รมช.ไชยา ไปเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง สนามบินนครสวรรค์ เพื่อมอบนโยบาย “ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนแบบเต็มอิ่ม รับมือกับเอลนีโญ" ย้ำ กรมฝนหลวงฯ เป็นหน่วยสำคัญที่จะหาน้ำเติมเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่กำลังแห้งในช่วงปลายฤดูฝนไว้สู้กับภัยแล้งยาวถึงปี 67
เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมามอบนโยบาย และแนวทางการดำเนินงาน และให้กำลังใจแก่เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ออกบินปฏิบัติการฝนหลวง โดยมี นางสาวชุติพร เสชัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ผู้แทนกรมชลประทาน คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เข้าร่วม ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง สนามบินนครสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์
นายไชยา กล่าวว่า วันนี้ได้มอบนโยบาย “ปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนแบบเต็มอิ่ม รองรับสภาวะเอลนีโญ” โดยสั่งการให้ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานงานกับกรมชลประทาน ให้ติดตามสถานการณ์การเพาะปลูก และดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง รวมถึงปฏิบัติการฝนหลวงอย่างเต็มอิ่มในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูฝนนี้ เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการน้ำ และป้องกันสถานการณ์ภัยแล้งจากสถานการณ์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบไปจนถึงกลางปี 2567 ตามแนวทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุข มีรายได้มั่นคง ภาคการเกษตรแข็งแกร่ง เน้นการทำงานบูรณาการงานอย่างเข้มแข็ง รับมือภัยธรรมชาติด้วยการวางแผนอย่างชัดเจน
...
การทำฝนหลวงเพื่อรับมือตั้งแต่การป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟู เมื่อประสบเหตุภัยแล้งและภัยพิบัติทุกชนิด และการให้บริการประชาชนอย่างทั่วถึง ซึ่งกำชับให้ระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัยด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบแก่พื้นที่การเกษตรและประชาชน ทั้งนี้ได้เน้นย้ำเรื่องประสิทธิภาพ ความพร้อมของอากาศยาน อุปกรณ์ และเครื่องมือในการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ปฏิบัติงาน
สำหรับวันนี้กระทรวงเกษตรฯ โดย กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฝนหลวงแบบเต็มอิ่มในพื้นที่ภาคกลาง โดยโฟกัสไปที่บริเวณลุ่มรับน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อเติมน้ำต้นทุนที่วันนี้ข้อมูลบอกว่าเหลือน้ำกักเก็บไม่ถึง 30% นั่นหมายความมีใช้ได้จริงไม่ถึง 20% และช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร และให้มีเพียงพอรับมือภัยแล้ง ต้องเรียนว่าแม้ช่วงนี้หลายส่วนของประเทศฝนตกหนัก บางแห่งน้ำท่วม กรุงเทพฯ ฝนตกหนักหลายวันติดต่อกัน แต่พื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะเขื่อนหลักน้ำไม่ไหลเข้าเลย ฝนที่ตกมาไหลลงทะเลหมด จึงจำเป็นที่จะต้องทำฝนหลวงเติมเขื่อนในช่วงเวลาสำคัญในปลายฤดูฝนแบบนี้ เป็นการเอาชนะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตามศาสตร์พระราชา
...
...
ปฏิบัติการฝนหลวงแบบเต็มอิ่ม แบ่งเป็น 4 ภารกิจ จากการระดมกำลังจาก 3 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ ภารกิจที่ 1 การก่อเมฆ โดยหน่วยฯ นครราชสีมา ใช้เครื่องบิน CN235-200 จำนวน 1 ลำ ที่จะโปรยสารเคมีแคลเซียมออกไซด์ จากทางใต้เขื่อนตามทิศทางลมที่เป็นลมใต้เพื่อรวบรวมเมฆให้มากที่สุด ภารกิจที่ 2 เลี้ยงเมฆให้อ้วน โดยหน่วยฯ ลพบุรี ใช้เครื่องบิน CASA-212 จำนวน 2 ลำ ร่วมกับหน่วยฯ กาญจนบุรี ใช้เครื่องบิน เซสน่า 208 CARAVAN 2 ลำ ก่อนเติมสารแคลเซียมออกไซด์ทำฝนหลวง ณ หน่วยฯ ลพบุรี เพื่อทำภารกิจที่ 3 เลี้ยงเมฆซ้ำ ในพื้นที่เป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในก้อนเมฆให้มากที่สุด และภารกิจที่ 4 โดยหน่วยฯ นครราชสีมา ใช้เครื่องบิน Super King Air 1 ลำ บินปฏิบัติการโจมตีเมฆเย็นที่ความสูงกว่า 2 หมื่นฟุต เพื่อเพิ่มปริมาณฝนให้ตกมากขึ้น เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจการระดมกำลังปฏิบัติการฝนหลวงอย่างเต็มอิ่ม
...
ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวให้กำลังใจคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ชุดบินปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ รวมถึงพร้อมสนับสนุนให้หน่วยงานมีเครื่องมือ อุปกรณ์ที่ทันสมัยพร้อมปฏิบัติงาน และมีงบประมาณพร้อมในการปฏิบัติภารกิจฝนหลวง และต้องใช้ทำงานอย่างคุ้มค่า เกิดประโชยน์มากที่สุด เพื่อผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จต่อไป.