ไลฟ์สไตล์
100 year

“กรณ์ จาติกวณิช” เสนอสูตรสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ฟื้นเศรษฐกิจ รัฐต้องใช้ยาแรง

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
17 พ.ค. 2564 05:07 น.
SHARE

นับเป็นนักการเมืองระดับแถวหน้าของประเทศอีกคน กล้านำทัพทำการเมืองแนวใหม่ ร่วมเปลี่ยนประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองติดหล่มขัดแย้งทางความคิด

“เราตัดสินใจรวมตัวกัน สร้างทางเลือก สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ” นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยย้ำถึงการไม่ได้ฝักใฝ่ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ข่าวแนะนำ

มุ่งยืนอยู่บนข้อเท็จจริงว่าทำอย่างไรถึงเป็นทางเลือกของประเทศ ทำอย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด ต้องการเห็นการเมืองเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดี

อะไรที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ซึ่งเราคิดว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ก็ลงมือทำ ประเด็นไหนรัฐบาลทำได้ดีกว่าก็ไม่เคยกลัว พูดอย่างตรงไปตรงมา ประเด็นไหนไม่เห็นด้วยก็กล้าแสดงออก

ที่สำคัญภาระหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันหาแนวทางให้บ้านเมืองหลังยุค “รัฐบาลลุงตู่

บนเป้าหมายหลักทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี

วันนี้เริ่มนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง พรรคกล้ามีนโยบายด้านไหนเป็นจุดขายเพื่อเปลี่ยนประเทศ นายกรณ์ บอกว่า เป้าหมายหลัการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เน้นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหานี้ได้ เรื่องอื่นๆก็ตามมา เรื่องนี้ถนัดที่สุด ประชาชนต้องการที่สุด ถูกเวลาสำหรับเราที่จะนำเสนอแนวความคิดในนโยบายด้านนี้

อย่างภาคการเกษตร พรรคกล้ามองเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมากที่สุด เพราะเป็นแหล่งรายได้หลักของคนไทยส่วนใหญ่ โจทย์สำคัญทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ก่อนขยับเป้าหมายให้สูงขึ้นไปอีก เรามีคำตอบ โดยเน้นการเสริมทักษะหรือโอกาสในการเข้าถึงตลาด ยังไม่นับรวมกระบวนการผลิต และปัจจัยอื่นๆอีก

นโยบายระดับประเทศ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การสร้างอาชีพที่ดีให้ประชาชน

เกิดจากการศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริง ทดสอบข้อเท็จจริงนั้นโดยลงพื้นที่

แล้วถูกออกแบบโดยบุคลากรของพรรค ซึ่งมาจากหลายสาขาอาชีพ ส่วนใหญ่ล้วนมีประสบการณ์การสร้างเนื้อสร้างตัว หรือทำอาชีพบางอย่าง เน้นคนมีฝีมือ มีประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานสาธารณะ และยังต้องการคนมีฝีมือเข้ามาเสริมทัพอีก

โดยมีสมมติฐานที่ตั้งไว้ การเลือกตั้งอาจมาเร็วกว่าที่คิด เร็วที่สุดอาจเกิดขึ้นปลายปี 64 เราก็มั่นใจว่ารัฐบาลต้องอยู่รับผิดชอบบริหารจัดการฉีดวัคซีน และผ่านงบประมาณปี 65 ให้เรียบร้อย

นับจากนั้นโอกาสตัดสินใจเลือกตั้งใหม่ก็มี หรืออาจอยู่ครบเทอมก็ได้

ในฐานะนักการเมืองต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุดในทุกสถานการณ์

นโยบายการคลังที่รัฐบาลออกมา นับจากนี้ไปควรเน้นด้านไหนเป็นพิเศษ เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจหรือประคองเศรษฐกิจของประเทศ นายกรณ์ บอกว่า ที่ผ่านมายอมรับหลายมาตรการรัฐบาลทำได้ดี ทั้งแนวคิดออก พ.ร.ก.เงินกู้ มาตรการคนละครึ่ง ถือว่าสุดยอดในจังหวะที่ออกมาช่วงแรก

พอเวลาผ่านไปมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว นโยบายหนึ่งใช้ได้ดีในยุคหนึ่ง แล้วจะใช้ได้ดีตลอดไป พอสถานการณ์เปลี่ยน การจัดลำดับความสำคัญการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบควรเปลี่ยนไปด้วย

ไม่ใช่เลือกใช้นโยบายกึ่งประชานิยมเหวี่ยงแหแจกทุกคน

มันไม่ได้ผลเหมือนเดิม ไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจไปรอด

ต้องมีมาตรการเฉพาะเจาะจงสำหรับร้านอาหาร 2.3 แสนร้านทั่วไทย เฉลี่ยมีพนักงานร้านละ 5 คน รวมนับล้านชีวิต ยังไม่นับประชาชนอีกหลายล้านที่หากินทางอ้อมกับร้านอาหาร ทั้งขายผัก ขายไก่ ซึ่งสูญเสียโอกาส

ฉะนั้นรัฐบาลต้องมีนโยบายช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อม เพื่อต่อสายป่านให้เขา ช่วยอีกไม่กี่เดือนร้านก็เปิดให้บริการได้ในเดือน ก.ย.64 ถ้ารัฐบาลบริหารจัดการวัคซีนตามที่วางเอาไว้

เช่นเดียวกับการทำงบประมาณฯปี 65 รัฐบาลปรับลดวงเงินลง เดิม 3.3 ล้านล้านบาท เหลือ 3.1 ล้านล้านบาท มันส่งสัญญาณที่อาจไม่ถูกต้อง ในจังหวะภาคประชาชนและภาคเอกชนที่จะต้องหวังพึ่งรัฐบาล นโยบายการคลังยังสำคัญ ยังเป็นภาระสำคัญของรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับจะใช้เงินลดลง

คงคิดในกรอบแบบเดิมมากเกินไป เช่น กังวลหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเกือบ 60% รายได้ภาษีประมาณการจะลดลง ฉะนั้นควรรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยลดค่าใช้จ่ายลง เป็นสูตรวิธีคิดไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัจจุบันสถานการณ์เครื่องยนต์เศรษฐกิจต่างๆยังจุดไม่ติด

รัฐบาลควรมีภาระหน้าที่อัดฉีดเงินลงไป

การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่เพื่อฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจไทยได้อย่างไร หลังทีมแพทย์วางยุทธศาสตร์การฉีดวัคซีนและรัฐบาลประกาศการฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ นายกรณ์ บอกว่า วันนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการฉีดวัคซีนให้คนไทย เราจะกลับไปมีชีวิตเป็นปกติ ประชากรอย่างน้อย 60% ต้องได้รับการฉีด

ดูได้จากข้อเท็จจริงและผลการฉีด ทั้งในสหรัฐอเมริกา ฉีดไปแล้วกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร ในอังกฤษฉีดไปแล้ว 3 ใน 4 ของจำนวนประชากร ซึ่งอย่างน้อยได้รับการฉีด 1 เข็ม

เห็นชัดเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นทั้ง 2 ประเทศ มีอัตราการขยายตัวสูงจนห่วงปัญหาเงินเฟ้อ

นับเป็นตัวอย่างให้เห็น ชีวิตประชาชนดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฉีดวัคซีน ขอย้ำว่าการฉีดวัคซีนเป็นเรื่องสำคัญ มีอยู่ 3 เงื่อนไข 1.วัคซีนต้องมา 2.รณรงค์ให้ประชาชนเตรียมรับวัคซีน และ 3.ระบบการฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพ

ข้อแรกคงไม่มีปัญหา น่าจะได้ถึง 100 ล้านโดสตามเป้าหมาย ส่วนเงื่อนไขต่อมาต้องบอกว่าล้มเหลวจากตัวเลขขึ้นทะเบียนระบบหมอพร้อมของกลุ่มเป้าหมาย จากประสบการณ์พยายามขึ้นทะเบียนให้สมาชิกในครอบครัวพบว่า ตัวระบบมีปัญหา สะท้อนให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีของรัฐ

ไม่เข้าใจการรับบริการจากรัฐบาลแต่ละครั้ง ทำไมหน่วยงานราชการให้ประชาชนขึ้นทะเบียนใหม่ทุกครั้ง ล่าสุดกระทรวงแรงงานก็เปิดให้ผู้ประกันตนขึ้นทะเบียนรับฉีดวัคซีน ถึงเวลาพัฒนาไปถึงจุดระบบเดียวเชื่อมได้หมด

โควิดมาชี้ให้เห็นว่าต้องปฏิรูประบบราชการให้เป็นอี-กอฟเวอร์เมนต์

เพื่อความสะดวก โปร่งใสในการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

การลงทะเบียนทำได้จริง ขอยกตัวอย่างจังหวัดภูเก็ตและลำปาง ภูเก็ตฉีดวัคซีนไป 1 แสนคน ขึ้นทะเบียนรอวัคซีนอีกกว่า 1 แสนคน รัฐบาลให้คำมั่นสัญญาภายในสิ้นเดือน เม.ย. จะมีวัคซีนอีก 1 แสนโดส ฉีดประชากรภูเก็ตให้ถึง 70% เตรียมเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว ปรากฎว่าลอตนี้ยังไม่มา

วันเวลาที่ผ่านไปคือโอกาสการทำมาหากินของชาวภูเก็ตที่สูญเสียไปและโอกาสของประเทศที่สูญเสียไป

ฉะนั้นวัคซีนมาเป็นเรื่องหนึ่ง ระบบการเข้าถึงวัคซีนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ส่วนที่ลำปาง ผวจ.ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร บริหารจัดการกลุ่มเป้าหมาย 2.2 แสนคน ขึ้นทะเบียนหมอพร้อมครบ 100% แต่หลายจังหวัดมีแค่หลักพัน การบริหารจัดการมันทำได้ แต่เกือบทุกจังหวัดไม่ทำ รวมถึงกรุงเทพฯด้วย

เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องขันนอต

เพราะโครงสร้างราชการมีสภาพรวมศูนย์สูงมาก ในอนาคตต้องมาคิดถึงการกระจายอำนาจลงไปในแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัด ให้บริหารจัดการเรื่องนี้แบบนี้ได้ด้วยตัวเอง จะมีประสิทธิภาพมากกว่าเยอะ

การขึ้นทะเบียนยังมีปัญหามาก คำถามคือวัคซีน 6 ล้านโดส มาเดือน มิ.ย. จะมีประชาชนพร้อมรับวัคซีนถึง 6 ล้านโดสหรือไม่ ถ้าไม่ แสดงว่าการฉีดจะล่าช้า เดือน ก.ค.มาอีก 10 ล้านโดส เดือน ส.ค.มาอีก 10 ล้านโดส ระบบราชการจะรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัว รับรู้โอกาส รับวัคซีนได้ทันต่อสถานการณ์หรือไม่

ตรงนี้เป็นตัวชี้วัดว่าเราจะกลับไปมีชีวิตที่เป็นปกติได้เมื่อไหร่

สมมติวัคซีนมา เตรียมคนพร้อมรับวัคซีน เหลือเงื่อนไขที่ 3 ระบบฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพให้กับประชาชนได้หรือไม่ วันนี้ทำได้หรือไม่ฉีดเดือนละ 10 ล้านโดสตลอด 6 เดือน ฉีดทั่วประเทศวันละ 3 แสนโดส

อย่างภูเก็ต ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนร่วมมือกันฉีดได้วันละ 1 หมื่นโดส ถ้า 76 จังหวัดทำเช่นนี้เท่ากับฉีดได้วันละ 7.6 แสนโดส ยังไม่นับรวมกรุงเทพฯน่าจะฉีดได้มากกว่านั้น

วันนี้รัฐบาลไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่น ทำเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพ หากทำได้จริงเดือน ก.ย.ก็เริ่มเห็นบรรยากาศการใช้ชีวิต การค้า การขาย การลงทุนที่เริ่มจะดีขึ้น

ถ้าทำได้ย่อมคืนชีวิตให้คนไทย ฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจของประเทศ

ถ้าทำไม่ได้ก็มืดมนต่อไป ปัญหาคุณภาพชีวิตคนไทยย่อมหนักมากขึ้น.

ทีมการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19กรณ์ จาติกวณิชหัวหน้าพรรคกล้าพรรคกล้านโยบายพรรคเลือกตั้งวัคซีนโควิดฟื้นฟูเศรษฐกิจวิเคราะห์การเมืองทีมการเมือง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 เวลา 18:01 น.