ความสามารถในการแข่งขันของรัฐ

ข่าว

    ความสามารถในการแข่งขันของรัฐ

    หมัดเหล็ก

      26 พ.ย. 2564 05:44 น.

      แผนยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาเพื่อนำประเทศเข้าสู่การแข่งขัน จะต้องทำได้จริงและมีการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เห็นผลด้วย ทั่วโลกกำลังหันกลับมาทบทวน ระหว่าง ระบบสังคมนิยม กับ ระบบทุนนิยม อะไรมีข้อดีข้อเสียมากกว่ากัน

      ที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยที่เรียกว่า อาหรับสปริง เริ่มจากความไม่พอใจระบบทุนนิยมที่เอาเงินต่อเงินในตลาดทุน ขณะที่เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากขึ้นทุกที

      จีน ที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ และระบบสังคมนิยมมาโดยตลอด จุดหนึ่งเริ่มคิดว่า ระบบสังคมนิยม ขัดขวางในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นำไปสู่ปัญหาความยากจนของคนในประเทศที่ต้องอยู่ด้วยความยากลำบาก จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นความยากจนที่มากขึ้นทำให้จีนในยุคหนึ่งยอมให้ ระบบทุนนิยม เข้ามามีส่วนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีเงินทุนไหลเข้าประเทศมากมาย มีการสร้างงานทั้งประเทศ อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่มุ่งไปที่จีนเนื่องจากมีแรงงานเหลือเฟือ และราคาถูกมากกว่าที่อื่น

      สิ่งที่ จีน ไม่เคยปล่อยมือก็คือ สามารถที่จะควบคุมได้ และเน้นเรื่องของ เทคโนโลยี มากกว่ารายได้ จากการก๊อบปี้สินค้าแบรนด์ออกจำหน่าย จนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง เศรษฐกิจของจีนโตชนิดก้าวกระโดดยิ่งกว่ามีวิชาตัวเบา จนถึงวันหนึ่งจีนถึงจุดอิ่มตัว หันกลับมาทบทวนว่า ควรจะชะลอเศรษฐกิจระบบทุนนิยมไว้ดีหรือไม่ ก่อนที่จะเกิดฟองสบู่จากสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ

      จีน เข้าไปควบคุมการเติบโตของสินค้าออนไลน์ทันที อาลีบาบา รวมทั้ง แจ๊ค หม่า ต้องลดบทบาทตัวเองลงมาตามนโยบายของรัฐ นี่คือวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการเข้าสู่การแข่งขัน

      เกาหลีใต้ ที่สร้าง แบรนด์ซัมซุง จนเป็นสินค้าของชาติแทนการขายโสมเกาหลีซ้ำซาก จีน มี แบรนด์หัวเว่ย ตีตลาดไปทั่วโลกและมีการพัฒนาเทคโนโลยีจนล้ำอนาคต กลายเป็นที่หวาดระแวงว่าจะใช้ล้วงความลับประเทศต่างๆ ถึงขนาดเป็นเรื่องเป็นราว ระหว่างสหรัฐฯกับจีน ในขณะที่แบรนด์ ไอโฟน ก็ยังมีแหล่งผลิตใหญ่ที่จีนอยู่ดี

      แล้วบ้านเรามีอะไรเป็นของตัวเองบ้าง

      การแถลงข่าวของ เทเลนอร์ บริษัทแม่ของดีแทค ที่มีการเจรจากับ ซีพี เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เป็นบริษัทแม่ของ กลุ่มทรู ที่จะควบรวมธุรกิจโทรคมนาคมในไทยของทั้ง 2 บริษัทเอาไว้ด้วยกัน

      ดีแทค มีลูกค้าอยู่ประมาณ 19 ล้านราย คาดว่าจะมีกำไรในการประกอบธุรกิจหลักพันล้าน ทรู มีลูกค้าประมาณ 32 ล้านราย แต่ผลประกอบการติดลบนับพันล้านเช่นกัน ส่วน เอไอเอส มีลูกค้าอยู่ประมาณ 43 ล้านราย ผลประกอบการยังมีกำไร แต่เมื่อรวมลูกค้าของ ทรูกับดีแทค แล้วจะมากกว่า 50 ล้านรายทันที โอเปอเรเตอร์มือถือในไทยจะเหลือแค่ 2 แบรนด์คือ ทรูกับเอไอเอส เกือบจะผูกขาดธุรกิจด้านนี้ทั้งประเทศอยู่แล้ว

      หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านโทรคมนาคมก็คือ กสทช. รายได้หลักมาจากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวกับโทรคมนาคม อาทิ กระทรวงดิจิทัลฯ กสท. หรือ ทศท. นับวันจะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อการเมืองและเศรษฐกิจ วิสัยทัศน์ของผู้นำสำคัญที่สุด.

      หมัดเหล็ก
      mudlek@thairath.co.th

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        แผนยุทธศาสตร์แผนยุทธศาสตร์ชาติสังคมนิยมทุนนิยมผูกขาดธุรกิจหมัดเหล็กคาบลูกคาบดอก

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        Trendvg3 logo
        Sonp logo
        inet logo
        วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2564 เวลา 05:52 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์