สภาเกษตรกรเมืองคอน ไม่เห็นด้วยกับกรมประมง ปล่อย “ปลากะพงขาว” ชี้ใช้งบมหาศาลได้ไม่คุ้มเสีย เอาปลากะพงมาให้ผู้เลี้ยงกุ้งเลี้ยงดีกว่า ด้าน ป้าจิตร ให้ข้อมูลจากการสังเกตพบหมอคางดำรักลูกมาก อมไข่ในปากตลอด แต่หากรู้ว่าตัวเองมีภัยถูกจับได้ จะบ้วนไข่และลูกปลาลงน้ำ อาจเป็นปัญหาต่อในอนาคต

กรณีปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ที่ในปัจจุบันกลายเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” หรือสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและทำลายสัตว์น้ำประจำถิ่น ตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวประมงอย่างหนักในพื้นที่ 16 จังหวัดทั่วประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2567 ล่าสุด นายไพโรจน์ รัตนรัตน์ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ตนและสภาเกษตรกรจังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่เห็นด้วยกับมาตรการที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กรมประมง เร่งดำเนินการตามมาตรการเพื่อลดจำนวนปลาหมอคางดำ โดยเฉพาะมาตรการปล่อยปลานักล่า ซึ่งก็ คือ ปลากะพงขาว ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งในการกำจัดปลาหมอคางดำ เพราะการปล่อยปลากะพงขาวซึ่งเป็นปลานักล่า จะต้องเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ 5 นิ้วขึ้นไป ซึ่งค่อนข้างมีราคาสูงมาก การใช้ปลานักล่าจึงต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล และปลานักล่าขนาดดังกล่าว ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นผู้ถูกล่าจากสัตว์น้ำหรือปลาชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดโตกว่าลูกปลานักล่าที่ปล่อยสู่แหล่งน้ำ

...

นอกจากนี้ ยังต้องเป็นผู้ถูกล่าจากมนุษย์ หรือชาวประมงผู้ที่มีอาชีพจับปลามาบริโภคหรือจำหน่าย ซึ่งแน่นอนว่าชาวประมงทุกคนที่สามารถจับปลากะพงขาว หรือปลานักล่า จากแหล่งน้ำธรรมชาติ เขาจะจับปลาทุกชนิดที่มีขนาดตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นเมื่อเขาจับได้ปลานักล่า หรือปลากะพงขาวซึ่งเป็นปลาที่มีราคามากกว่าปลาหมอคางดำ เขาก็จะนำขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค และคงไม่มีเกษตรกรคนไหนที่จับปลากะพงขาวได้แล้วปล่อยคืนลงสู่แหล่งน้ำอย่างแน่นอน ทำให้จำนวนปลากะพงขาว หรือปลานักล่าลดน้อยลง และหมดไปจากแหล่งน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการปล่อยปลานักล่าจึงได้ไม่คุ้มกับเสีย ไม่คุ้มกับงบประมาณจำนวนมากที่ใช้ในการนี้

สมาชิกสภาเกษตรกร จ.นครศรีธรรมราช กล่าวอีกว่า ในทางตรงข้ามตนเห็นว่ารัฐบาลและกรมประมงควรจะเปลี่ยนเป็นการใช้งบประมาณดังกล่าว ซื้อพันธุ์ปลานักล่าหรือปลากะพงขาวแล้วนำมาแจกจ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรให้เลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อกุ้งร้างจากปลาหมอคางดำ ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและจังหวัดใกล้เคียง จากนั้นสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวหรือปลานักล่า ออกทำการไล่ล่าจับปลาหมอคางดำ แล้วนำมาใช้ทำเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงปลากะพงขาว หรือปลานักล่าที่เลี้ยง แบบนี้จะเกิดผลประโยชน์ทำให้พี่น้องประชาชนมากกว่า เพราะประชาชนมีรายได้จากการเลี้ยงปลากะพงขาวหรือปลานักล่า ในขณะเดียวกันที่ปลาหมอคางดำจะถูกไล่ล่า เพื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหารเลี้ยงปลาของกะพงขาว ทำให้ปลาหมอคางดำมีจำนวนลดลงในธรรมชาติ และเกิดความสมดุลในธรรมชาติได้อย่างแน่นอน 

ด้านนางสมจิตร ดีชู หรือ “ป้าจิตร” อายุ 74 ปี ซึ่งอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 77/1 หมู่ 7 ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพจับปลาหมอคางดำมาจำหน่ายสดๆ และแปรรูปเป็นกะปิ หรือ “เคย” ปลาแดดเดียว ปลาแห้ง ปลาเปรี้ยว กล่าวว่า ตนและครอบครัวประกอบอาชีพจับปลาในบ่อบำบัดน้ำเสียชลประทานน้ำเค็มบ้านหน้าโกฏิติดต่อกันมาหลายปี หลังจากทางการคิกออฟ จับปลาหมอคางดำ พบว่าจำนวนปลาหมอคางดำในบ่อบำบัดน้ำเสียลดน้อยลงเป็นอย่างมากิ ทำให้ตนและครอบครัวจับปลาหมอคางดำได้น้อยลง ไม่เพียงพอต่อการผลิตสินค้าตามออเดอร์ ที่ลูกค้าสั่งในแต่ละวัน

ผู้ประกอบการแปรรูปปลาหมอคางดำ กล่าวอีกว่า แต่ตนและครอบครัวก็ไม่ขัดขวางมาตรการของทางรัฐบาล หากให้จับโดยวิธีการใช้เครื่องมือประมงชนิดต่างๆ และตนเห็นด้วย และยินยอมให้นักจับปลาจากทุกพื้นที่ สามารถเข้ามาจับปลาในบ่อบำบัดน้ำเสียที่ตนประกอบอาชีพอยู่ได้อย่างเสรี โดยในขณะนี้ตนและครอบครัวต้องออกไปจับปลาในต่างพื้นที่ เพื่อให้เพียงพอกับออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งในแต่ละวัน แต่ก็มีปัญหาจากการที่ชาวบ้านไม่ยอมให้คนจากต่างพื้นที่เข้าไปไล่ล่าจับปลาหมอคางดำในพื้นที่ของเขา เหมือนกับเราไปแย่งอาชีพเขา ที่ประกอบอาชีพจับปลาหมอคางดำเช่นเดียวกับเรา

...

เรื่องนี้อยากให้ทางราชการที่เกี่ยวข้องมีการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ให้ยินยอมหรืออนุญาตให้ชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้าไปจับปลาหมอคางดำ ในแต่ละพื้นที่ที่เป็นแหล่งน้ำสาธารณะได้อย่างเสรี เพราะเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นความขัดแย้งลุกลามไปสู่การทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายถึงขั้นมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

“หากทางรัฐบาลหรือกรมประมง ปล่อยปลากะพงขาวหรือปลานักล่าลงสู่แหล่งน้ำ เพื่อให้กินปลาหมอคางดำหวังให้ปลาหมอคางดำมีจำนวนลดน้อยลง เชื่อว่าหากตนหรือชาวบ้านทุกคนที่มีอาชีพจับปลามาบริโภคหรือจำหน่าย สามารถจับปลากะพงขาวหรือปลานักล่าที่กรมประมงหรือรัฐบาลปล่อยเราจะไม่ปล่อยคืนกลับแหล่งน้ำอย่างแน่นอน เพราะปลากะพงขาวที่จับได้มีราคาสูงกว่าปลาหมอคางดำมากหลายเท่า” ป้าจิตร กล่าว

นางสมจิตร กล่าวด้วยว่า ในส่วนของปลาหมอคางดำ จากที่เฝ้าสังเกตพวกมันมา ปลาชนิดนี้มีลักษณะและพฤติกรรมที่แตกต่างจากปลาในท้องถิ่นชนิดอื่นๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปกป้องไข่และลูกเล็กๆ ของพวกมัน โดยเมื่อมันรู้ว่ามีศัตรูมันจะมีการอมไข่ และลูกตัวเล็กๆ ไว้ในปากจำนวนมาก ดูยั้วเยี้ยไปหมด เพื่อปกป้องไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของศัตรู ทำให้อัตราการรอดของลูกปลาหมอคางดำสูงกว่าปลาและสัตว์น้ำในท้องถิ่นอื่นๆ 

...

"แต่หลายครั้งที่ตนและครอบครัววางอวนติดปลาหมอคางดำ ในขณะที่ปลดจากอวนจะเห็นชัดเจนว่าปลาหมอคางดำที่ติดอวน และมีตัวผู้ที่อมไข่หรือลูกตัวเล็กๆ ไว้ในปาก และจะพยายามพ่นลูกตัวเล็กๆ หรือไข่ออกจากปากลงสู่แหล่งน้ำ แม้ตัวมันจะตายเพราะถูกจับ แต่ลูกปลาหรือไข่ ที่มันพ่นออกมาจากปาก ก็มีโอกาสที่จะแพร่ขยายพันธุ์ได้ต่อไป แม้ตัวเองจะเป็นผู้ไล่ล่า จับปลาเอาชีวิตพวกมัน แต่เมื่อพบพ่อปลาหมอคางดำติดอวนถึงฆาต แล้วพยายามพ่นไข่และลูกตัวเล็กๆ ออกจากปาก ตนรู้สึกสงสารมัน และเชื่อว่า พฤติกรรมปลาหมอคางดำตัวที่ติดอวนแล้วพ่นไข่ พ่นลูกออกจะปากกลับสู่แหล่งน้ำ จึงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำรวดเร็วมากกว่าสัตว์น้ำหรือปลาในท้องถิ่นทุกชนิด" นางสมจิตรกล่าว