รัฐต้องยกระดับเทคโนโลยีในระดับสูง สานต่อเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อ

ข่าว

    รัฐต้องยกระดับเทคโนโลยีในระดับสูง สานต่อเศรษฐกิจไทยให้ไปต่อ

    ไทยรัฐออนไลน์

    11 พ.ย. 2563 10:58 น.

    บทบาทของธุรกิจ Startup ที่มีความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมและกำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นทั่วโลก กลับพบข้อจำกัดด้านกฎระเบียบทางธุรกิจของไทยอยู่มาก

    KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร เผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา แม้สถานการณ์โควิด เริ่มคลี่คลายลงในหลายประเทศ แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด สวนทางกับในหลายประเทศที่แม้จะยังเผชิญกับสถานการณ์โควิดที่รุนแรงกว่าไทย แต่ตลาดหุ้นกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเศรษฐกิจที่มีพัฒนาการทางเทคโนโลยีในระดับสูง ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี หรือไต้หวัน ล้วนกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วกว่า

    ทั้งนี้ ความแตกต่างในการฟื้นตัวนี้สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของตลาดหุ้นไทยที่ยังคงขาดบริษัทชั้นนำที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี โดยบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกในตลาดหุ้นไทยอาจกล่าวได้ว่าเกือบทั้งหมดอยู่ในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม (Old economy) หรือ มีอำนาจตลาดสูงในการดำเนินธุรกิจ

    หากเปรียบเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศสหรัฐฯ ที่มีกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 5 แห่ง หรือที่เรียกว่า FAANG อันประกอบด้วย Facebook, Amazon, Apple, Netflix และ Google (หรือ Alphabet ในปัจจุบัน) เป็นแกนกลาง

    ทั้งนี้ สัดส่วนของบริษัทในตลาดหุ้นไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและสารสนเทศ (Tech stock) มีมูลค่าอยู่ที่เพียง 3% ของทั้งตลาด ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวันที่มีสัดส่วนสูงถึงกว่า 50% ของตลาดหุ้น

    ไทยกำลังถูกเพื่อนบ้านแซงหน้าในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    โดยระดับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในภาคการผลิตของไทยในภาพรวมแทบไม่มีการพัฒนาเลยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และไทยยังคงผลิตสินค้าแบบเดิมที่เริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป สะท้อนจากการฟื้นตัวของการส่งออกหลังโควิด ที่สินค้าเทคโนโลยีเป็นที่ต้องการมากขึ้น ทำให้ประเทศเกาหลีใต้ ไต้หวัน รวมทั้งเวียดนาม เริ่มเห็นการส่งออกกลับมาขยายตัวแล้วตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ในขณะที่การส่งออกของไทยยังคงหดตัวเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน

    ความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยลดลงอย่างชัดเจน โดยอัตราการเติบโตของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากระดับเลข 2 หลัก ลงมาที่ระดับต่ำกว่า 5% ตลอดช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

    ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามมีการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมเติบโตโดยเฉลี่ยกว่า 20% ต่อปีตลอดช่วง 2 ทศวรรษ ที่สำคัญคือ สัดส่วนการส่งออกสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (High-tech manufacturing products) ของไทยยังคงอยู่ในระดับเดิมที่ราว 23% และถูกเวียดนามแซงหน้าไปแล้วตั้งแต่ปี 2012 โดยในปัจจุบันอยู่ที่ 40% ของการส่งออกทั้งหมด

    หากมองในแง่ความพร้อมในการพัฒนานวัตกรรม ข้อมูลจาก World Intellectual Property Organization (WIPO) ชี้ให้เห็นว่าไทยอยู่ในตำแหน่งเกือบรั้งท้ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยระดับคะแนนรวมของไทยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

    ล่าสุดอันดับของไทยตกลงมาเป็นที่ 10 ในภูมิภาค โดยมีเวียดนามแซงหน้าขึ้นมา ตอกย้ำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่าขณะที่ไทยยังคงมีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปอย่างช้าๆ แต่ประเทศอื่นๆ กำลังเร่งพัฒนาก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญและแซงหน้าของไทยไปแล้ว

    ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมยังไม่เกิดขึ้นในไทย แม้มีความพยายามผลักดันมากมาย

    ที่ผ่านมาแนวคิดของภาครัฐได้เน้นย้ำและตระหนักถึงความจำเป็นในการยกระดับเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ได้รับการตอบรับจากภาคเอกชนเท่าที่ควร

    ล่าสุดนโยบาย Thailand 4.0 ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2015 โดยนำเอาโมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 มาปรับใช้เพื่อยกระดับการผลิตและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดอุตสาหกรรม S-Curve เดิมที่มีศักยภาพ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร

    รวมถึงการสร้าง S-Curve ใหม่ เช่น หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และการแพทย์ครบวงจร ซึ่งถึงแม้จะผ่านมากว่า 5 ปีแล้ว แต่แผนการและขั้นตอนดำเนินงานยังไม่ชัดเจนและยังไม่มีประสิทธิผล

    ส่วนหนึ่งจากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังขาดปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะเร่งให้เกิดการลงทุนทางเทคโนโลยีและการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม

    KKP Research มองว่าเศรษฐกิจไทยยังขาด 3 ปัจจัยสำคัญที่จะสนับสนุนการยกระดับทางเทคโนโลยี ได้แก่

    1. Infrastructure : ไทยยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะในด้านการศึกษาและบุคลากร

    2. Investment : ไทยขาดทั้งการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่จะช่วยต่อยอดทางเทคโนโลยี

    3. Incentives : โครงสร้างผลตอบแทนและแรงจูงใจในระบบเศรษฐกิจไทยไม่ได้ให้เอื้อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในวงกว้าง

    ทั้งนี้ พบว่าหลายอุตสาหกรรมมีผู้เล่นน้อยราย มีอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด (barrier to entry) สูงและมีการกระจุกตัวของผลกำไรสูง

    ขณะที่ความอ่อนแอในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual property rights และกฎระเบียบที่ยุ่งยากสำหรับการตั้งธุรกิจ Startup ในไทยยิ่งเพิ่มต้นทุนของการวิจัยและพัฒนาในประเทศ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานับเป็นจุดอ่อนที่สุดในด้านกฎหมายทางธุรกิจของไทย

    เมื่อเปรียบเทียบกับกฎระเบียบด้านอื่น ขณะที่ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับท้ายๆ ของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศสะท้อนต้นทุนที่มองไม่เห็นของการลงทุนวิจัยและพัฒนาที่ผลลัพธ์ที่ได้อาจถูกนำไปลอกเลียนโดยคู่แข่งและทำให้ผลกำไรที่พึงคาดหวังลดลง

    นอกจากนี้ บทบาทของธุรกิจ Startup ที่มีความโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมและกำลังมีความสำคัญเพิ่มขึ้นทั่วโลก กลับพบข้อจำกัดด้านกฎระเบียบทางธุรกิจของไทยอยู่มาก เช่น

    1. การตีกรอบภาคธุรกิจที่อยู่ในข่ายได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้อยู่ในวงจำกัด

    2. ความยุ่งยากในการจ้างบุคลากรจากต่างประเทศทั้งในด้านรูปแบบวีซ่าและจำนวนที่อาจจ้างได้

    3. ความเสียเปรียบด้านภาระภาษีของธุรกิจ Startup ที่จดทะเบียนในไทย โดยเฉพาะภาษีจากการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ส่งผลให้ไทยยังไม่มีระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เหมาะสมต่อธุรกิจ Startup และไทยยังมีจำนวนธุรกิจ Startup ค่อนข้างน้อย

    ขณะที่มีเม็ดเงินลงทุนด้าน Startup เป็นลำดับท้ายของอาเซียน โดยมีเงินลงทุนจาก VC (Venture Capital funding) เพียง 1.3 แสนล้านดอลลาร์ อีกทั้งยังไม่มี Unicorn หรือ Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ แม้แต่บริษัทเดียว ซึ่งยังห่างไกลจากเป้าหมายของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติที่มุ่งหวังให้ไทยติด 1 ใน 20 ของ Startup Nations

    เศรษฐกิจไทยเสี่ยงติดหล่มหากไม่ปิดช่องว่างทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม

    1. ธุรกิจเดิมที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองจะล้มหายตายจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยมองว่า การปฏิวัติยานยนต์ไฟฟ้า (EV Revolution) และเศรษฐกิจแบบแพลตฟอร์ม (Platform economy) จะเปลี่ยนเศรษฐกิจในภาคการผลิตและภาคบริการของไทยอย่างมหาศาล

    2. เศรษฐกิจไทยจะดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้น้อยลง และความเสี่ยงการย้ายฐานการผลิตออกไปประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเวียดนามกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของ FDI ที่จะย้ายเข้ามาในอาเซียนแทนที่ไทย

    จากสิทธิประโยชน์ของข้อตกลงการค้าเสรีและฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีแนวโน้มเติบโตไปตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และกลุ่มประเทศในอาเซียนที่มีห่วงโซ่การผลิตและตลาดผูกพันกับทั้งจีนและสหรัฐฯ จึงกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของ FDI

    3. ไทยจะไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้

    เริ่มต้นนับหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการลดกฎระเบียบ เปิดเสรี และทลายอำนาจผูกขาด

    KKP Research มองว่า การยกระดับเทคโนโลยีรวมถึงการสร้างนวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมจากการทลายข้อจำกัดทั้ง 3 ประการข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการปฏิรูปโครงสร้างแรงจูงใจและผลตอบแทน ที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการยกระดับ R&D และจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านการศึกษาและบุคลากร รวมถึงเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนตามมา

    1. ควรลดอำนาจตลาดของผู้เล่นรายใหญ่และลดกฎระเบียบให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้

    2. สร้างระบบการศึกษาที่หลากหลายและมีส่วนร่วมเพื่อสร้างแรงงานที่ตอบโจทย์

    3. ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนทางเทคโนโลยีในประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของไทย 

    สำหรับอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบและสามารถลงทุนทางเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรมเพื่อต่อยอดโดยง่าย คือ F-A-T-E อันได้แก่
    1. อาหารและบริการอาหาร (Food)
    2. เกษตรกรรมและผลิตภัณฑ์จากการเกษตร (Agriculture)
    3. การท่องเที่ยวและการดูแลสุขภาพ (Tourism and wellness)
    4. การค้าออนไลน์ และอีวี (E-commerce and EV) ซึ่งครอบคลุมธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ และการส่งเสริมการลงทุนทางเทคโนโลยีและการพัฒนานวัตกรรมจะสามารถเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    SharingFutureSharing Our Common Futureเวทีเสวนาโควิด-19ร่วมแรง เปลี่ยนแปลง แบ่งปันStartupKKP Researchข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 04:13 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์