เปิดงาน "โคก หนอง นา อารยเกษตร" พร้อมยกให้จังหวัดอุบลราชธานี คือ "มหานครแห่งโคก หนอง นา"

 

วันที่ 14 มีนาคม 2569 บริเวณวัดป่ามหาธีราจารย์ บ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ประธานฝ่ายสงฆ์ นายสุทธิพงษ์  จุลเจริญ ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ ในฐานะผู้อุปถัมภ์การก่อสร้างประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถกลางน้ำวัดป่ามหาธีราจารย์  โดยมี พระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่ามหาธีราจารย์ คณะสงฆ์ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน คณะศิษยานุศิษย์ พร้อมด้วยประชาชน นักเรียนในพื้นที่ร่วมพิธีถวายการต้อนรับ

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ พร้อมด้วย นายสรชาย ครองยุทธ ปลัดจังหวัด อุบลราชธานี, รองนายกอบจ.อุบลราชธานี, นางกนกอร โพธิ์สิงห์ พัฒนาการจังหวัดอุบลราชธานี โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี, นายอำเภอเขื่องใน ผู้บริหารท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย และ คณะผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน เดินทางไปเปิดโครงการ การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28  กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณบ้านวังอ้อ ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

นายสุทธิพงษ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมในการติดตามความคืบหน้าและเปิดโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเห็นแล้วดีใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราเสียสละเวลาพาลูกหลานมาร่วมกิจกรรมด้วย 

...

สำหรับโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริเกิดจาก กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ภาคีเครือข่าย ร่วมกับ พระพิพัฒน์วชิโรภาส หรือ เจ้าคุณสุขุม ผู้เป็นพระต้นแบบในการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคม ท่านเป็นผู้ที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้สังคมดุลแสงเพชรเจิดจ้าให้เกิดแสงสว่าง เจ้าคุณสุขุม ท่านเป็นพระที่มีความเมตตา ทำงานให้คณะสงฆ์ ดูแลเด็ก สร้างถนนวัฒนธรรม เหมือนถนนแห่งความเมตตา กรุณาปรานี สร้างความมั่นคงให้กับชุมชนสังคม ประชาชน ท่านช่วยเหลือทุกภูมิภาคของประเทศ ให้มีความอยู่ดีกินดี เกิดความมั่นคงแห่งชีวิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข คือ แก้ไขในสิ่งผิด นัยสำคัญแก้ไขในสิ่งผิด คือในอดีตประเทศเรามีความมั่นคง มีความสุข แต่รุ่นพ่อแม่ตกมารุ่นเราไปทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสิ่งดีงามในอดีต เช่น เผาป่า ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายวิถีชีวิต จนเกิดวิกฤต อธิบายแบบนี้เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ในหลวงต้องการให้เราแก้ไขในสิ่งผิด คือต้องไม่เผาป่า ต้องไม่ทำลายธรรมชาติ ขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 ไว้ว่า โคกหนองนา อารยเกษตร

"รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ในยุคนี้ คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารย ประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้ อารยะคือเจริญแล้ว เจริญแล้วก็ต้องเจริญในใจก่อน ประเทศเรา รวยที่สุดคือ อารยธรรม เรียกได้ว่าเป็น Cultural Heritage เมืองไทยมีวัฒนธรรม คนไทยใจดี มีเมตตา มีธรรมะ มีศาสนาต่างๆ มีขนบธรรมเนียมประเพณี มีศิลปะต่างๆ ที่รักษาไว้ วัฒนธรรมของเรามี Culture หรือการเป็นคนไทยประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีวัฒนธรรม เพราะมีความเป็นคนไทยเราจึงรอด แต่ไม่ใช่เราคร่ำครึ ประเทศที่มีวัฒนธรรมไม่ใช่เอาของต่างชาติมาใช้หมด เทคนิคของต่างชาติ เทคโนโลยีของต่างชาติก็ดี แต่เราก็ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมในบ้านเรา"

นัยสำคัญของพระราชดำรัสนี้ ก็คือทรงยกย่องโคก หนอง นา ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ แผ่นดินสวยงาม อุดมสมบูรณ์ด้วยผลผลิตสำหรับปากท้องของประชาชน เป็นแบบอย่างที่ใช้งานได้จริง ดังเช่น โคกหนองนา ต้นแบบ วัดสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ซึ่งเต็มไปด้วยไม้ 5 ระดับ คือ ไม้สูง ไม้กลาง ไม้เตี้ย ไม้เรี่ยดิน และ ไม้หัวใต้ดิน ที่ยกตัวอย่างโคกหนองนาต้นแบบนี้ พูดเพื่ออยากให้ผู้อำนวยการโรงเรียนชวนเด็กไปดู เพื่อเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ทำน้ำหมัก สารบำรุงดิน เด็กก็จะเกิดแรงบันดาลใจ ในการทำโคก หนอง นา อารยเกษตรต่อไป

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของโครงการการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 28 กรกฎาคม 2567 ตามที่กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและออกแบบการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ โดยอาศัยกลไกความร่วมมือของภาคีเครือข่าย 7 ภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย 1. ภาครัฐ 2. ภาควิชาการ 3. ภาคศาสนา 4. ภาคประชาชน 5. ภาคเอกชน 6. ภาคประชาสังคม และ 7. ภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบร่วมพูดคุย ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผล

ทั้งนี้ จำได้ว่ามา Kick off เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ตอนนั้นมีอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ เป็นผู้ว่า ตอนนี้ท่านเป็น ส.ส.ร้อยเอ็ดแล้ว มีพัฒนาการเป็นหัวแรก โยธา มาร่วมด้วยช่วยกัน และก็มีท่านเจ้าคุณสุขุม พระพิพัฒน์วชิโรภาส มาช่วยดูช่วยแก้ ช่วยขับเคลื่อนโครงการนี้พร้อมกันตามหลักบวร  ซึ่งประจักษ์พยานความสำเร็จที่พวกเราเห็นได้วันนี้ คือเราอยู่ในบรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นธรรมชาติ มีเสียงจักจั่นกรีดร้อง มีพืชผักปลอดจากสารพิษ เป็นพื้นที่ต้นแบบ เหมาะกับความเป็นถนนวัฒนธรรม เพื่อให้มีข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอารยเกษตร และที่สำคัญเราร่วมกันทำมาตั้งแต่ปี 2567 

...

จนบัดนี้ก้าวสู่ปี 2569 แล้ว ก็ยังทำอยู่ แบบนี้เราเรียกได้ว่ามีความยั่งยืน แต่เราอย่าหยุดอยู่แค่นี้ ต้องชวนให้ไปทำที่บ้านด้วย บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และขยายผลสู่ ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยั่งยืน ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมความสามัคคีในชุมชน โดยเน้นการปลูกผักสวนครัวและไม้ผลในทุกครัวเรือน ซึ่งพระราชดำรินี้ก็สอดคล้องและเป็นคำเดียวกันกับคำว่าอารยเกษตร คือ เป็นแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ทำแผ่นดินรอบบ้านให้เป็น อารยเกษตร เราช่วยกันทำได้

ท้ายนี้ขอให้ ผอ.โรงเรียน ให้เด็กช่วยกันปลูกไม้ยืนต้นคนละต้น เป็นต้นไม้แห่งชีวิต ขอให้ปลัดจังหวัดไปเรียนผู้ว่าจัดโครงการให้เด็กปลูกต้นไม้คนละต้นฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ และขอความร่วมมือจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอพันธุ์ไม้ ขอความร่วมมือจาก อบจ.ช่วยหารถ ช่วยกันจัดกิจกรรมแบบนี้ ก็จะเกิดซูเปอร์มาร์เก็ตในชุมชนดังที่เจ้าคุณสุขุมท่านหวังไว้ คือ ให้มีป่าและในป่าก็จะเกิดอาหารจำพวกเห็ดบ้าง หน่อไม้ป่า รังผึ้งบ้าง ผักหวานป่าบ้าง แผ่นดินของจังหวัดอุบลราชธานีก็จะอุดมสมบูรณ์สมกับเป็นมหานครแห่งโคก หนอง นา.