยไปซาอุดีอาระเบียในปี 2565 กลับมาสู่ภาวะใกล้เคียงปกติก่อนโควิด-19 โดยมีโอกาสเติบโตร้อยละ 15 แตะมูลค่าการส่งออกราว 1,900 ล้านดอลลาร์ฯ

อีกทั้งในระยะต่อไปสัญญาณบวกจากการฟื้นความสัมพันธ์กับไทยน่าจะกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การทำธุรกิจและการท่องเที่ยวระหว่างกันโน้มนำให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักทำตลาดได้ตามมา มีความเป็นไปได้ว่าจะทำการส่งออกไทยไปซาอุดีอาระเบียเร่งตัวอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ฯ ในเวลา 3 ปี แตะมูลค่า 2,600 ล้านดอลลาร์ฯ ขยับขึ้นเป็นคู่ค้าของไทยที่มีขนาดเทียบเคียงกับตลาดอังกฤษ

ทั้งนี้ ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญมาจากสินค้าอาหารฮาลาล (อาหารทะเลแปรรูป ข้าว เครื่องปรุงรส) ยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ เรื่องใช้ไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันการส่งออกของไทยให้เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพส่วนหนึ่งคงต้องอาศัยแรงผลักดันของภาครัฐ ซึ่งในขณะนี้ด้วยความที่ภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างปิด และยังไม่มีการจัดทำ FTA กับต่างชาติมากนัก

หากอาศัยจังหวะที่รัฐบาลไทยและซาอุดีอาระเบียเริ่มสานสัมพันธ์ครั้งใหม่ต่อยอดเจรจาจัดทำ FTA ระหว่างกันได้ก่อนชาติอื่นในอาเซียน โดยอาจเจรจาโดยใช้รูปแบบเดียวกับสิงคโปร์ผ่านความตกลง GCC ก็จะช่วยสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยได้มีโอกาสเข้าทำตลาดได้มากขึ้น.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ