ไทยแลนด์ Growth Story (2)

ข่าว

    ไทยแลนด์ Growth Story (2)

    ลม เปลี่ยนทิศ

      23 พ.ย. 2564 05:33 น.

      มาอ่าน “ไทยแลนด์ Growth Story” จากปาฐกถาของดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ในโอกาสครบรอบ “40 ปีวารสารการเงินธนาคาร” กันต่อนะครับ ตอน (1) จบลงที่ เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยในรอบ 40 ปียังอยู่ในอุตสาหกรรมโลกเก่า

      “ดังนั้น หากไม่เร่งยกระดับเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ เราอาจเห็นเศรษฐกิจไทยโตในอัตราที่ชะลอลงเรื่อยๆ ลองคิดง่ายๆว่า จีดีพีหรือผลผลิตโดยรวมของประเทศมาจากอะไร ก็มาจากจำนวนแรงงานที่เรามี คูณด้วยผลผลิตของแรงงานนั้นๆ

      ถ้าเราดูอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ จะมาจากอัตราการเติบโตของแรงงานที่เรามี บวกกับอัตราการเติบโตของผลผลิตของแรงงานนั้น หรือที่เรียกว่า labor productivity ในช่วงที่ผ่านมา labor productivity โตปีละประมาณ 4% แต่ถ้ามองไปใน 10-20 ปีข้างหน้า จำนวนแรงงานของไทยจะลดลงมาเป็นปีละ -1% หากเราไม่ปรับในเรื่องประสิทธิภาพแรงงานให้เพิ่มขึ้น ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะเหลือเพียงปีละ 3% คือ -1% บวก 4% และแนวโน้มมองไปข้างหน้า ถ้าไม่มีการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานต่างๆ ขณะที่สังคมเข้าสู่สังคมสูงวัยไปเรื่อยๆ ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย จะยิ่งชะลอตัวลงจากจำนวนแรงงานที่หดตัวมากขึ้น

      คำถามคือ ถ้าเราไม่อยากเห็นภาพเช่นนี้ อยากจะรักษาศักยภาพการเติบโตของเรา เราจะต้องทำอะไร เราจะต้องโตอย่างไร โตแบบใคร เราจะโตแบบเวียดนามได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะ เวียดนามมีประชากรเกือบ 100 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยราว 30 ปี ขณะที่ ไทยมีประชากรไม่ถึง 70 ล้านคน และมีอายุเฉลี่ยเกือบ 40 ปี รวมถึง ค่าแรงของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 200 บาทต่อวัน เทียบกับไทยกว่า 300 บาทต่อวัน เวียดนามยังมีความเชื่อมโยงทางการค้าผ่าน FTA กับเกือบทุกคู่ค้าสำคัญ

      ถ้าจะโตแบบ “เกาหลีใต้” ก็ยังไม่ได้ เพราะ เกาหลีใต้เน้นการเติบโตด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี และ Creative Economy (เศรษฐกิจสร้างสรรค์) จากการส่งออกวัฒนธรรมไปทั่วโลก ทั้ง อาหาร และ การแต่งกาย ผ่านสื่อบันเทิงต่างๆ เทียบกับไทย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยียังเกิดขึ้นไม่เร็วนัก Global Innovation Index ของเกาหลีใต้อยู่ที่อันดับ 5 ขณะที่ไทยอยู่ที่อันดับ 43

      แล้วสุดท้ายเราจะโตแบบไหน Growth Story ของเราจะเป็นแบบไหน คำตอบคือ เราคงต้องโตแบบไทย เน้นด้านที่ไทยมีศักยภาพในการต่อยอด โดยเอาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์มาเป็นจุดแข็ง ไทยมีความพร้อมทางด้าน “ทุนวัฒนธรรม” ที่สะสมอยู่มาก และมีความหลากหลายสูง ทั้ง อาหาร แหล่งท่องเที่ยว และ ศิลปหัตถกรรม ซึ่ง สามารถนำมาต่อยอด เพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ บางเรื่องอาจดูจากประสบการณ์ต่างประเทศได้

      ในภาพรวม ต้องปรับให้สอดคล้องกับกระแสใหม่อย่างทันการณ์ ซึ่งในระยะข้างหน้าจะมี อย่างน้อย 2 กระแสที่เข้ามากระทบการวาง Growth Story ของเรา อย่างแรกคือ กระแสดิจิทัล ที่จะเข้ามาเปลี่ยนการใช้ชีวิตของประชาชนและการดำเนินธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ส่วนอีกกระแสหนึ่งคือ Sustainability โดยเฉพาะเรื่อง สิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลเร็วและแรงกว่าคาด ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากนโยบายต่างๆของประเทศพัฒนาแล้ว ในการบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน

      ที่สำคัญ Growth Story ข้างหน้า จะต้องเน้นการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม หรือ Inclusive Growth เพื่อให้ เศรษฐกิจมีความทนทานต่อความท้าทายต่างๆได้มากขึ้น ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพใน 2 sector ที่จะรวมกระแสดิจิทัลและ Sustainability ได้ชัดเจนขึ้น...”

      กำลังจะเข้าไคลแม็กซ์พอดี เนื้อที่หมดเสียก่อน ต่อกันวันพรุ่งนี้นะครับ ผมนำมาลงให้อ่านเต็มๆเพราะเป็นปาฐกถาที่สามารถนำมาวางแผนเศรษฐกิจชาติและธุรกิจได้จริงๆ.

      “ลม เปลี่ยนทิศ”

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        วิดีโอแนะนำ

        มือมีด สุดเหิมเกริมจอดดักรอ ก่อนขี่สะกดรอยตาม จี้ชิงทรัพย์เด็กหน้าโรงเรียน
        04:03

        มือมีด สุดเหิมเกริมจอดดักรอ ก่อนขี่สะกดรอยตาม จี้ชิงทรัพย์เด็กหน้าโรงเรียน

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        เศรษฐกิจไทยจีดีพีแรงงานแรงงานไทยFTAปาฐกถาหมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศ

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        วันเสาร์ที่ 22 มกราคม 2565 เวลา 21:03 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์