ตัวอย่างเกษตรกร ปลูก "ผักไฮโดรโปนิกส์" สู้แล้ง ทั้งผัดสลัด สะระแหน่ เก็บเกี่ยวได้ทั้งปี เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้หลักหมื่นต่อเดือน

วันที่ 16 มี.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านรายหนึ่ง ที่ บ้านเตย ตำบลกระเบื้องใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ชื่อนายฐิติศักดิ์ สวัสดิ์อำนวยโชค อายุ 38 ปี หาวิธีสร้างรายได้เข้าครัวเรือนด้วยการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในกล่องโฟม ที่บริเวณพื้นที่ว่างหน้าบ้าน ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี สร้างรายได้เสริมเข้าครัวเรือนหลักหมื่นบาทต่อเดือน ทำต่อเนื่องมากกว่า 4 ปี กระแสตอบรับยังดี และยังเหมาะอย่างมากสำหรับการเพาะปลูกช่วงหน้าแล้งและในยุคที่น้ำมันแพงแบบนี้


โดยนายฐิติศักดิ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ตนเคยทดลองปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ไว้กินเอง เพราะเป็นคนชอบทานสลัดผัก ซึ่งตอนนั้นมีอาจารย์มาฝึกสอนและตนค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากยูทูป ทดลองปลูกในกล่องโฟมทำเป็นระบบไฮโดรโปนิกส์ จนประสบผลสำเร็จ มีผักไฮโดรโปนิกส์สดๆ ไว้รับประทานเองที่บ้าน ไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่นให้เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ถ้ามีเหลือก็แจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน

...


จนกระทั่งมีคนมาขอซื้อไปรับประทาน ตนเองเห็นเป็นช่องทางสร้างอาชีพได้ จึงได้ลงทุนปลูกขายแบบจริงจัง ประกอบกับเริ่มมีความรู้และเทคนิคในการปลูกมากยิ่งขึ้น จึงได้ซื้ออุปกรณ์มาทดลองทำเป็นโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดย่อม โดยใช้พื้นที่ว่างด้านหน้าบ้าน จำนวน 1 งาน ลงทุนสร้างโรงเรือนและซื้ออุปกรณ์สำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มาครั้งแรก เพียง 5 หมื่นบาท จากนั้น ใช้ระยะเวลาปลูกเพียง 35-40 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ทำต่อเนื่องมาประมาณ 4 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์ได้รับความนิยมอย่างมาก ในฐานะผักปลอดสารพิษ และผักเหล่านี้มีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งผักของตนขายจะเป็นผักสลัด มีทั้งเรดโอ๊ก, กรีนโอ๊ก, เรดคอรัล, ฟินเล่ย์ และกรีนคอส ราคากิโลกรัมละ 100 บาทเท่านั้น แต่ละเดือนทำรายได้เฉลี่ย 15,000-20,000 บาทเลยทีเดียว ถือเป็นช่องทางอาชีพที่ดี ไม่ต้องเดินทางไปทำงานนอกบ้าน ช่วยประหยัดค่าเชื้อเพลิง แถมยังเป็นพืชใช้น้ำน้อยกว่าปลูกลงดิน จึงเหมาะสำหรับช่วงหน้าแล้งเป็นอย่างดี


เช่นเดียวกับ นางสาวชนิดา ช่างเกวียน อดีตพยาบาลวิชาชีพวัย 49 ปี ในพื้นที่บ้านหนองโจทย์ หมู่ที่ 13 ตำบลโนนแดง อำเภอโนนแดง จังหวัดนครราชสีมา ที่ตัดสินใจทิ้งงานราชการที่มั่นคงเพื่อหันมาสวมบทเกษตรกรเต็มตัว โดยการเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าหน้าบ้านเพียง 1 งาน ให้กลายเป็นโรงเรือนปลูกสะระแหน่ไฮโดรโปนิกส์ในกล่องโฟม ซึ่งสามารถทำเงินสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในปัจจุบัน

นางสาวชนิดา เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากความสนใจส่วนตัวที่อยากทำอาชีพเกษตรกรรม จึงตัดสินใจลาออกจากอาชีพพยาบาลเพื่อมาเริ่มต้นใหม่ โดยได้ศึกษาหาความรู้เรื่องการปลูกผักระบบไฮโดรโปนิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ก่อนจะรวบรวมเงินทุนก้อนแรกประมาณ 5 หมื่นบาท เพื่อใช้ในการสร้างโรงเรือนและจัดซื้ออุปกรณ์กล่องโฟม โดยเลือกปลูก "สะระแหน่" เนื่องจากเป็นผักที่ปลูกง่ายและมีความต้องการของตลาดสูง ซึ่งการปลูกในระบบน้ำนิ่งนี้ใช้เวลาเพียง 25-30 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้ทันที

...


สำหรับสะระแหน่ที่ปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์นั้น เป็นที่ต้องการของตลาด เนื่องจากสะระแหน่ที่ปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์มีความสะอาด ไม่มีเศษดินปนเปื้อนใบเหมือนการปลูกลงดินทั่วไป ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดอำเภอโนนแดงพากันสั่งจองล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก โดยจะจัดส่งขายในราคากำละ 10 บาท สร้างรายได้เฉลี่ยสูงถึงวันละ 1,500 บาท ที่สำคัญคือสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี 

ซึ่งถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการกล้าตัดสินใจเปลี่ยนสายอาชีพสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่พึ่งพาเทคโนโลยีจนสร้างความมั่นคงในถิ่นฐานบ้านเกิดได้อย่างยั่งยืน.