คำค้นหา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ข่าว

พรรคพลังประชารัฐ ชู 3 เหตุผลสำคัญ หนุน บิ๊กตู่ เข้าชิงเก้าอี้นายกฯ

คลิปวีดีโอ

กีฬา

"ส่งออกไทย" ยังไหว! ทางรอดฝ่า "สงครามการค้า" หนีความเสี่ยงแสนล้าน

ไทยรัฐออนไลน์21 พ.ค. 2562 05:30 น.
SHARE

"สงครามการค้า" ที่ไม่ได้มีผลกระทบกับแค่ "สหรัฐฯ-จีน" แต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึง "ไทย" ด้วย ที่แค่ล็อตแรกมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ ก็ระส่ำระสายไปตามๆ กันแล้ว


"บริษัทสัญชาติอเมริกัน" อ่วม! แบกต้นทุนนำเข้า

สหรัฐฯ อ้างว่า การที่ต้องตั้งกำแพงภาษีนั้น เพราะต้องการแก้ไขปัญหาขาดดุลการค้าและอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศ ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หรือ 1.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 มูลค่าการส่งออกของสหรัฐฯ อยู่ที่ 2.1 แสนล้านดอลลาร์ฯ (6.8 ล้านล้านบาท) และมูลค่าการนำเข้า อยู่ที่ 2.6 แสนล้านดอลลาร์ฯ (8.3 ล้านล้านบาท)


แต่กำแพงภาษีครั้งนี้ ไม่ได้กระทบฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่ดันกระทบกับบริษัทสัญชาติอเมริกันเองด้วย ทั้ง Apple, Intel, General Motors, Harley-Davidson และ Nucor ที่ต่างบอกกันว่า กำแพงภาษีทำให้ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น บางอย่างพุ่งกว่า 2 เท่าตัว ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อธุรกิจเป็นแน่


หรือแม้แต่การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมที่กำลังชะลอตัวและภาคการผลิตได้อ่อนตัวลง ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่า ชาวอเมริกัน 1-2 ล้านคน หรือมากกว่า 12% มีความเสี่ยงที่จะต้อง "ตกงาน" เนื่องจากบริษัทสัญชาติอเมริกันทั้งหลายแบกรับความเสียหายจากนโยบายภาษีไม่ไหว ดังนั้นการ "ปลดแรงงาน" จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่จะเลือกใช้


ปลุกกระแสโต้กลับสหรัฐฯ ด้วยวิธี "ชาตินิยม"

หลังสหรัฐฯ กำลังพยายามบีบให้บริษัทสัญชาติอเมริกันย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ทางฝั่งจีนเองก็มีกระแสเรียกร้องให้ใช้การตอบโต้ด้วยวิธี "ชาตินิยม" แต่ในยุคนี้มันทำไม่ได้ง่ายๆ น่ะสิ แม้รัฐบาลจีนอาจจะอยากทำอยู่ก็เถอะ เพราะถ้าใช้วิธี "ชาตินิยม" อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมจีน ทั้งยังทำร้ายผู้บริโภคจีนและแรงงานจีนที่ทำงานในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์สหรัฐฯ อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วน iPhone และการบริหาร-จัดการในร้านกาแฟอย่าง Starbucks ที่กำลังได้รับความนิยม


หรืออีกวิธีที่บอกว่า ปล่อยให้ "ค่าเงินหยวนอ่อนค่าเทียบดอลลาร์ฯ" เพื่อชดเชยต้นทุนการเก็บภาษีที่สูงขึ้นนั้น มันก็เสี่ยงมากเกินไป เพราะอาจทำให้น้ำมันและการนำเข้าอื่นๆ มีราคาสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อขยับสูงขึ้นอีก เกิดการหลั่งไหลของเงินออกนอกประเทศ กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของจีนแน่นอน


"ส่งออกไทย" ยังไหว!


ผลกระทบจากสงครามการค้าในไทยเริ่มจะเห็นชัดขึ้นในปีนี้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า หากสหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้ารอบใหม่ในกลุ่มสินค้าที่เหลืออีก 3.23 แสนล้านดอลลาร์ฯ (10 ล้านล้านบาท) จะกระทบการส่งออกไทยกว่า 3,100 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราวๆ 9.9 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว


โดย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฟันธงเลยว่า พิษจากสงครามการค้ารอบใหม่จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยชะลอตัวลงแน่นอน


ซึ่งในปัจจุบัน สหรัฐฯ นำเข้าจากไทยเป็นอันดับที่ 16 สัดส่วน 1.32% มูลค่าการค้าไทย-สหรัฐฯ 11,476 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ 3.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.22% โดยสินค้า 5 อันดับแรก คือ 1.อุปกรณ์ประมวลผล 2.ยางรถยนต์อัดอากาศ 3.อุปกรณ์ไฟฟ้า 4.เครื่องจักรด้านการพิมพ์ 5.วงจรอิเล็กทรอนิกส์ รวมแล้วสหรัฐฯ ขาดดุลการค้าไทย 4,318.99 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ 1.4 แสนล้านบาท


ด้าน นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า รายการสินค้าล็อตแรก มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ฯ (6.4 ล้านล้านบาท) คาดมีผลกระทบกับการส่งออกไทย 5.6-6.7 พันล้านดอลลาร์ฯ (1.8-2.1 แสนล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2.2 ของมูลค่าการส่งออก ซึ่งตัวเลขนี้ได้มาจากการคำนวณ 3 ตัว คือ สิ่งที่คิดว่าจะขยายไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้ มีแนวโน้มประมาณร้อยละ 9 ของกลุ่มสินค้าพวกนี้ แต่ว่าการส่งออกไปจีนอาจจะลดลงประมาณร้อยละ 9 เช่นเดียวกัน อีกตัวที่จะลดลง เป็นการส่งออกสินค้าไปประเทศที่สามที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคเอเชีย บวกลบออกมาแล้วอาจจะมีผลกระทบการส่งออก แต่ยังรับมือได้ และการวิเคราะห์สินค้าหลายตัว คิดว่าสินค้ามีศักยภาพที่จะส่งออกไป โดยตลาดที่ดึงออกมาก็จะเป็นตลาดสหรัฐฯ อินเดีย เวียดนาม อย่างสินค้าเกษตร อาหาร เนื้อไก่ เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในบางตัวก็จะมีการส่งออกไปประเทศอื่นๆ ได้


"สงครามการค้าครั้งนี้ คงไม่มองเป็นลบไปหมด เพราะมีความมั่นใจ สินค้าไทยมีศักยภาพที่จะเจาะตลาดไปได้"


"ส่งออกไทย" ต้องปรับกลยุทธ์


ขณะที่ "อีไอซี" มองว่า สงครามการค้าจะส่งผลลบต่อการส่งออกไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการส่งออกทดแทนในตลาดจีนและสหรัฐฯ และได้ประโยชน์บางส่วนจากการนำเข้าสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงการย้ายฐานการผลิตบางส่วนของจีนมายังไทย


แต่!! ก็อย่าลืมว่ามีประเทศอื่นๆ ที่ไทยต้องแข่งขันด้วย ยิ่งเวียดนามและมาเลเซียที่มีการส่งออกสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ทำให้การส่งออกทดแทนอาจจะไม่ได้ฉลุยซะทีเดียว อย่าง "เวียดนาม" มีข้อได้เปรียบในการทำข้อตกลงการค้าเสรี อีกทั้งยังมีระยะทางใกล้กับจีน การขนส่งทำได้ง่ายกว่าไทย แถมค่าแรงขั้นต่ำยังถูกกว่ามาก


นอกจากนี้ "อีไอซี" ยังย้ำอีกว่า ผู้ส่งออกไทยควรวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกันความผันผวนของค่าเงิน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีการรับจ่ายเงินในสกุลเงินหยวน เพราะค่าเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่อง หากสงครามการค้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป


ด้าน นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า อยากเสนอให้ผู้ส่งออกและภาครัฐใช้กลยุทธ์ทำการตลาดสินค้าส่งออกด้วยการ "ตั้งราคาให้ต่ำลง" เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน เนื่องจากปัจจุบันสินค้าไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง 5-10% อาจทำให้ผู้บริโภคบางตลาดหันไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งอื่นได้ สินค้าไทยสูงกว่ามาก ทั้งเกษตร แปรรูป เครื่องดื่ม เฟอร์นิเจอร์ จึงอยากให้ลดราคาให้ต่ำลง ไม่งั้นจะขายไม่ได้

...หาก "สงครามการค้า" ยังไม่ได้ข้อสรุป ผู้ส่งออกไทยก็ควรเตรียมรับมือด้วยการมองหาตลาดการส่งออกที่มีแนวโน้มยังไปต่อได้ดี ทั้งในเขตอาเซียน หรือแม้แต่อินเดีย และหากสามารถผลิตและส่งออกสิ่งที่เขาต้องการได้ ก็ไม่ควรรอช้า ซึ่งไทยอาจจะอยู่ในฐานะแหล่งสำรองก็เป็นได้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

"ไอโฟน" แพงกระเป๋าฉีก! สงครามการค้าถล่ม "แอปเปิล" ดันราคาพุ่งพรวด

จากสงครามการค้าสู่สงครามเย็น วิกฤติโลกครั้งใหม่ที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สงครามการค้าสหรัฐจีนส่งออกทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED