“คลัง” ตั้งกำแพงป้องกันทุจริต 4 โครงการเยียวยาพิษไวรัสร้าย 1.4 แสนล้านบาท

ข่าว

“คลัง” ตั้งกำแพงป้องกันทุจริต 4 โครงการเยียวยาพิษไวรัสร้าย 1.4 แสนล้านบาท

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

3 มิ.ย. 2564 06:15 น.

บันทึก

รัฐบาลสั่งกระทรวงการคลัง คุมเข้มป้องกันการทุจริต 4 โครงการเยียวยา 1.4 แสนล้านบาท ตั้งสายด่วนรับเรื่องแจ้งเบาะแส ขณะที่ สศค.จะใช้ระบบ OTP ยืนยันการใช้จ่ายโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ตั้งคณะทำงานมี สตช.ร่วมหากพบทำผิดยึดเงินคืน ดำเนินคดี ห้ามเข้าร่วมโครงการอื่นๆของภาครัฐ เผยเหตุที่ไม่ใช้ระบบลดหย่อนภาษีแบบช้อปดีมีคืน เพราะรัฐใช้เงินน้อยกว่า จับตาผู้ประกอบการโรงแรม ร่วมโครงการนี้ไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการช่วยเหลือ เยียวยาประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 ระลอกล่าสุด 4 โครงการ โดยใช้เงินกู้โควิด-19 วงเงิน 140,000 ล้านบาท ใน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โครงการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือพิเศษไปแล้ว ครม.ได้มีข้อสั่งการเพิ่มเติม ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ป้องกันการทุจริตในโครงการให้รัดกุมยิ่งขึ้น โดยจัดให้มีสายด่วน เพื่อรับแจ้งเบาะแสความผิดปกติในการใช้จ่ายเงิน

สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ สศค.ได้เสนอแนวทางการตรวจสอบโครงการใน 2 ระดับ ได้แก่ 1.กรมสรรพากร ตรวจสอบธุรกรรมโดยประเมินภาษีจากหลักฐานต่างๆว่าตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ ได้แก่ รายการภาษีซื้อ-ภาษีขาย รายเดือน รายงานสินค้าและวัตถุดิบสินค้าในร้านค้า ตรวจสอบจากแบบแสดงรายการรวมถึงชำระภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือน 2.กลไกตรวจสอบผ่านระบบ เช่น ระบบการเฝ้าระวังพฤติกรรมยอดใช้จ่ายต่อครั้ง หากมีมูลค่า 5,000 บาทซ้ำๆกัน การจำกัดจำนวนครั้งการขอ OTP ต่อวันต่อเบอร์โทรศัพท์ภายใต้แอปพลิเคชันถุงเงิน และกำหนดให้การคืนวงเงินสิทธิในรูปแบบอี-วอชเชอร์ทุกต้นเดือนถัดไปทำให้มีระยะเวลาในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นหากมีความผิดปกติ

ขณะที่กระทรวงการคลังก็จะจัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูล เกี่ยวกับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยมีคณะทำงานได้แก่ ที่ปรึกษาหรือรองผู้อำนวยการ สศค.ที่ได้รับมอบหมาย, ผู้แทนกรมสรรพากร, ผู้แทนกรมบัญชีกลาง,
ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ ผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ดังนั้น หากพบว่ามีการทุจริต ผู้ประกอบการร้านค้าที่มีการถูกระงับแบบชั่วคราว จะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานและหากพบมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขจริง คณะทำงานจะนำเสนอเรื่องต่อผู้อำนวยการ สศค.ระงับสิทธิผู้ประกอบการเป็นการถาวร และดำเนินการนำส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สืบสวนสอบสวนความผิดอาญาต่อไป

นอกจากนี้ สตช.จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานภายใน สตช. เพื่อดำเนินการร่วมกับตำรวจภูธรภาค และตำรวจท้องที่ร่วมกันสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง หากพบทำความผิด จะเรียกเงินคืนจากร้านค้าและผู้เกี่ยวข้องตามแต่กรณี หรือดำเนินการทางกฎหมาย และผู้ประกอบการหรือประชาชนที่ทำผิดเงื่อนไขโครงการภายใต้กระทรวงการคลัง อาจถูกพิจารณาไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นๆของกระทรวงการคลังในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในการหารือของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ได้หารือกันว่า เหตุที่ไม่ทำโครงการยิ่งใช้ ยิ่งได้เช่นเดียวกับโครงการช้อปดีมีคืน ที่ให้นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษี เนื่องจากผู้มีกำลังซื้อบางส่วน ไม่อยู่ในระบบภาษี ขณะที่การคืนเงินในลักษณะของ e-Voucher จะทำให้ผู้ได้รับสิทธินำไปซื้อสินค้าและบริการอีกครั้ง ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง 268,000 ล้านบาท โดยภาครัฐมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) และภาษีอื่นๆ รวม 28,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับเงินลงทุนโครงการ

อีกทั้งภาครัฐจะมีภาระในการสนับสนุนทางการเงินในภาพรวมต่ำกว่ามาตรการช้อปดีมีคืน ที่ประชาชนที่มีเงินได้สุทธิในขั้นสูงสุดของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะได้รับลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 35% ขณะที่โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ รัฐสนับสนุน e-Voucher แบบขั้นบันไดในอัตรา 10-15% และร้านค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการในเบื้องต้นอาจไม่รวมกับผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม เนื่องจากภาครัฐได้ออกมาตรการที่สนับสนุนภาคท่องเที่ยวจำนวนมากแล้วในขณะนี้.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเติม...

วิดีโอแนะนำ

นาทีหนุ่ม 17 ขี่ จยย. ชนท้ายสิบล้อ โดนท่อไอเสียเสียบร่างดับ
01:17

นาทีหนุ่ม 17 ขี่ จยย. ชนท้ายสิบล้อ โดนท่อไอเสียเสียบร่างดับ

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม 2565 เวลา 12:19 น.
ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์