ชาวสวนบุรีรัมย์ แสดงความกังวล หลังเอกชนจดคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ หวั่นกระทบอาชีพ ด้าน“สุริยะ” ยันปลูกกินได้ แต่พันธุ์ที่มีการจดคุ้มครอง ห้ามขยายพันธุ์ขายโดยไม่ได้รับอนุญาต

วันที่ 22 ต.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เกิดความวิตกกังวล หลังมูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) เปิดเผยว่า บริษัทเอกชนได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ แก้วจุรี01, แก้วจุรี02, แก้วจุรี03 และ แก้วจุรี04 เป็นเวลา 12 ปี สิ้นสุดปี 2579 ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งถูกพัฒนามาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมือง (รหัส CPR1) โดยใช้วิธีชักนำโครโมโซมร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อให้ได้ลักษณะที่เหมาะกับการทำอาหาร

จากการลงพื้นที่สอบถามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกผักบ้านโนนสวรรค์ อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ อย่างนางสายสวาท ทองสุท อายุ 55 ปี บอกว่า กะเพราเป็นพืชผักสวนครัว ที่ปลูกกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หากในอนาคตประชาชนไม่สามารถซื้อขายกะเพราได้ตามตลาดทั่วไป ก็อาจสร้างความลำบากให้กับชาวบ้าน เพราะอาจต้องเดินทางไปซื้อจากห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อแทน 


ขณะที่นางเพ็ญ จันทะสิน อายุ 74 ปี บอกว่า ตนปลูกพืชผักสวนครัวหลายชนิด นำไปขายหารายได้เพิ่มมาจุนเจือครอบครัว จึงไม่เห็นด้วยหากจะมีข้อจำกัด จนทำให้ไม่สามารถขายกะเพราที่ปลูกเองได้

ส่วนนางหนูจันทร์ สูนณรงค์ อายุ 69 ปี  ยอมรับว่าตกใจ และกังวลอย่างมาก เพราะปลูกผักสวนครัวขายตามตลาดนัดเป็นรายได้เสริม หากปลูกขายแล้วผิดกฎหมายจริง ก็พร้อมจะถอนต้นทิ้ง 


ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเพื่อสยบความตื่นตระหนก ยืนยันว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่เป็นไปตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองงานวิจัยเอกชน คล้ายกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา ซึ่งไม่กระทบต่อประชาชนและเกษตรกรทั่วไป ประชาชนยังสามารถนำพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองมาปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ เพียงแต่ห้ามนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองนั้นไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ส่วนกะเพราสายพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปที่เกษตรกรปลูกขายอยู่เดิมยังคงปลูกและซื้อขายได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ทางไบโอไทย ยังคงตั้งข้อสังเกตและข้อกังวลในระยะยาวว่า หากในอนาคตประเทศไทยมีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชตามอนุสัญญา UPOV 1991 อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของเกษตรกรในการเก็บหรือแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ แม้ไม่ได้ทำเพื่อการค้า รวมถึงอาจเป็นอุปสรรคต่อการนำพันธุ์พืชไปพัฒนาต่อยอดในอนาคต