ถามหามนุษยธรรมภาครัฐ หยุดเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

ข่าว

    ถามหามนุษยธรรมภาครัฐ หยุดเรียกคืนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      1 ก.พ. 2564 05:15 น.

      ทยแลนด์ 4.0 เป็นเหตุ! เมื่อการเชื่อมโยงระบบข้อมูลภาครัฐข้ามกระทรวง ส่งผลให้เกิดปัญหาเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ เมื่อมีการจ่ายเงินสวัสดิการจากรัฐบาลคือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุกับบำเหน็จตกทอดซ้ำซ้อนกันมานานนับ 10 ปี

      แล้วภาครัฐก็ไปสร้างความทุกข์สาหัสให้กับประชาชน ด้วยการเรียกคืนเงินจากคนชรา

      มาถึงบัดนี้ภาครัฐก็ยังไม่แสดงความชัดเจนออกมาว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ทำให้เหล่าบรรดาทนายโซเชียลออกมายุยงให้คนชราที่มีปัญหานี้รวมตัวกันฟ้องร้องภาครัฐที่เป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น

      ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำภูมิภาค (ขทร.) ได้รวบรวมกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด ส่งมาให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ช่วยตีแผ่ความเดือดร้อนและภาครัฐนั่นแหละที่ต้องเป็นผู้หาทางออกนี้ให้ได้โดยเร็ว เพราะขนาดคุณยายวัย 99 ปี ขอยอมติดคุกพร้อมปฏิเสธคืนเงิน

      กรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ต้องรีบออกมาแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จ ยกเลิกการเรียกเงินคืนจากคนชรา แม้จะขัดต่อระเบียบภาครัฐก็ตาม ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะกลายเป็นวิกฤติศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

      อบต.ท่าแค ลพบุรี มีปัญหา 10 ราย

      กรณีที่ จ.ลพบุรี ทางกรมบัญชีกลางเรียกเก็บเงินเบี้ยผู้สูงอายุคืนรวมดอกเบี้ย จากได้มีการรับเงินซ้ำซ้อนจากกรณีบุตร สามี ที่รับราชการแล้วเสียชีวิตพบว่าที่ลพบุรีมี 10 ราย ที่พร้อมจ่ายและรอคำสั่งศาลจำนวน 2 ราย ซึ่งยายวัย 99 ปี ที่โดนหมายศาลเรียกเงินคืนเกือบแสนบาท ขอยอมติดคุกพร้อมปฏิเสธคืนเงิน

      นายวรยุทธ เหล็กเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าแค จ.ลพบุรี กล่าวว่า ในพื้นที่ ต.ท่าแค มีผู้ถูกเรียกเก็บเงินเบี้ยผู้สูงอายุพร้อมดอกเบี้ย 10 ราย มีผู้ขอผ่อนชำระไปแล้ว 8 ราย อีก 2 รายอยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล มีผู้ที่ผ่อนคืนเป็นรายเดือน 7 ราย ในระยะเวลา 5 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ย อีก 1 รายจ่ายคืนครบตามจำนวน สำหรับอีก 2 รายที่อยู่ระหว่างนัดเจรจาที่ชั้นศาล ทาง อบต.ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ก็ต้องดำเนินการในขอบเขต ตามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนด

      ขณะที่คุณยายแสง สุขคุ้ม อายุ 99 ปี เป็น 1 ในจำนวน 2 คน ที่ได้รับหมายศาล เรียกรับเงินคืน 96,321.73 บาท ได้รับเงินบำนาญตกทอดมาจากลูกชายที่เป็นอดีตข้าราชการทหารแล้วเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เดือนละ 10,000 บาท และรับเบี้ยคนชราเดือนละ 1,000 บาท คุณยายเล่าว่า ใครจะทำอะไรยายก็ทำไปเถอะไม่มีปัญญาจะไปไหนแล้ว เงินที่ว่าก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหนมาคืนเขา ทุกวันนี้ก็ต้องอาศัยชายคาลูกหลานอยู่ ลูกหลานทุกคนก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนทำมาหากิน เพื่อความอยู่รอดกันทั้งนั้น ซึ่งหากจะต้องติดคุกยายก็ยอม อีกไม่นานยายก็จะอายุ 100 ปีแล้ว

      กระบี่พบมีกว่า 100 รายถูกเรียกคืน

      นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รอง ผวจ.กระบี่ กล่าวว่า ปัญหาการเรียกคืนย้อนหลังเงินยังชีพของผู้สูงอายุใน จ.กระบี่ ตรวจสอบพบครั้งแรกกว่า 300 ราย แต่เมื่อมาดูรายละเอียดในเรื่องของคุณสมบัติแล้ว พบว่ามี 109 ราย ที่อยู่ในข่ายต้องถูกเรียกคืนเงิน บางรายก็จ่ายเงินคืนให้กับกรมบัญชีกลางแล้ว บางรายที่อยู่ระหว่างการพูดคุยเจรจา เพื่อให้มีการผ่อนจ่าย เพราะมีฐานะค่อนข้างยากจน หลังจากนี้ต้องรอดูนโยบายของกรมการปกครองอีกครั้ง ว่าจะให้ดำเนินการในส่วนนี้อย่างไร แต่เบื้องต้นได้ลงไปทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในข่ายต้องถูกเรียกเงินคืนว่าไม่ต้องตกใจ เชื่อว่าเรื่องนี้จะมีทางออกที่ดีที่สุดให้

      นางเรียม สุขวิทย์ อายุ 71 ปี ภรรยาของอดีตข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต จากกรณีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในยุคนั้นบุกล้อมโรงพักแล้วยิงถล่มใส่ตำรวจ ปัจจุบันเป็นแม่ค้าขายขนมจีน ซึ่งถูกทางเทศบาลตำบลทรายขาว อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เรียกคืนเบี้ยยังชีพคนชรา 64,000 บาท ระบุว่าได้เงินบำนาญมาตั้งแต่ปี 2530 กระทั่งต่อมา เมื่อตอนที่ตนอายุได้ 60 ปี ก็มี จนท.ของเทศบาลฯ นำเอกสารมาให้ตนเซ็น เพื่อรับเงินในโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งตอนที่ จนท.นำเอกสารมาให้เซ็น ก็ไม่ได้สอบถามตนมาก่อนว่าได้รับสิทธิสวัสดิการ อื่นใดอยู่หรือไม่ ตนเองก็ไม่เข้าใจ จนท.นำเอกสารมาให้ก็เข้าใจว่าตัวเองมีสิทธิจะได้รับเบี้ยยังชีพ ก็เซ็นรับไป และได้เงินในปีแรกเดือนละ 600 บาท จนอายุได้ 70 ปี ก็ขึ้นเป็นเดือนละ 700 บาท แต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มาแจ้งให้จ่ายคืนเงินเบี้ยยังชีพคนชราที่ได้รับไปเกือบ 10 ปี ก็ไม่มีปัญญาจะหาเงินมากขนาดนั้นมาให้ เพราะทุกวันนี้ต้องทำขนมจีนขายมีรายได้จากกำไรวันละ 200-300 บาท จึงอยากให้ทางภาครัฐช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ด้วย

      นายกเล็กจอหอหนุนเลิกกฎหมาย

      นายเสรี ไชยกิตติ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยใช้ระเบียบการจ่ายเบี้ยยังชีพชราภาพ ตามคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ได้ปรับระเบียบ ในปี 2552 ให้ผู้ได้รับเบี้ยบำนาญหรือเบี้ยหวัดอะไรต่างๆ ขาดคุณสมบัติในการรับเบี้ยยังชีพชราภาพ ซึ่งผู้สูงอายุอาจจะไม่รู้ ขณะที่เทศบาลก็ไม่รู้ว่าใครมีบำนาญบ้าง ตอนหลังจึงได้รับหนังสือจากกรมบัญชีกลางว่าในเทศบาลจอหอมีการจ่ายซ้ำซ้อน 17 ราย โดย 4 คนยังไม่ทันได้รับ ส่วนจำนวน 13 คนได้รับไปแล้ว บางคนไม่อยากเสียเวลาเขาก็ผ่อนชำระคืน แต่มีคุณยาย 4 คนได้เงิน 70,000-80,000 บาท ไม่มีเงินจ่ายคืนให้ ก็ทำเรื่องส่งให้อัยการจังหวัดพิจารณาเรียกคืนตามกฎหมาย และขึ้นกับศาลจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร

      “เรื่องนี้ต้องแก้ไขระเบียบ หรือยกเลิกไปเลย ปัญหาก็จะไม่วุ่นวาย คนเฒ่าคนแก่คนชราจะได้รับบำนาญก็เรื่องของเขา บำนาญของสามีเขา ลูกเขาก็รับไปและให้เขามีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพเหมือนเดิม ใครจะไปใจไม้ใส้ระกำกับคนเฒ่าคนแก่ ทีรัฐบาลแจกเงินโควิด-19 ก็ยังแจกกันโครมๆ เมื่อตัวคุณยายเองก็ได้รับเบี้ยยังชีพพอต่อมาสามีเขาเสียชีวิตบำนาญก็ตกแก่เขามันก็เป็นเรื่องของเขา และเขาได้รับ 2 ทางมันก็เป็นธรรมอยู่แล้ว บางคนรับของลูกชายที่เป็นตำรวจ พอลูกเสียชีวิตไปก็ได้รับเบี้ยบำนาญพิเศษแทนลูกชายเขาก็พอได้กินได้อยู่ไป และการได้รับเบี้ยคนชรา 600-700-800 บาท ไม่ได้มากมายอะไรเลย”

      คุณยายวัย 73 ปีวอน “ลุงตู่” เยียวยา

      คุณยายประจวบ ผะดาวัลย์ วัย 73 ปี เล่าว่า ตอนนี้มีโรคประจำตัวทุกอย่าง ทั้งเบาหวาน ไขมัน ความดัน ปวดขา เดินไม่ไหวต้องใช้เครื่องช่วยพยุง ดวงตาซ้ายฝ้ามองไม่เห็น และยังมามีเครียดเรื่องนี้อีก พอทราบว่าเขาเรียกเงินคืน นอนไม่หลับทุกคืนเลยและร้องไห้เสียใจมาก เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลยและไม่รู้จะไปหาเอาไปคืนเขาจากไหน ทุกวันนี้ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากินอยู่ ค่าสบู่ ผงซักฟอกซักผ้า ยาสีฟัน ค่าแพมเพิร์สก็ยังไม่พอเลย ทำแบบนี้มันไม่ยุติธรรมอยากให้รัฐบาลช่วยพวกเราด้วยเถอะ ถ้าทางรัฐจะช่วยเหลือเยียวยาโดยไม่ต้องให้ตนคืนหรือช่วยคืนแทนตนก็ขอยกมือไหว้ท่วมหัว และก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ช่วยเหลือ เมตตาพวกเราผู้สูงอายุ จริงๆเบี้ยผู้สูงอายุตนก็มีสิทธิที่จะได้อยู่แล้ว แต่ทำไมถึงมาเรียกเอากลับคืน

      ทหารบริจาคปลดหนี้ยายบวน

      กรณีของยายบวน โล่สุวรรณ อายุ 89 ปี ชาวบ้านใน ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ที่รับเงินบำเหน็จตกทอดจากลูกชายเป็นทหารเสียชีวิตจากเหตุคลังแสงระเบิดที่โคราช จากเดือนละ 5,000 บาทและเพิ่มเป็น 10,000 บาท และถูกเรียกคืนเงินเบี้ยคนชราที่รับมา 10 ปี เป็นเงิน 84,000 บาท ล่าสุด พ.อ.สันติพงศ์ นารี หัวหน้าคลังแสงที่ 5 กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก จังหวัดนครราชสีมา ได้เดินทางมาเยี่ยมนางบวน พร้อมเงินที่เปิดบริจาคของหน่วยงานทหาร มาชำระหนี้แทนนางบวน ทั้งหมด

      นายทินกร วรนุช นายก อบต.เจริญสุข กล่าวว่า จำเป็นต้องขอเรียกคืนเงินจำนวนดังกล่าว เพราะกรมบัญชีกลางแจ้งข้อมูลให้ติดตาม เพื่อให้ถูกระเบียบ ส่วนตัวคิดว่า เงินสวัสดิการการช่วยเหลือทหาร กับเงินเบี้ยคนชรา เป็นคนละส่วนกัน เพราะเบี้ยคนชราต้องให้คนไทยตามสิทธิ ส่วนเงินสวัสดิการช่วยเหลือผู้ที่เสียชีวิตเป็นเงินที่ครอบครัวต้องได้รับ เพราะเสียลูกไปทั้งคน

      ยายฟองท้อใจอยากผูกคอตาย

      นางฟอง อินต๊ะปัญญา อายุ 89 ปี เกือบช็อกตายเมื่อได้รับหนังสือจากเทศบาลตำบลสันทราย อ.เมือง จ.เชียงราย ทวงคืนเงินค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำนวน 99,200 บาท ตั้งแต่ปี 2552-2562 กว่า 10 ปี เมื่อทางกรมบัญชีกลางตรวจสอบพบว่านางฟองได้รับเงินบำนาญพิเศษ ของ ส.อ.อินทร์สอน อินต๊ะปัญญา ซึ่งเป็นบุตรชายคนโตที่เสียชีวิตตั้งแต่ปี 2516 จึงเป็นเหตุให้ยายฟองไม่มีสิทธิรับเงินค่าเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

      ยายฟองเล่าว่า รู้สึกตกใจเมื่อได้รับหนังสือจากสำนักงานเทศบาลสันทรายทวงเงินคืน ซึ่งขณะนี้ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายคืนให้ เพราะเงินที่ได้มาก็เอาไปกินไปใช้หมดแล้ว และตัวเองก็อยู่ตัวคนเดียวในบ้านหลังนี้ เป็นโรคหลายอย่าง ตั้งแต่ โรคหัวใจโต ความดัน และโรคไต ต้องให้ลูกชายพาไปฟอกไต สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่มีเงินคืนให้อย่างแน่นอนแม้จะให้ผ่อนเดือนละ 2,000 เป็นเวลา 5 ปี ก็ไม่สามารถหาเงินที่ไหนมาจ่ายคืนได้ บางคืนเครียดจนนอนไม่หลับ อยากจะใช้เชือกผูกคอตายไปเลย เพราะไม่มีเงินใช้คืน ส่วนลูกชายมีอาชีพขับรถ 3 ล้อ ตุ๊กๆ ช่วงโควิดก็ไม่ค่อยมีผู้โดยสาร ยังติดเงินค่างวดไฟแนนซ์

      ขณะที่นายเขื่อนเพชร อินต๊ะปัญญา อายุ 63 ปี ลูกชายของยายฟอง กล่าวว่า อยากจะถามหน่วยงานที่ดูแลเรื่องเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่าทำไมถึงไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน จึงจ่ายเงินให้ชาวบ้าน พอที่หลังมาเรียกเงินคืนชาวบ้านก็ไม่มีปัญญาที่จะใช้คืน เพราะตนเป็นคนหาเช้ากินค่ำครอบครัวไม่ได้ร่ำรวย จึงไม่ยุติธรรมกับชาวบ้านที่ไม่รู้ระเบียบกฎหมาย อยากจะขอความเมตตาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้

      รัฐบาลยังหาทางออกไม่ได้

      มาฟังสุ้มเสียงของภาครัฐดูบ้าง นางนิโลบล แวววับศรี รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า จากการตรวจสอบกับกระทรวงมหาดไทยพบกรณีที่มีปัญหาลักษณะนี้ ประมาณ 15,000 ราย เวลานี้ไม่ใช่เวลากล่าวหาว่าใครผิด เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ ไม่ได้เป็นการทุจริต เมื่อมีคนเดือดร้อนก็ต้องเยียวยาช่วยเหลือ ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องเจรจาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และร่วมกันแก้ไขข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และวางแนวทางในการทำงานไปข้างหน้า

      “วันนี้เทคโนโลยีทันสมัย มีฐานข้อมูลเดียวกันทั่วประเทศ สามารถเช็กได้ว่า บุคคลนี้ได้รับสิทธิสวัสดิการใดจากภาครัฐบ้าง ขณะที่หน่วยงานรัฐจะจ่ายเงินให้กับบุคคลใด ก็ต้องเช็กตรวจสอบสิทธิของบุคคลนั้น เพื่อจะไม่ได้จ่ายเงินซ้ำซ้อน และจ่ายเงินให้ถูกต้องตามระเบียบราชการ ที่เว็บไซต์ระบบบูรณาการฐานข้อมูลสวัสดิการสังคม หรือ https://govwelfare.cgd.go.th/welfare/check เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชน แล้วคลิกคำว่าตรวจสอบ ก็จะปรากฏข้อมูลว่าได้รับสิทธิใด และที่ไหนหรือไม่”

      นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องสร้างความชัดเจนให้ประชาชนได้รับรู้ หากจะต้องแก้ไขระเบียบ ก็ต้องดำเนินการ เบื้องต้นได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมกันหาแนวทางในการดำเนินการทั้งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และแนวทางการดำเนินงานในอนาคต แล้วนำมาเสนอให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ (กผส.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการเพื่อพิจารณาต่อไป เชื่อว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้

      “ขณะนี้เมื่อระเบียบระบุไว้ว่าต้องเรียกคืน เจ้าหน้าที่ก็ต้องเรียกคืน ถ้าไม่เรียกคืน ก็จะมีความผิด แต่การเรียกคืนนั้น ก็ต้องเจรจากัน ว่าผ่อนชำระอย่างไร ไม่มีดอกเบี้ย หรือจะมีวิธีการอื่นๆใดช่วยเหลือก็ต้องพูดคุยกัน”

      แนะใช้มนุษยธรรมแก้ปัญหา

      นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กรณีนี้มาจากความบกพร่อง หรือความผิดพลาดของหน่วยงานรัฐ การที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นจะโอนเงินให้กับคนชราควรสอบถามไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อตรวจสอบการรับสิทธิซ้ำซ้อนก่อน กรณีนี้ถือว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริตของทั้งหน่วยงานรัฐ และผู้ได้รับสิทธิ ซึ่งหน่วยงานรัฐ เมื่อผิดพลาดแล้วคนได้รับสิทธิไม่มีความสามารถในการคืนเงิน รัฐก็ต้องรอมชอม เช่น อาจยกเงินให้เลย หรือให้ทยอยผ่อน หรือหักเงินจากเบี้ยคนชรา ที่ได้รับในแต่ละเดือนไปจนกว่าจะหมด รัฐไม่น่าจะฟ้องร้องเอาผิด น่าจะมีแนวทางดูแลที่ดีที่สุด เพราะรัฐเองก็อยากช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว

      “ต้องการให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับรัฐ ก่อนจ่ายสิทธิให้ใครต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะประชาชนบางคน ก็ไม่รู้เลยว่า ห้ามได้รับสวัสดิการจากรัฐซ้ำซ้อน โดยหากรัฐไม่ตรวจสอบให้ละเอียด รอบคอบ และให้สิทธิกับประชาชนแบบซ้ำสิทธิ ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับประชาชนรายนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดกฎหมาย แต่อยากให้หน่วยงานรัฐ มีช่องทางเยียวยาประชาชนด้วยมนุษยธรรมมากกว่าการดำเนินการทางกฎหมาย”

      ********************

      ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สมควรพิจารณายกประโยชน์ให้ผู้สูงอายุ อย่าปล่อยให้ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล และควรพิจารณาให้เบี้ยผู้สูงอายุเป็นเบี้ยติดตัว.


      ทีมเศรษฐกิจ

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      ขอคืนเบี้ยผู้สูงอายุเรียกคืนเงินเบี้ยผู้สูงอายุเรียกคืนเงินคนชราเรียกคืนเงินผู้สูงอายุเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุบำเหน็จตกทอดสกู๊ปเศรษฐกิจ

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอังคารที่ 19 ตุลาคม 2564 เวลา 03:50 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์