อีอีซีไร้ปัญหาน้ำไม่พอใช้ ชลประทานจัดแสนล้านลุย 5 โครงการ

ข่าว

    อีอีซีไร้ปัญหาน้ำไม่พอใช้ ชลประทานจัดแสนล้านลุย 5 โครงการ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    21 มิ.ย. 2564 05:55 น.

    กรมชลประทานเตรียมผุด 5 โครงการยักษ์ งบเฉียดแสนล้านรองรับอีอีซี เล็งเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล สร้างอ่างเก็บน้ำน้ำยวม รองรับการเติบโตของอีอีซีในอนาคต ห่วงอีก 10 ปีข้างหน้า “อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว-เกษตร” บูม เกิดปัญหาน้ำไม่พอใช้

    นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564-2574) รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคเกษตรกรรม ที่อาจจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้น จากคาดการณ์แนวโน้มความต้องการน้ำในเขตอีอีซี ในปี 2574 คาดจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 358 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เป็น 1,412 ล้าน ลบ.ม. จากปี 2564 มีความต้องการใช้น้ำ 1,054 ล้าน ลบ.ม.

    ทั้งนี้ กรมชลประทานได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนรองรับการความต้องการน้ำที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและป้องกันการขาดแคลนน้ำทั้งในการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ มีแนวทางการดำเนินการดังนี้ ในลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ดำเนินการเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปีละ 140 ล้าน ลบ.ม. มีแผนงานก่อสร้างในปี 2567-2570 และโครงการผันน้ำคลองวัง–โตนด-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีกปีละ 70 ล้าน ลบ.ม.

    ในพื้นที่ จ.ระยอง ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้อีกปีละ 50 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินงานปี 2566-2567 ภายใต้งบประมาณ 810 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบแล้วเสร็จ พร้อมดำเนินการ ส่วนพื้นที่ จ.ชลบุรี ได้ดำเนินโครงการผันน้ำจากอ่างฯประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำบางพระ ปีละ 80 ล้าน ลบ.ม. รองรับความต้องการน้ำในการอุปโภค-บริโภค การอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวในอนาคต ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี 2566-2569) ภายใต้งบประมาณ 9,500 ล้านบาท ปัจจุบันออกแบบและทบทวนแบบเดิมแล้วเสร็จ และดำเนินกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งขออนุญาตใช้พื้นที่จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว

    นายประพิศยังกล่าวต่อว่า นอกจากการพัฒนาโครงการในพื้นที่อีอีซี เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคต กรมชลประทานมองเห็นศักยภาพของเขื่อนภูมิพล ที่ขณะนี้มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 5,626 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณเก็บกักที่ 9,662 ล้าน ลบ.ม. จึงทำให้มีช่องว่างเหลือเก็บกักน้ำได้อีกประมาณ 4,000 ล้านลบ.ม.กรมชลประทานจึงมองว่าการเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนภูมิพลจะสามารถช่วยพื้นที่อีอีซีได้เช่นกัน

    ทั้งนี้ กรมชลประทานได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล โดยดำเนินการภายใต้งบประมาณโครงการ 71,110 ล้านบาท ซึ่งกรมชลประทานมีแผนการดำเนินโครงการ 9 ปี (2565-2573) ส่วนความคืบหน้าโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณารายงานอีไอเอ ซึ่งจะพิจารณารายงานอีไอเอ ครั้งที่ 4 ในวันที่ 2 ก.ค.2564 ขณะที่งานสำรวจ-ออกแบบแล้วเสร็จในปี 2562 และจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2566

    นอกจากนี้ จะดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำยวม ซึ่งมีความจุ 68.40 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยที่จุดบรรจบแม่น้ำเมย 2,858.10 ล้าน ลบ.ม./ปี และก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านสบเงา พร้อมอุโมงค์ส่งน้ำ จำนวน 2 ช่อง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.10 ม. และ 8.30 ม. โดยจะสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำน้ำยวมผ่านอุโมงค์ไปลงห้วยแม่งูด ที่อัตรา 182.52 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะมีปริมาณน้ำผันสูงสุดรายปี 1,795 ล้าน ลบ.ม./ปี.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    อีอีซีเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกปริมาณน้ำบริหารจัดการน้ำขาดแคลนน้ำเขื่อนภูมิพลอ่างเก็บน้ำกรมชลประทานประพิศ จันทร์มาข่าวเศรษฐกิจข่าววันนี้

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 15:42 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์