ธีระชัยเป็นขุนคลังกิตติรัตน์ดูพาณิชย์‘อภิวันท์’เฮ-ได้ศธ.9ส.ค.รู้โฉมโผครม.นปช.ยังลุ้นณัฐวุฒิ
“ยิ่งลักษณ์” เก็บตัวพักผ่อนที่บ้าน “เด็จพี่” แพลม 9 ส.ค. เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี กลุ่มเสื้อแดงโวยทำงานหนักแต่พอถึงเวลาเสวยสุขกลับโดนกีดกัน ดันสุดลิ่มขอเก้าอี้ให้ “ณัฐวุฒิ” ด้าน “พัลลภ” ทำขึงขังบอกไม่เคยวิ่งเต้น “สุกำพล” อ้ำอึ้งข่าวคั่วเก้าอี้ รมว.คมนาคม เผยโผ ครม.เริ่มนิ่ง “ยงยุทธ” นั่งรองนายกฯ ควบ มท.1 “เฉลิม” เป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ “ยุทธศักดิ์” เป็น รมว.กลาโหม “ปลอดประสพ” รับภารกิจสำคัญในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ “ธีระชัย” รับบทขุนคลัง “กิตติรัตน์” นั่ง รมว.พาณิชย์ “ปรีชา” ผงาดคุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ “สันติ” ยังเหนียวได้เป็น รมว.การพัฒนาสังคมฯ “อภิวันท์” ไปโชว์กึ๋นคุมกระทรวง ศึกษาฯ โฆษก ปชป.เผย “อภิสิทธิ์” สั่งตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้น การันตีไม่บิดเบือนข้อมูลกลั่นแกล้งใส่ร้าย “เทือก” บอกรู้ตัวจะโดนเช็กบิล แจงสำเนาเอกสารลับ ศอฉ. ที่หลุดผ่านสื่อโดนแก้วันที่ย้อนหลัง ย้ำให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัวและต้องทำตามขั้นตอน
หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากสำนักราชเลขาธิการให้เข้าเฝ้าฯรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 ส.ค. เวลา 17.30 น.นั้น ปรากฏว่า ก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา น.ส. ยิ่งลักษณ์ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนอยู่บ้าน ขณะเดียวกัน ภายในพรรคเพื่อไทยมีการเคลื่อนไหวต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีจากกลุ่มก๊วนที่เริ่มรู้ตัวว่าจะอกหัก แต่โดยภาพรวมพอจะเห็นเค้าลาง ครม.ชุดใหม่แล้ว
“ยิ่งลักษณ์” เก็บตัวอยู่บ้านวันหยุด
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เก็บตัวอยู่ที่บ้านซอยโยธินพัฒนา 3 เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางการเกาะติดของสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวตั้งแต่ ช่วงเช้า ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากตำรวจ สน.ลาดพร้าว ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีแผนเดินทางไปให้ กำลังใจประชาชนที่ประสบอุทกภัย ภายหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี
“เด็จพี่” เผย 9 ส.ค. เห็นโฉมหน้า ครม.
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า วันที่ 8 ส.ค. เวลา 17.00 น. ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะพร้อมกันรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ส่วนตัวคาดว่าวันที่ 9 ส.ค. จะเห็นโฉมหน้า ครม.แทบ ทั้งหมด ส่วนจะนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เมื่อใดต้องแล้วแต่นายกฯ คาดว่าจะเร็วแน่นอน เพราะวันนี้ประชาชนเดือดร้อนหลายเรื่อง ทั้งปัญหาน้ำท่วม จำเป็นต้องมีรัฐบาลโดยเร็ว ภารกิจแรกของนายกฯคือการลงพื้นที่พบประชาชนช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม
“สุกำพล” อ้ำอึ้งนั่ง รมว.คมนาคม
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต หรือ “บิ๊กโอ๋” อดีต จเรทหาร ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวเป็นแคนดิเดต รมว. คมนาคม ว่า ยังไม่ทราบ ยังตอบอะไรไม่ได้ ปล่อยให้ ว่ากันไปตามข่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้รับการทาบทามมาบ้างหรือไม่ พล.อ.อ.สุกำพลตอบว่า ยังไม่มี ปล่อยให้ เป็นไปตามข่าว ขออนุญาตพูดเพียงเท่านี้
“พัลลภ” ขึงขังบอกไม่เคยวิ่งเต้น
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้ สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวพยายามเดินเกมเข้าหาสายบ้านจันทร์ส่องหล้าเพื่อให้ได้ตำแหน่งด้านความมั่นคงว่า ไม่มี คนอย่างตนรับรองไม่เคยวิ่งขอตำแหน่ง ทำแต่งานที่พรรคมอบหมายให้ คือเป็น ผอ.เลือกตั้ง ดูแลจังหวัดบุรีรัมย์และลพบุรี ผลที่ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น แต่เรื่องวิ่งเต้นนั้นไม่เคย ไม่เคยโทรศัพท์ไปหาทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ถามว่าส่วนตัวมีความถนัดงานด้านไหน พล.อ.พัลลภ ตอบว่า เป็นทหารมาก่อน จึงถนัดแต่งานด้านความมั่นคง เมื่อถามว่า มีความกังวลหรือไม่ที่พรรคถูกมองว่ามีความขัดแย้งกับทหาร อาจทำให้การประสานงานไม่ราบรื่น พล.อ.พัลลภตอบว่า “คนในกองทัพก็น้องผมทั้งนั้น เคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนรบพิเศษมาก่อน มีพันเอก พันโท เป็นลูกน้องหลายคน หากไม่เป็นลูกน้อง ก็มีรุ่นน้องอีกมาก ที่ไปอยู่ในหน่วยต่างๆ ดังนั้น การทำงานจึงไม่มีปัญหา”
“ก่อแก้ว” ชูภารกิจเสื้อแดงแก้ รธน.
นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า วันนี้ต้องทำหน้าที่ 2 ส่วนคือเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยและเป็นสมาชิกคนเสื้อแดงขับเคลื่อนเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตย ภารกิจหลักที่คิดว่าต้องทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นจุดอ่อน เพราะถ้าไม่แก้เชื่อว่าจะไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของประเทศ สำหรับเสียงต่อต้านเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ เดิมๆ ที่มีสื่ออยู่ในมือ เสียงจึงอาจจะดังหน่อย อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการแก้ไขตรงนี้น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นฐานและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้คนส่วนใหญ่ราว 6 เดือน หรือ 1 ปีแล้ว เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางสถานการณ์การเมืองพร้อม รัฐบาลควรหันมาแก้ไขรัฐธรรมนูญปฏิรูปกฎหมายให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย มีอารยะ
พ้อทำงานหนักแต่ไร้บำเหน็จ
นายก่อแก้วกล่าวว่า หากมีแกนนำคนเสื้อแดงอยู่ใน ครม. เมื่อมีประเด็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงซึ่งเป็นคนหมู่มาก จะสามารถขับเคลื่อนช่วยอธิบายได้กระจ่าง แต่ถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็จะขาดหายไป วันนี้หากเอาภาพของความเป็นคนเสื้อแดงออก แล้วดูขีดความสามารถ จะพบว่าหลายคนมีศักยภาพสูงเช่นนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เท่าที่ไล่เรียงรายชื่อคนในพรรคแล้วไม่มีใครเก่งเท่านายณัฐวุฒิในตำแหน่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสื่อ ขณะที่ นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เหมาะที่จะเป็นรัฐมนตรี ความรู้ประสบการณ์ไม่แพ้ใคร เทียบกับนักการเมืองในพรรคเพื่อไทยแล้วมีความรู้มากกว่าด้วยซ้ำ เมื่อถามว่ามีสัญญาณจากพรรคเพื่อไทยให้แกนนำเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ นายก่อแก้วตอบว่า ตอนนี้สัญญาณขัดข้อง อย่างไรก็ตามไม่ได้กดดันหรือเรียกร้อง ถ้าไม่ได้ตำแหน่งแกนนำคงเฉยๆ แต่ในส่วนของมวลชนอาจมีบางคนที่ไม่แฮปปี้บ้าง เพราะพวกเขาต่อสู้มาอย่างหนัก ช่วงเลือกตั้งต้องไปเฝ้าสังเกตการณ์หน้าหน่วย แต่เวลาเสวยสุข ทำไมถึงรังเกียจเดียจฉันท์
ดันสุดลิ่มขอ “ณัฐวุฒิ” เป็นรัฐมนตรี
นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ประสานงาน นปช. 20 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวว่า การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีต้องให้แกนนำพรรคและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจ แต่แกนนำ นปช.อย่างนาย จตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็มีความเหมาะสมจะได้ตำแหน่ง โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิควรได้ดูแลเรื่องสื่อให้กับรัฐบาล คนที่ต้านเสื้อแดงคิด การเมืองแบบเก่าๆ คนเสื้อแดงไม่ได้ทำอะไรเสียหายจะห้ามเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร จริงอยู่การเจรจาปรองดองกับพวกอำมาตย์ต้องทำไป แต่ต้องมีความพอดี ไม่ใช่ยอมไปหมดทุกอย่าง ถ้าถึงเวลาแตกหักก็ต้องแตกหัก คนเสื้อแดงมาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ก๊วนอีสานยื่นคำขู่ “ทักษิณ–ย่ิงลักษณ์”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของภาคอีสานที่ก่อนหน้านี้มีข่าวได้โควตารัฐมนตรีในระดับรัฐมนตรีช่วยแค่ 3 ตำแหน่งเท่านั้น ทำให้แกนนำกลุ่มจังหวัดหลายคนต่อสายโทรศัพท์สอบถามกันว่าได้กรอกแบบฟอร์ม ครม.หรือยัง ทุกคนปฏิเสธว่าไม่ได้กรอก จึงได้หารือกันว่าเมื่อส่ง สัญญาณผ่านคนใกล้ชิดไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วไม่มีการเพิ่มโควตาให้จะทำอย่างไร บางคนเสนอว่าต้องล่ารายชื่อเป็นบัญชีหางว่าวกันเลยทีเดียว แต่ได้มีการเบรกเอาไว้ เพราะอาจทำให้เหตุการณ์บานปลายใหญ่โต หากแกนนำพรรคไม่พอใจอาจมีการเติมวันที่ลงในใบลาออกจากสมาชิกพรรคที่เขียนกันไว้ล่วงหน้าให้แกนนำของพรรคเก็บไว้ ซึ่งจะทำให้หลุดจากการเป็น ส.ส. จึงได้เคลื่อนไหวกดดันไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ว่าหากภาคอีสานไม่ได้โควตารัฐมนตรีเพิ่มต้องชี้แจงถึงเหตุผลว่าเกิดจากอะไร ขนาด พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มาตัวคนเดียวและมีลูกเขยที่เป็น ส.ส.คนเดียว ได้เป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร ดังนั้นหาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่เพิ่มโควตารัฐมนตรีให้ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ชี้แจง ต่อไปจะทำให้เกิดปัญหาการบริหารงานในพรรคเพื่อไทยได้
เผย “จุลพงษ์” ยังไม่ถูกทาบทาม
สำหรับนายจุลพงษ์ โนนศรีไชย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งมีข่าวว่าจะได้มาเป็น รมว.ต่างประเทศนั้น จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่านายจุลพงษ์ยังไม่ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ และปัจจุบันยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศนอร์เวย์ ส่วนคนใกล้ชิดนายจุลพงษ์เปิดเผยว่า ที่ผ่านมานายจุลพงษ์ยังไม่เคยรับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งทางการเมืองเลย แต่กลับมีข่าวออกมาต่างๆนานา และหากจะมีการทาบทามมา นายจุลพงษ์ก็ไม่สนใจที่จะไปเล่นการเมือง เพราะอยากรับราชการจนเกษียณ
“เหลิม” คุมตำรวจ-“ปลอด” นั่งบัวแก้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าการจัดโผ ครม.ล่าสุด แม้ส่วนใหญ่จะเริ่มนิ่งแล้ว แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนหลายตำแหน่งได้จนวินาทีสุดท้ายตามสถานการณ์และการต่อรองทางการเมือง โดยจะมีการเคาะโผครั้งสุดท้ายให้เสร็จภายในวันที่ 8 ส.ค. ภาพรวมเบื้องต้นคาดว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายบุญทรง เตรยาภิรมย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสื่อของรัฐ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็น รมว.กลาโหม นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมช.คลัง นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.ต่างประเทศ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
“ปรีชา” คุม ก.ทรัพยากรธรรมชาติฯ
นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายภูมิ สาระผล รมช.เกษตรฯ พล.อ.อ.สุกัมพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.คมนาคม นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.พาณิชย์ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.มหาดไทย นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ เป็น รมว.แรงงาน นางกุสุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม นายวรวัจน์ เอื้อภิญญกุล รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รมว.ศึกษาธิการ นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รมช.ศึกษาธิการ นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข นางบุญรื่น ศรีธเรศ รมช.สาธารณสุข นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.อุตสาหกรรม ขณะที่นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ และนายสุรพงษ์ อึ้งอัมพร–วิไล ได้เป็น รมช. แต่ยังไม่ได้กำหนดกระทรวงชัดเจน
“บัญญัติ” ชี้ปัจจัยวิเคราะห์อายุรัฐบาล
ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความมั่นคงของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหลายด้าน แต่หลักๆขึ้นอยู่กับการจัดวางตัวบุคคลเพื่อมาทำหน้าที่ คณะรัฐมนตรีว่าใช้คนให้ถูกและเหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบของงานแต่ละกระทรวงหรือไม่ ที่สำคัญคนที่จะมาเป็นรัฐมนตรีได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากสังคมทุกภาคส่วนหรือไม่ โดยเฉพาะภาคธุรกิจ ดังนั้น ปัจจัยนี้จึงยังพูดได้ยาก เพราะจนถึงวันนี้โผ ครม.ของรัฐบาลยังไม่นิ่งว่าเป็นใคร เมื่อไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของรัฐมนตรีก็วิจารณ์ยาก มีเพียงรายงานข่าวของสื่อเท่านั้น นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัญหาความขัดแย้งภายในของสมาชิกพรรคเพื่อไทยในกลุ่มก๊วนต่างๆและกลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นอย่างไร รวมถึงนิสัยเดิมๆของพวกเขา ที่หากต้องการสิ่งใดแล้วต้องได้ทันทีทันใด ต้องมีการกดดันเคลื่อนไหวให้ได้ตามข้อเรียกร้องหรือไม่
โฆษกใหม่ ปชป.ลั่นไม่บิดเบือนข้อมูล
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพรรคประชาธิปัตย์ว่า หลักการทำงานจะยืนบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายกลั่นแกล้ง เรื่องไหนเป็นเรื่องดี ถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อประชาชนตนจะสนับสนุน ในทางตรง กันข้ามถ้าเรื่องใดเป็นเรื่องทุจริต หรือทำร้ายประชาชน จะตรวจสอบอย่างเข้มข้น แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน ส.ส.น้อยกว่ารัฐบาลพอสมควร แต่การตรวจสอบและให้ข้อมูลข้อเท็จจริงต่อประชาชน เป็นหน้าที่หลักของ พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการตอบโต้ข่าวรายวันหรือไม่ นายชวนนท์กล่าวว่า จะยึดข้อมูลเป็นเรื่องๆ ถ้าจำเป็นต้องพูดแม้วันละ 2 ครั้ง ก็ต้องพูด แต่บางเรื่องควรให้โอกาสรัฐบาลในการทำงาน
เผย“อภิสิทธิ์” สั่งตรวจสอบเข้มข้น
นายชวนนท์กล่าวว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ไม่เหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าพรรคไม่ประสบความสำเร็จ แต่ประชาชนกว่า 10 ล้านเสียง ที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อยากเห็นพรรคทำงานอย่างเต็มที่ ฉะนั้น สมาชิกพรรคทุกคนต้องเข้มแข็งทำงานต่อไป ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าพรรคฝั่งตรงข้ามมีการสร้างฐานมวลชนที่เข้มแข็ง แต่พรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีการ สร้างฐานมวลชนในลักษณะปลุกปั่นบิดเบือน หรือสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชน เราต้องสื่อสารให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจให้ได้ โดยวันที่ 9 ส.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกประชุมกรรม– การบริหารพรรคเพื่อมอบทิศทางการทำงาน และนาย เฉลิม– ชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะกำหนดยุทธ– ศาสตร์ในการผลักดันให้พรรคกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมาได้รับแนวทางการทำงานอย่างไรบ้าง นายชวนนท์ตอบว่า แนวทางของนายอภิสิทธิ์คือพร้อมที่จะตรวจสอบอย่างเข้มข้นในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน แต่ถ้า เรื่องไหนที่รัฐบาลทำดีทำถูก เราสนับสนุน ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปคัดค้าน การทำงานต้องยึดประชาชนเป็นหลัก
โพลสะท้อนปัญหาที่อยากให้เร่งแก้
วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดเผยสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,336 คน ระหว่างวันที่ 5-6 ส.ค. ต่อนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.66 เห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการเมืองไทย ร้อยละ 21.35 มองว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะเป็นผู้ที่พรรคเพื่อไทยวางตัวไว้แต่แรก ร้อยละ 14.33 มองว่าไม่มั่นใจในตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บางคนมองว่าเป็นเพียงนายกฯเงา ส่วนเรื่องด่วน 5 อันดับแรกที่อยากให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำ เรียงลำดับดังนี้ 1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ราคาสินค้าแพง 2.การแก้ปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล อาชญากรรม 3.ความมั่นคงของประเทศ ปัญหาชายแดน 4.การพัฒนาการศึกษาไทย 5.การสร้างความปรองดองของคนในชาติ สำหรับการให้เวลาแสดงฝีมือ ร้อยละ 52.38 ให้เวลามากกว่า 6 เดือน ส่วนจะทำให้ประชาชนสมหวังมากน้อยเพียงใด ส่วนใหญ่ร้อยละ 48.04 เห็นว่าน่าจะสมหวัง เพราะดูจากโผ ครม.ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ขณะที่ร้อยละ 14.60 ระบุว่าไม่สมหวัง เพราะไม่มั่นใจในเสถียรภาพและการบริหารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
ค้านกลุ่มทุน–แกนนำแดงเป็น รมต.
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่องโผ ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ในสายตาของสาธารณชนช่วงโค้งสุดท้ายระหว่างวันที่ 3-6 ส.ค. ว่า นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ได้รับเสียงสนับสนุนในตำแหน่งรัฐมนตรีด้านงานประชาสัมพันธ์ ร้อยละ 60.8 พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้รับเสียงสนับสนุนในตำแหน่งรัฐมนตรีดูแลกระทรวงกลาโหมร้อยละ 57.9 พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ร้อยละ 57.6 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ร้อยละ 57.5 นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ร้อยละ 57.3 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ร้อยละ 57.1 นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ร้อยละ 56.2 นายวิรุฬ เตชะ–ไพบูลย์ ร้อยละ 53.9 นายโอฬาร ไชยประวัติ ร้อยละ 53.6 พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ร้อยละ 50.8 นายวิกรม คุ้มไพโรจน์ ร้อยละ 50.2 นายกิตติรักษ์ ณ ระนอง ร้อยละ 49.0 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ ร้อยละ 44.3 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ร้อยละ 42.8 นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ร้อยละ 40.7 และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ร้อยละ 35.4 ที่น่าพิจารณาคือส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.7 ไม่เห็นด้วยที่จะให้กลุ่มนายทุนมาเป็นรัฐมนตรี และร้อยละ 42.7 ไม่เห็นด้วยที่จะให้กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงเป็นรัฐมนตรี และร้อยละ 41.0 อยากให้โอกาสรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่ทำงานจนครบวาระ
เตรียมแบ่งเค้กโควตา กมธ.
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเรียกประชุมตัวแทนทุกพรรคการเมืองเพื่อหารือถึงการเลือกกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 ส.ค.ว่า ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ทุกพรรคต้องเข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ ทั้ง 35 คณะ สำหรับสัดส่วนประธานคณะกรรมาธิการ เบื้องต้นคำนวณตามสัดส่วน ส.ส.ได้แก่ พรรคเพื่อไทยได้ 19 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ได้ 11 คณะ พรรคภูมิใจไทยได้ 2 คณะ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน และพรรคพลังชล ได้พรรคละ 1 คณะ ส่วนพรรครักประเทศไทย พรรครักษ์สันติ พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตย–ใหม่ มีสัดส่วนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้ประธานคณะกรรมาธิการ จึงได้เพียงเป็นกรรมาธิการเท่านั้น ตามสัดส่วนนี้ถ้าทุกพรรคเห็นตรงกันจะถึงขั้นตอนการเลือกว่าพรรคใดจะได้คณะกรรมาธิการชุดไหน ตรงนี้กังวลจะเกิดข้อถกเถียงได้ แต่ถ้าสามารถตกลงกันได้ ก็จะถึงขั้นตอนการกำหนดจำนวนสมาชิกในคณะกรรมาธิการ แล้วให้แต่ละพรรคไปคัดเลือก ส.ส.มาดำรงตำแหน่ง ส่วนกรณีที่มีผู้ท้วงติงว่าจำนวนคณะกรรมาธิการ 35 ชุดถือว่าเยอะเกินไป งาน ทับซ้อนกัน จึงควรจะยุบให้เหลือน้อยลงนั้น ตนมองว่า ไม่จำเป็นต้องปรับลด ที่สำคัญหากมีการปรับลด จะต้องนำเข้าที่ประชุมสภาฯเพื่อแก้ไขข้อบังคับการประชุมก่อน อาจทำให้การแต่งตั้งคณะกรรมาธิการล่าช้า
เขมรเตรียมส่งหนังสือยินดี “ยิ่งลักษณ์”
วันเดียวกัน เว็บไซต์ฟิฟทีน มูฟ และหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพของกัมพูชา รายงานข่าวว่า รัฐบาลกัมพูชาเตรียมส่งหนังสือแสดงความยินดีกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทั้งยังระบุว่าหนังสือแสดงความยินดีดังกล่าวยังอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ซึ่งกัมพูชาจะส่งทันทีหลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ โดยกัมพูชาหวังว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะรื้อฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาให้ก้าวหน้าขึ้น
สื่อเทศชี้รัฐบาลเสี่ยงโดนเจาะยาง
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างบทวิเคราะห์การเมืองไทยของนายไมเคิล มอนเตซาโน จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษาในประเทศสิงคโปร์ ระบุสายสัมพันธ์ครอบครัว “ชินวัตร” ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ทำให้แผนปรองดองและระยะเวลาการดำรงตำแหน่งทางการเมืองตกอยู่ในความเสี่ยง ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือเป็นผู้นำของขั้วอำนาจทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้มีอิทธิพลในประเทศไทย และไม่ช้าก็เร็วกลุ่มดังกล่าวจะใช้วิธีการต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตากันต่อไปคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะสามารถหลุดพ้นจากเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย และจะประสบความสำเร็จในการปรองดองหรือไม่
“เทือก” แจงกรณีเอกสารลับ ศอฉ.
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีต ผอ.ศูนย์อำนวยแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงชี้แจงกรณีสื่อมวลชนบางฉบับตีพิมพ์เอกสารลับของศอฉ.ที่มีคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธปืนยิงประชาชนที่มาชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. 2553 ว่า ไม่รู้เจตนาของผู้เสนอข่าว แต่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดต่อผู้สั่งการและเจ้าหน้าที่ จึงขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้ 1. สำเนาเอกสารคำสั่งที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งนำมาแสดง ได้ตัดวันที่สั่งการออกไป ความจริงคำสั่งปฏิบัติการที่นำมาแสดงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เป็นคำสั่งลงวันที่ 13 เม.ย. 2553 ไม่ใช่วันที่ 10 เม.ย. 2553 เป็นการสั่งการหลังเกิดเหตุคนชุดดำที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมนำอาวุธสงครามมายิงเจ้าหน้าที่ ประชาชน จนมีผู้เสียชีวิต 26 คน บาดเจ็บ 800 คน ศอฉ. จึงจำเป็นต้องยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก เนื่องจากหลังวันที่ 10 เม.ย. 2553 เหตุรุนแรงยังไม่ยุติ คนชุดดำยังถืออาวุธร้ายแรงก่อเหตุร้ายต่อเนื่องแทบทุกวัน ศอฉ. จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธไม่ร้ายแรง สามารถควบคุมการยิงได้ เพื่อป้องกันตัวเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้รอดพ้นภัยคุกคามของคนชุดดำ คำสั่งนี้ระบุเรื่องการควบคุมวิถีกระสุน ไม่มุ่งต่อชีวิตเป้าหมาย จึงมีคำสั่งชัดเจนว่าการใช้อาวุธให้เล็งยิงส่วนล่างของร่างกายตั้งแต่เข่าลงมา ยืนยันว่าสำเนาคำสั่งที่พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวเป็นคำสั่งการวันที่ 13 เม.ย. 2553 ไม่ใช่วันที่ 10 เม.ย. 2553
ย้ำจนท.ใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัว
นายสุเทพกล่าวว่า 2. ส่วนที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวนำสำเนาคำสั่งวันที่ 10 เม.ย. และ 13 เม.ย.มาลงตีพิมพ์ในหน้า 14 ของหนังสือพิมพ์ จนอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าเป็นคำสั่งการในเหตุการณ์เดียวกันนั้น ขอชี้แจงว่าคำสั่งวันที่ 10 เม.ย. เนื่องจากก่อนหน้านี้ในวันที่ 9 เม.ย. กลุ่มผู้ชุมนุมนับหมื่นคนได้บุกโจมตีสถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว พร้อมทำร้ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บนับร้อยคน และยึดอาวุธปืนเจ้าหน้าที่ไปจำนวนมาก ก่อให้เกิดความกังวลว่าอาจนำอาวุธนั้นมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ ศอฉ.จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ เพื่อการป้องกันตัวเองและประชาชน โดยให้ใช้กรณีมีผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และป้องกันอันตรายใกล้ตัวที่อาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่และประชาชน ที่สำคัญหากจำเป็นต้องใช้อาวุธให้ทำตามขั้นตอนคือ 1. แจ้งเตือนด้วยวาจา 2. ยิงเตือนขึ้นฟ้า หรือในทิศทางที่ปลอดภัย 3. ใช้อาวุธตามหลักเกณฑ์โดยชอบด้วยกฎหมายและสมควรแก่เหตุ
ออกปากรู้ตัวจะโดนเช็กบิล
นายสุเทพกล่าวว่า ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้ายประชาชน ขณะนี้เหตุการณ์ร้ายผ่านมาปีเศษแล้ว และมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบรรดาผู้ก่อเหตุ อีกทั้งผู้ต้องหาก่อการร้ายบางคนได้เป็น ส.ส.พรรครัฐบาล บางคนอาจได้เป็นรัฐมนตรี ในฐานะที่รัฐบาลเป็นผู้กุมอำนาจรัฐถ้าจะสั่งการให้สอบสวนหรือดำเนินคดีกับตนที่เป็นผู้รับผิดชอบสั่งการในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็พร้อมพิสูจน์ความจริงตามกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวเชื่อว่ามีกระบวนการไล่เช็กบิลตน แต่พร้อมจะพิสูจน์ข้อเท็จจริง ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่คิดหนีไปต่างประเทศ
ค้านนิรโทษกรรมหัวโจกม็อบแดง
ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเสวนาวิชาการวันรพีในหัวข้อ “นิรโทษกรรม ทางออกหรือทางตัน” โดยนายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อยกเว้นทำให้ความผิดถูกมองข้ามนั้น ควรจะมีเมื่อมีเหตุผลอันสมควร เพราะหากนำไปใช้ในทางที่ผิดจะเกิดอันตรายได้ เช่น ผู้ที่มีอำนาจออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมตัวเอง ขณะเดียวกันการใช้กฎหมายนิรโทษกรรมไม่ได้ใช้เพื่อการปรองดอง แต่ออกเพื่อความผิดที่ลงโทษแบบไม่เป็นธรรม ส่วนประเด็นที่กำลังพูดถึงเรื่องการนิรโทษกรรมในขณะนี้ มองว่าผู้ที่ควรได้รับการนิรโทษกรรมมากที่สุดคือ กลุ่มชาวบ้านที่มาร่วมชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 เพราะเดินทางมาชุมนุมโดยไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ส่วนกลุ่มที่ไม่ควรได้รับนิรโทษกรรมคือผู้ที่วางแผนการชุมนุมโดยที่รู้ว่าหากชุมนุมจะเกิดอะไร แสดงว่าประสงค์จะให้ผู้ชุมนุมเกิดอันตราย อีกทั้งพอเกิดเหตุก็หนีจากที่ชุมนุม สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่สลายการชุมนุม หากพบว่าทำเกินหน้าที่ก็ไม่ควรได้รับนิรโทษกรรม
นัดประชุมตั้งทีมสอบประวัติ กสทช.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากวุฒิสภา ว่า พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ได้ส่งหนังสือเชิญ ส.ว.ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 8 ส.ค. ซึ่งเป็นการประชุมวุฒิสภานัดแรกในสมัยประชุมสามัญทั่วไป วาระสำคัญคือการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ และความประพฤติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จำนวน 44 คน อย่างไรก็ตาม เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีบุคคลผู้ใช้ชื่อนายสมชาติ รักษ์ถิ่นไทย ผู้แทนพนักงานชั้นผู้น้อยของสำนักงาน กสทช. นำเอกสารเรื่อง “กลุ่มอิทธิพลกำลังจะเข้ายึดกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมของชาติ” ความยาว 11 หน้ามาแจกจ่ายแก่สื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยมีเนื้อหาระบุถึงความไม่ชอบมาพากลใน 2 ประเด็นคือ กระบวนการยกร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นไปโดยมิชอบ โดยเฉพาะมาตรา 17 วรรคสอง เปิดช่องให้ฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดตั้ง กสทช.
แฉเล่ห์เอ็นจีโอเถื่อนแทรกแซง
สำหรับเอกสารส่วนที่ 2 ระบุถึงการสรรหา กสทช. 22 คน ปรากฏว่า คณะกรรมการสรรหามีที่มาจากองค์กรภาครัฐเพียง 6 คน แต่มาจากองค์กรเอ็นจีโอถึง 9 คน เท่ากับว่า กสทช.ได้รับคัดเลือกจากองค์กรเอ็นจีโอ ซึ่งเป็นองค์กรที่จะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมจาก กสทช. และองค์กรเหล่านี้ยังอยู่ในกำกับของ กสทช.ในฐานะผู้ประกอบการ จึงมีลักษณะเป็นผลตอบแทนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ บางองค์กรที่เข้ามาเป็นกรรมการสรรหาก็ไม่ได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย แต่เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มิได้มีกฎหมายรองรับ จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่จะเป็นกรรมการสรรหาได้ตาม พ.ร.บ.กสทช.มาตรา 14 อีกทั้งกรรมการสรรหาบางรายยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็น กสทช.ด้วย


