สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์และสุโขทัยจัดประชุมสามัญประจำปี ระบุเกษตรกรชาวไร่ยาสูบพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น ยันเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคกลางตอนบน วอนรัฐบาลส่งเสริม
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์และสุโขทัยจัดประชุมสามัญประจำปี มีสมาชิกเข้าร่วมมากกว่า 2,000 คน ในการประชุมมีการแสดงพลังความพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เสนอแนะรัฐบาลแก้ไขประเด็นภาษีบุหรี่ ปัญหาบุหรี่เถื่อน พร้อมทั้งการเพิ่มมูลค่าใบยาและตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวไร่และชุมชน ขณะที่ในการประชุมของ จ.สุโขทัย ยังมีการแสดงความยินดีกับ สส.ใหม่ในพื้นที่ คือ นางสาวณัคนางค์ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย เขต 1 พรรคเพื่อไทย และนางสาวณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วย โดยมีนางพรรณศิริ กุลนาถศิริ อดีต สส.เข้าร่วม
ทั้งนี้ นายประเสริฐ สงวนทรัพย์ นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.สุโขทัย กล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ชาวไร่ยาสูบได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและค่าปัจจัยต่างๆ พุ่งสูงขึ้นไม่ต่างจากเกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพราะปุ๋ย แรงงานและน้ำมันถือเป็นต้นทุนหลักในการทำไร่ยาสูบ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเฉพาะตัวของอุตสาหกรรมยาสูบ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบที่ลดลง บุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า ผิดกฎหมายทะลักเข้าประเทศ และการละเลยในการพิจารณาจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบ แต่กลับนำภาษียาสูบไปจ่ายให้กองทุนหนึ่งปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังค้างคามานานหลายปี มีการเสนอข้อเรียกร้องให้ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ช่วยแก้ไข ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เด็ดขาด หวังว่า รัฐบาลชุดนี้ ซึ่งมีเสถียรภาพและเข้าใจคนในพื้นที่ จะช่วยผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาให้ชาวไร่ยาสูบได้อย่างรวดเร็วและจริงจัง
...
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมของ จ.เพชรบูรณ์นั้น จัดขึ้นตรงกับงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคภูมิใจไทย ทำให้ สส. ซึ่งมาจากพรรคเดียวกันทั้งจังหวัดไม่สามารถเข้าร่วมพบปะชาวไร่ยาสูบได้ มีเพียง นายจักรัตน์ พั้วช่วย ตัวแทนจากพรรคกล้าธรรม เข้าร่วม ซึ่งในการประชุมมีการชี้แจงปัญหาในอุตสาหกรรมยาสูบ ซึ่งเป็นเรื่องคั่งค้างมาหลายปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและจำเป็นต้องได้รับการสานต่อจากรัฐบาลชุดใหม่อย่างเร่งด่วน โอกาสนี้ นายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า การใช้โครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา ตั้งแต่ปี 2560 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อปากท้องเกษตรกร โดยโควตาการปลูกถูกปรับลดลงมากกว่าร้อยละ 50 ทำให้เม็ดเงินเคยหมุนเวียนในชุมชนหายไปมากกว่า 900 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ปัญหาบุหรี่เถื่อนยังคงเป็นวิกฤตซ้ำเติม ปัจจุบันกินส่วนแบ่งตลาดไปกว่า 1 ใน 4 ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีถึง 26,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันประเทศไทยยังคงขาดนโยบายที่เปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ เหมือนในระดับสากล ทำให้ชาวไร่เสียโอกาสในการพัฒนาและปรับตัวตามกลไกตลาดโลก
นายสงกรานต์ยังเน้นย้ำถึง 4 ข้อเรียกร้องหลัก เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยาสูบไทย คือ 1. ควรมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้มีความเหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบกับชาวไร่ 2. ยกระดับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายขายกันทั่วไป ทั้งออนไลน์และร้านค้าให้เข้มงวดขึ้น จับผู้ทำผิดทั้งกระบวนการให้ได้และยึดทรัพย์ 3. พิจารณากฎหมายที่เปิดโอกาสให้ชาวไร่สร้างมูลค่าให้ใบยาสูบได้ และ 4. จัดตั้งกองทุนชาวไร่ เพื่อช่วยเหลือ หรือประกันภัยพืชยาสูบ เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงที่ยั่งยืน ซึ่งในปี 2568 พื้นที่ปลูกยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์สามารถสร้างผลผลิต เพื่อการส่งออกได้สูงถึง 4.2 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 705 ล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญของพืชเศรษฐกิจชนิดนี้ ที่มีต่อภาคกลางตอนบน
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนชาวไร่ยาสูบทั้งเพชรบูรณ์และสุโขทัยฝากความหวังไปยังรัฐบาลใหม่ให้ช่วยส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น เพราะยาสูบไทยไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบสำหรับผลิตบุหรี่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นสินค้าส่งออกคุณภาพดีสร้างรายได้เข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท เกษตรกรไม่เคยหยุดพัฒนาคุณภาพการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มคุณภาพยาสูบไทยสู่ตลาดโลก และขอให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในการร่วมผลักดันอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคต