นิด้า แนะรัฐใช้กลไกความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศดันภาคส่งออก

ข่าว

นิด้า แนะรัฐใช้กลไกความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศดันภาคส่งออก

ไทยรัฐออนไลน์

2 ม.ค. 2564 18:00 น.

นิด้า คาด เศรษฐกิจไทยปี 64 ขยายตัว 2.5-3% แม้มีโควิด-19 เสนอรัฐเร่งยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนกับต่างประเทศ ขยายตลาดกลุ่มในยุโรป อเมริกา จีน และญี่ปุ่น 

รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง (วบส.) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า จากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2564 คาดว่า มีอัตราเติบโต 2.5-3% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากหลายประเทศเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ จึงเป็นโอกาสของภาครัฐควรวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อขยายการค้าการลงทุนกับประเทศในกลุ่มยุโรป อเมริกา จีน และญี่ปุ่น ผ่านการทำข้อตกลงทางการค้าต่างๆ ได้แก่ RCEP หรือความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่เป็นข้อตกลงทางการค้าใหญ่ที่สุดในปัจุบัน

โดยมี 10 ชาติสมาชิกอาเซียน บวก จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ หรือการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก รวมถึงการทำ FTA กับประเทศอังกฤษ เป็นต้น ช่วยสนับสนุนการส่งออกของไทยให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปี 2564 ยังมีปัจจัยบวกอยู่หลายประการ คือ การที่สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีคนใหม่โจ ไบเดน สังกัดพรรคเดโมแครต ที่มีนโยบายการค้าโดยเน้นการเจรจาภายในกรอบความร่วมมือ และการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงการพัฒนาวัคซีน COVID-19 มีความคืบหน้าและสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากในต้นปี 2564 จะช่วยการค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยวได้ดีขึ้น

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคาดว่าจะฟื้นตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายปีหน้า คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยรวมประมาณ 9 ล้านคน โดยภาครัฐต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่ต้องโฟกัสนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายเงินต่อหัวต่อคนให้มากขึ้น

รศ.ดร.มนตรี กล่าวว่า ปี 2564 ยังเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโตตามเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีความเสี่ยงในหลายปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังทั้งโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดรอบใหม่ ทำให้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นกดดันกำลังซื้อ หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 60% ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก และเงินบาทแข็งค่าจะทำให้สินค้าไทยส่งออกในราคาแพงขึ้น เหล่านี้เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องดูแล เนื่องจากไทยมีการพึ่งพาการส่งออกและท่องเที่ยวสูงถึง 72% ของ GDP

นอกจากนี้ ภาครัฐควรเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในหลายๆ ด้าน เช่น การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี 5G การลงทุนแพลตฟอร์มด้านการสื่อสารเพื่อรองรับยุค New Normal การสร้างบรรยากาศการลงทุนในอีอีซี ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยกับนานาประเทศให้ดีขึ้น และประคองเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ให้สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤติโควิดไปให้ได้.

อ่านเพิ่มเติม...

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    วิดีโอแนะนำ

    โฆษกหลวงปู่แสง แจงดราม่าสร้างเหรียญ ขอรอมติประชุมญาติและลูกศิษย์ก่อน
    02:59

    โฆษกหลวงปู่แสง แจงดราม่าสร้างเหรียญ ขอรอมติประชุมญาติและลูกศิษย์ก่อน

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2565 เวลา 20:14 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์