วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักรบตาปิศาจ

อ่่านเรื่องย่อ 37k

แนว: แอกชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย: ศานต์ ศรุติ

บทโทรทัศน์โดย: วรพันธ์ รวี

กำกับการแสดงโดย: ณพธันกรณ์ ธัญญาสิริทรัพย์

ผลิตโดย: บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: บิ๊กเอ็ม กฤตฤทธิ์ บุตรพรม, เนย ปภาดา กลิ่นสุมาลย์

ระหว่างที่นายใหญ่นั่งกระวนกระวายใจรอฟังข่าวความคืบหน้าเรื่องพรทิพาหายตัวไป มีเสียงเอะอะของประสงค์ดังมาจากหน้าห้องว่าอย่าเพิ่งเข้าไป ท่านกำลังไม่สบายใจมาก หมอชูเกียรติไม่สนใจเสียงห้ามปราม เปิดประตูผลัวะเข้ามาพร้อมกับปืนกลในมือ

“ฉันต่างหากที่ไม่สบายใจมากกว่าใครๆ นั่นน้องสาวคนเดียวในโลกของฉัน...ฉันรักเธอที่สุดในโลกแล้วไอ้ที่เคยว่าจะปกป้องเธอกลับพลาดพลั้ง” หมอชูเกียรติถลันเข้ามาจะชกหน้านายใหญ่ ประสงค์พุ่งไปขวางไว้โดนหมัดตรงเข้าเต็มๆ เขาไม่พอใจจะชักปืน นายใหญ่ยกมือห้าม สั่งให้เขาออกไปก่อน ประสงค์จำต้องถอยตามที่นายสั่ง หมอชูเกียรติต่อว่านายใหญ่ว่ามานั่งสบายอารมณ์อยู่ได้อย่างไรในเมื่อพรทิพาหายตัวไป

“ฉันส่งคนตามหาเธอเป็นร้อยคนแทบจะพลิกกรุงเทพฯหา หรือว่าจะต้องให้ฉันออกไปตะลอนอีกคน”

“ไหนบอกว่าในโลกนี้มีคนที่รักและไว้ใจมากที่สุดคือเราสองคน จำได้ไหม...จำได้ไหม” หมอชูเกียรติขยำคอเสื้อนายใหญ่เขย่าตัวโยกไปมา เขาสั่งให้หมอเอามือออก น้ำเสียงทรงอำนาจของเขาทำให้หมอชูเกียรติได้สติ ค่อยๆปล่อยมือ ก่อนจะร้องไห้โฮ คร่ำครวญว่ากลัวน้องจะตาย นายใหญ่เองใช่จะไม่กลัว แต่ที่ต้องนิ่ง แสดงออกอะไรไม่ได้เพราะไม่อยากทำให้บริวารทั้งหลายพลอยใจเสียไปด้วย

“ผมเข้าใจมาตลอด นิ่งอย่างที่สั่งสอนผมไว้มาตลอด แต่เรื่องน้องผมนิ่งไม่ได้ ผมจะเสียเธอไม่ได้”

นายใหญ่ดึงหมอชูเกียรติที่ร้องไห้มากอดปลอบใจว่าพรทิพาต้องไม่ตาย เราจะออกไปหาเธอด้วยกัน

ครู่ต่อมานายใหญ่กับหมอชูเกียรติขับรถตระเวนหาพรทิพาอยู่พักใหญ่ก็ไม่พบ หมอชูเกียรติเริ่มสติแตกอีกครั้ง บ่นพึมพำไม่รู้ป่านนี้น้องจะโดนทารุณแค่ไหน นายใหญ่เดือดปุดๆขึ้นมาบ้าง

“บอกแล้วไงว่ามันไม่ฆ่าเธอ มันต้องการรู้เรื่องของเรา แก้ปัญหาไปแล้วส่งคนออกตามหาเธอมานานแล้ว”

“แต่ไม่พบ...ถ้าเธอเป็นอะไรไปเราขาดกันทันทีจำไว้”

“อย่าอวดดี อย่ากำแหงกับฉัน” นายใหญ่มองหมอชูเกียรติสายตากร้าว...

ที่มุมสงบเงียบแห่งหนึ่ง อัคคีกับวิชชุดานำร่างไร้วิญญาณของพรทิพามาจัดฉากให้นั่งก้มหน้าพิงต้นไม้ใหญ่แล้วพากันเดินกลับไปที่รถ ต่างคิดไม่ตกตึกเขียวที่พรทิพาว่ามีจริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่เรื่องแต่ง อัคคีแนะให้ตระเวนหากันทุกตึกที่ทาสีเขียว จุดเด่นของมันน่าจะเป็นตึกที่มีผู้ชายมากพอสมควรเฝ้าอยู่เพราะมันรู้ว่ากำลังเพลี่ยงพล้ำ วิชชุดาอยากรู้ว่าเราจะเริ่มหาตึกเขียวที่ว่าเมื่อไหร่


“พรุ่งนี้ โอเคนะ” พูดจบอัคคีดึงวิชชุดามากอดอย่างทะนุถนอม

ooooooo

ที่ฟาร์มเพาะเด็ก ประกายดาวเดินเล่นอยู่ภายนอกตัวอาคารด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พวกสมุนเฝ้ายามที่เดินผ่านต่างยิ้มทักทายเธอราวกับคนคุ้นเคย เลขาฯของฟาร์มเข้ามาขอบใจเธอที่สามารถทำให้แม่พันธุ์หลายคนเปลี่ยนใจมาให้ความร่วมมือ เธอยิ้มรับคำขอบคุณและขอให้เขาช่วยรายงานให้นายใหญ่ทราบด้วย

“ท่านคงพอใจแต่ตอนนี้ท่านไม่ว่าง ไม่อยากรบกวนแล้วจะรายงานไปภายหลัง”

ประกายดาวสบช่องทันที แกล้งทวงถามถึงรางวัลที่นายใหญ่เคยสัญญาว่าจะให้ถ้าทำงานสำเร็จ เลขาฯถามว่าอยากได้รางวัลอะไร เธออยากกินส้มตำ ลาบ น้ำตกข้าวเหนียว ไก่ย่าง ไม่ได้กินมานานแล้ว เขาไม่ขัดข้อง เดี๋ยวจะจัดการให้ เธอไม่ได้จะกินคนเดียวแต่จะกินกับเพื่อนๆเผื่อจะได้มีทัศนคติที่ดีมากขึ้นกับที่นี่

“เห็นด้วย เธอฉลาดมากสมกับที่ท่านชมเดี๋ยวจะให้คนไปซื้อมาให้”

“ขอกินเจ้าประจำได้ไหมคะ ขอร้องค่ะ อยากกินเจ้านั้นจริงๆ ช่วยให้คนที่จะไปซื้อ มาเอารายการอาหารด้วย ขอบพระคุณมากค่ะ”

เลขาฯเอ็นดูเธอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ติดใจสงสัยอะไร แต่แล้วนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ เขาต้องขออนุญาตจากนายใหญ่ก่อน ประกายดาวถึงกับหน้าเจื่อนกลัวนายใหญ่จะจับพิรุธได้...

นายใหญ่กับหมอชูเกียรติกลับมาถึงที่พักของฝ่ายแรกด้วยสีหน้าผิดหวัง ครั้นประสงค์เข้ามารายงานว่ายังไม่มีใครพบพรทิพา หมอชูเกียรติถึงกับนอตหลุดตบหน้าเขาฉาดใหญ่ด่าซ้ำว่าไอ้โง่ ประสงค์โมโหมากยังไม่ทันจะตอบโต้ มีเสียงโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ นายใหญ่คิดว่ามีข่าวพรทิพาสั่งให้ประสงค์ส่งสายมาจะรับเอง

แต่กลายเป็นเลขาฯฟาร์มเพาะเด็กโทร.มา ยังไม่ทันจะพูดเรื่องที่ประกายดาวร้องขอ ท่านตวาดใส่เสียก่อน

“ใครใช้ให้โทร.มาตอนนี้ อยากทำอะไรก็ทำไปสิ อย่าติดต่อมาอีก”

“หมายความว่าท่านอนุญาต”

“ใช่...วางหูได้แล้ว” นายใหญ่ส่งโทรศัพท์คืนให้ประสงค์ หมอชูเกียรติยืนกรานจะไม่มีวันถอดใจ จะต้องตามหาน้องให้เจอ แล้วผลุนผลันออกไป นายใหญ่เป็นห่วงกลัวจะวู่วามสั่งให้ประสงค์ตามไปดู...

ทางด้านประกายดาวเขียนรายการอาหารเสร็จก็ส่งให้เลขาฯฟาร์มซึ่งไม่ได้อ่านแม้แต่น้อย ส่งต่อให้สมุนที่จะไปซื้อทันที ประกายดาวลอบถอนใจที่ไม่มีใครสนใจจะเปิดดูรายการสั่งอาหารของตัวเอง...

ขณะที่ประกายดาววางแผนจะหลบหนี อัคคีกับวิชชุดาออกตระเวนสำรวจตึกเขียวตามที่พรทิพาให้ปากคำไว้ แต่ไม่พบพิรุธสักแห่ง ครั้นจะให้บุกเข้าไปทุกตึกมีหวังเป็นเรื่องใหญ่แน่ อัคคีแนะให้หาข้อมูลก่อนว่าตึกที่จะเข้าไปเป็นของใคร วิชชุดาอาสาจะจัดการให้ เขาไม่วายแขวะ ลืมไปว่าเธอคุ้นเคยกับตำรวจ


“ประชดหรือเปล่า”

“ไม่บังอาจ อย่ามาทะเลาะกันตอนนี้นะ” พูดจบอัคคีดึงวิชชุดามากอดหน้าตาเฉย

ooooooo

ที่ร้านขายส้มตำเจ้าประจำของประกายดาว สมุนเอารายการอาหารให้เตือนใจเมียทหารเจ้าของร้านแล้วเดินไปนั่งรอที่โต๊ะ เตือนใจทำให้ลูกค้าเจ้าก่อนหน้าเสร็จก็หยิบรายการอาหารที่ได้จากสมุนมาอ่านถึงกับร้องเอ๊ะออกมา แล้วรีบก้มหน้าทำอาหาร แต่แอบชำเลืองมองสมุนอยู่ตลอด

พลันภาพของประกายดาวที่เคยมายืนสั่งส้มตำผุดขึ้นมาในความคิดของเตือนใจ เธอเป็นลูกค้าประจำที่กินบ่อยจนเตือนใจจำได้แม่นว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร เตือนใจทำอาหารเสร็จส่งให้สมุน รอจนเขาไปจากร้านแล้วหยิบรายการอาหารยัดใส่กระเป๋า...

ใช้เวลาไม่นาน วิชชุดาก็ได้รายชื่อเจ้าของห้องพักและเจ้าของตึกเขียวทั้งหมด อัคคีแดกดันเสกมาหรือถึงได้เร็วนัก เธอยอกย้อนก็ทำเหมือนเขาที่อยากเห็นอะไรก็เห็นได้ทันที แล้วชวนเขามาเช็กรายชื่อด้วยกัน...

ฝ่ายประกายดาวอิ่มหนำสำราญก็หันไปขอบคุณเลขาฯฟาร์มเพาะเด็ก แล้วออดอ้อนขอกินวันพรุ่งนี้อีกครั้ง หวังจะให้เตือนใจจำตัวเองให้ได้ แต่เขากลับบอกเธอว่าอย่าเรียกร้องอะไรให้มากนัก ประกายดาวถึงกับหน้าเจื่อนรีบยกมือไหว้กลบเกลื่อน เพื่อกันความผิดพลาดเลขาฯเรียกสมุนที่ไปซื้อส้มตำมาสอบถามว่าที่ร้านขายส้มตำมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า สมุนส่ายหน้าจะมีก็แค่แม่ค้าร้องเอ๊ะเท่านั้น

“เธออยากกินอีกที่นั่น พรุ่งนี้ไปซื้อแล้วจับสังเกตดูอีกที อย่าทำอะไรให้ผิดสังเกต” แม้จะเมตตาประกายดาวแต่เลขาฯก็ยังไม่วางใจนัก...

หลังเช็กรายชื่อเจ้าของตึกเขียวแต่ไม่พบพิรุธ อัคคีกับวิชชุดามาซุ่มดูตรงจุดที่เอาพรทิพามาจัดฉากไว้

สักพักหมอชูเกียรติเดินนำประสงค์เข้ามาเห็นผู้หญิงนั่งก้มหน้าพิงต้นไม้ ขยับไปดูใกล้ๆ เห็นแหวนที่ตัวเองมอบให้น้องก็จำได้ทรุดลงนั่งข้างๆประคองใบหน้าพรทิพาที่เกรอะกรังไปด้วยเลือดให้เงยหน้าขึ้นมา ประสงค์แนะให้เรียกพวกเราที่อยู่ใกล้แถวนี้ที่สุดให้มารับตัวเธอไป เราสองคนไม่ปลอดภัยถ้าจะอยู่ที่นี่เกิดมีใครมาพบเข้าเราจะแย่ หมอชูเกียรติจะพาน้องกลับบ้านด้วยตัวเอง ประสงค์ร้องห้ามไว้

“อาจมีใครที่เอาเธอมาไว้ซุ่มดูอยู่ จะเสียหายกันหมดนะครับ พวกเราอยู่ใกล้ๆนี่ก็น่าจะมี ผมจะเรียก” ประสงค์ไม่รอคำตอบคว้ามือถือขึ้นมาโทร.ออก หมอชูเกียรติจำต้องตัดใจถอยออกมา...

อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก อัคคีกับวิชชุดาเห็นแล้วว่ามีคนมาเจอร่างของพรทิพาแถมยังหงายหน้าเธอขึ้นดูอีกด้วย วิชชุดาตั้งข้อสังเกตหากพวกนั้นแจ้งตำรวจก็แปลว่าคนทั่วไปเจอ แต่ถ้าพวกมันเอาตัวเธอไปแปลว่าเป็นพวกคนร้าย แต่ปรากฏว่าพวกนั้นถอยกลับไป

“คงไม่ใช่พวกมัน ซุ่มดูต่อไป” อัคคีว่าแล้วขยับตัวเปลี่ยนท่า รอคอยเหยื่อให้มาติดกับ...

ในเวลาต่อมาที่ห้องทำงานของนายใหญ่ภายในบ้านพัก หมอชูเกียรติอาละวาดขว้างปาข้าวของทั้งน้ำตานองหน้า เสียใจปนแค้นใจที่น้องสาวเพียงคนเดียวต้องมาตายจากไปก่อนเวลาอันควร นายใหญ่เข้ามาตบบ่าปลอบใจว่าตนก็เสียใจไม่แพ้เขาเช่นกัน สาบานจะฆ่าอัคคีล้างแค้นให้เธอ หมอชูเกียรติโทษว่าที่น้องต้องตายเพราะนายใหญ่สั่งให้เราสองพี่น้องทำแต่เรื่องเลวร้ายกับคนอื่น กรรมถึงได้ตามเราทัน

“ทำไมถึงบังคับให้เราทำความเลว ทำไมไม่สอนให้เราทำสิ่งดีงาม...ฉันจะฆ่าแก” หมอชูเกียรติคว้าปืนเล็งใส่ นายใหญ่ทวงบุญคุณถ้าเขากับน้องไม่ได้ตนดึงออกจากขุมนรก จะได้มีชีวิตที่ดีแบบนี้หรือ

“ฉุดมาลงนรกขุมใหม่ในคราบยาพิษฉาบน้ำผึ้ง จากคนดีๆกลายเป็นคนในคราบปิศาจ” หมอชูเกียรติเล็งปืนใส่แต่มือไม้สั่นไม่กล้ายิง นายใหญ่ถอยมาถึงโต๊ะทำงานหยิบปืนที่วางแอบไว้ขึ้นมายิงใส่อีกฝ่ายสามนัดซ้อน ประสงค์ได้ยินเสียงปืนเปิดประตูผลัวะเข้ามาเห็นหมอชูเกียรตินอนจมกองเลือดถึงกับตะลึง

“เขารนหาที่ตายเอง เอาไปจัดการให้เรียบร้อยและรวดเร็วที่สุด...ฉันจะไปโรงพยาบาลไปดูศพพรทิพา”

ooooooo

อัคคีกับวิชชุดาตามรถที่ไปรับศพพรทิพามาถึงหน้าโรงพยาบาลเพชรน้ำเอก ทั้งคู่อดแปลกใจไม่ได้ทำไมต้องเจาะจงเอามาที่นี่ อัคคีคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ถึงบางอ้อ

“เราเสียรู้มันแล้ว ไอ้สองคนแรกนั่น มันคือผู้ออกคำสั่งให้พวกมันมารับเธอมาไว้ที่นี่”

“มันเป็นใครกัน ไม่ได้เห็นหน้ามัน” วิชชุดาบ่นด้วยความเสียดาย อัคคีเองก็พลาดที่ไม่ได้พยายามจะมองหน้าสองคนนั่น แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าศพพรทิพาอยู่ที่นี่ ในเมื่อยังทำอะไรไม่ได้ อัคคีชวนวิชชุดากลับกันก่อน คืนนี้ค่อยมาใหม่อีกที สองคนขับรถออกไปไม่นาน รถของนายใหญ่แล่นเข้าไปจอดในโรงพยาบาล ครู่ต่อมา นายใหญ่เอาสำลีเช็ดหน้าเช็ดตาเนื้อตัวให้ร่างไร้วิญญาณของพรทิพาอย่างทะนุถนอม

“ไม่เป็นไรแล้วนะคนดี ไม่ต้องกลัว เธอปลอดภัยแล้วไม่มีใครทำอะไรเธอได้อีกแล้ว หนึ่งชีวิตของเธอต้องมีคนมาสังเวยเป็นร้อย” พูดจบนายใหญ่โทร.หาประสงค์ “ประสงค์ฟังแล้วทำตามคำสั่งของฉันทันทีนะ”

หลังได้ใบสั่งอาหารจากเตือนใจ ประกายรุ้งพาเธอไปพบกับอัคคีและวิชชุดาที่บ้านพักซึ่งอยู่ภายในค่ายทหาร เอากระดาษใบนั้นให้ทั้งคู่ดูด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดีมากเพราะมั่นใจว่าลูกสาวยังมีชีวิตอยู่ วิชชุดาพึมพำนอกจากจะลงวันที่เมื่อวาน ยังลงชื่อของประกายดาว อุราฤทธิ์ ไว้อย่างชัดเจน

“ใช่ค่ะ คนมาซื้อท่าทางหน้าตาดูเอาเรื่อง มาถึงไม่พูดอะไรแต่ส่งรายการอาหารให้เตือนใจดูเลยค่ะ”

“น้องดาวเธอฉลาดมาก เธอพยายามหาทางส่งข่าวถึงพวกเราโดยผ่านทางเตือนใจ”

เนื่องจากบันดาลไปราชการที่เมืองนอก อัคคีจึงรับอาสาจะจัดการเรื่องนี้เอง ฝากประกายรุ้งไปบอกบันดาลด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง ตนจะพาประกายดาวออกมาให้เร็วที่สุด วิชชุดาเองก็จะช่วยเขาอีกแรงหนึ่ง อัคคีได้แต่หวังว่าสมุนจะมาซื้อของให้เธออีก เราจะได้ตามไปดูว่ามันอยู่ที่ไหน

“อย่าทำอะไรเป็นพิรุธให้มันสงสัยนะคะพี่เตือนใจ” วิชชุดากำชับ อัคคีไม่ลืมย้ำกับเตือนใจให้ระวังตัวด้วย พวกมันร้ายกาจมาก...

ค่ำวันเดียวกัน อัคคีกับวิชชุดาซึ่งปลอมตัวอำพรางใบหน้าที่แท้จริงกลับมาที่โรงพยาบาลเพชรน้ำเอกอีกครั้ง เขาขอให้เธอทำทีไปขอเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ดูศพญาติ ให้โกหกว่าจำชื่อไม่ได้ให้ทางนั้นช่วยเปิดคอมพิวเตอร์หาว่าวันนี้มีคนตายที่เป็นหญิงกี่ราย และอย่าลืมถามด้วยว่ามีชื่ออะไรบ้าง

ooooooo

ระหว่างรอให้วิชชุดาเดินไปที่เคาน์เตอร์ อัคคีใช้ตาปิศาจมองทะลุกำแพงสำรวจตามห้องโน้นห้องนี้ แต่ไม่เจอห้องเก็บศพพรทิพา จึงกวาดตาไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เห็นเจ้าหน้าที่กำลังคีย์คอมพิวเตอร์หารายชื่อตามที่วิชชุดาร้องขอ เขาเพ่งมองอึดใจ ก่อนจะตามไปสมทบกับวิชชุดา บอกชื่อหนึ่งให้กับเจ้าหน้าที่

“สมปอง สมุทรคงคาลัยครับ” อัคคีเห็นวิชชุดามองด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถามประมาณว่ารู้ได้อย่างไร เขากลับทำไม่รู้ไม่ชี้ เจ้าหน้าที่เห็นมีรายชื่อที่อัคคีบอกตรงกับรายชื่อคนตาย ก็เรียกให้พนักงานมาพาทั้งคู่ไปที่ห้องดับจิต อัคคีกลับบอกว่าไม่เป็นไร แล้วกระซิบบอกวิชชุดาให้ไปกันได้แล้ว เธอเดินออกมากับเขาแบบงงๆ

“จะไปไหนกันอีกคะ ยังไม่รู้เลยว่าศพเธออยู่ที่ไหน”

“แต่ไม่ได้อยู่ในห้องดับจิตแน่ๆ” อัคคีเห็นสีหน้าฉงนของอีกฝ่าย รีบออกตัวที่รู้เพราะแอบชะโงกมองรายชื่อจากจอคอมพิวเตอร์เมื่อครู่ ไม่พบรายชื่อพรทิพาอยู่ในนั้น แต่เธออยู่ที่นี่แน่นอน แล้วพาวิชชุดาตรงไปที่ลิฟต์ เพื่อไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพื่อขอพบกับท่าน

เลขาฯหน้าห้องแจ้งว่าวันนี้ท่านไม่ได้มาทำงานและไม่ทราบว่าจะมาวันไหน อัคคีปล่อยให้วิชชุดาซักเธอ ส่วนตัวเองใช้ตาปิศาจสำรวจในห้องไม่พบใคร แต่เห็นประตูลับหลังตู้ใบหนึ่งซึ่งเปิดเข้าไปในห้องแล็บ เห็นร่าง พรทิพาในชุดใหม่ ใบหน้าถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอางดูดีสวยงาม เขาสะกิดวิชชุดา

“ไปกันเถอะ”

หญิงสาวถึงกับร้องอ้าว ยังไม่ได้อะไรไปอีกแล้วหรือ แต่ยังไม่ทันขยับ สารวัตรเก่งโทร.เข้ามือถือของเธอเสียก่อน แจ้งว่าเกิดเหตุระเบิดป่วนเมืองไปทั่ว มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ขอให้ทั้งคู่มาประชุมลับด่วนที่สุด ทั้งคู่กลับไปที่รถโดยวิชชุดาคุยมือถือกับสารวัตรเก่งมาตลอดทาง ก่อนจะวางสายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พวกมันกระจายกันกระหน่ำฆ่าคนทั่วเมือง เอา ศพไปด้วยบ้างเอาไปไม่ทันมันก็ตัดแขนขา ส่วนใหญ่จะเป็นหัว ทำไมมันอุกอาจขนาดนี้”

อัคคีเชื่อว่านี่เป็นการล้างแค้นให้กับการตายของพรทิพา และมั่นใจว่าศพของเธออยู่ในห้องลับด้านหลังห้องผู้อำนวยการ วิชชุดาตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นห้องแล็บของหมอชูเกียรติ อัคคีแจ้งว่าหมอไม่ได้อยู่ที่นั่น

“ไปสั่งการให้ยิงป่วนเมืองไงคะ” พูดไม่ทันขาดคำมีเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้น ทั้งคู่หันมองตามเสียง เห็นผู้คนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน อัคคีชวนให้ไปช่วยกันจัดการพวกคนร้ายแล้วพากันขึ้นรถ วิชชุดาสงสัยผู้คนมากมายจะมองออกได้อย่างไรว่าพวกมันอยู่ตรงไหน เขาแยกออกไม่ต้องห่วงแล้วชะลอรถมองหา วิชชุดาเพิ่งนึกได้

“เอ๊ะ คุณรู้ได้ยังไงคะว่าศพพรทิพาอยู่ในห้องลับ หลังห้องผู้อำนวยการและอยู่ตามลำพัง”

“ก็...เดี๋ยว ผมเห็นพวกมันแล้ว” อัคคีรีบจอดรถ ชี้ไปที่มุมถนนไกลๆ วิชชุดามองตามไม่เห็นอะไรผิดปกติ เขาเห็นรถที่จอดตรงมุมถนนมีสมุนสามคนกำลังยิ้มพอใจกับผลงานของตัวเอง ในรถมีทั้งระเบิดและอาวุธเพียบ หนึ่งในสมุนกำลังโทร.แจ้งผลงานให้เจ้านายทราบ แล้วจะชวนกันไปป่วนที่อื่น ทันใดนั้น อัคคีใช้ตาปิศาจปล่อยไฟนรกใส่ รถระเบิดตูมแหลกไม่มีชิ้นดี วิชชุดามองเหล่อัคคี รถคันนั้นใช่ฝีมือเขาหรือเปล่า

“เปล่า...เอาแบบนี้นะ เราแยกกันไป ดาไปประชุม ผมจะตามล่าไอ้พวกสารเลวป่วนเมือง จะหามอเตอร์ไซค์ตระเวนไปทั่วๆ”

วิชชุดาเตือนให้ระวังตัวด้วยเขาไม่ได้พกอาวุธมา อัคคีตั้งใจจะไปหาเอาข้างหน้าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วรอจนเธอขับรถพ้นระยะสายตาไปแล้ว จึงไล่เก็บพวกคนร้ายไปตามจุดป่วนเมือง

ooooooo

นายใหญ่ดูภาพในจอสมาร์ททีวีซึ่งสมุนที่ไปป่วนเมืองส่งมาให้อยู่กับประสงค์ เห็นสถานที่สำคัญหลายแห่งถูกระเบิดทำลาย ผู้บริสุทธิ์ล้มตายเป็นเบือ แต่แล้วเหตุการณ์ผลิกผัน จู่ๆพวกสมุนถูกโจมตีกลับเห็นรถระเบิดไฟลุกท่วม สมุนล้มตายเป็นใบไม้ร่วง

“ตาปิศาจ...ไอ้อัคคี” นายใหญ่ขบกรามแน่นด้วยความแค้น...

หลังประชุมด่วนเสร็จ ริกกี้กับซาร่าซึ่งร้อนวิชาจะออกไปลุยกับพวกป่วนเมืองให้รู้แล้วรู้รอด วิชชุดาขอให้รอก่อน สองสาวไม่เข้าใจจะต้องรอทำไมก็เห็นแล้วว่าพวกคนร้ายป่วนเมืองโครมๆ

“แนนซี่ได้ยินว่ากองทัพนักข่าวตามไปดักสถานที่สำคัญหลายแห่งที่คาดว่าจะโดนป่วนค่ะ”

สารวัตรเก่งเปิดทีวีดู ซาร่ากับริกกี้เริ่มหงุดหงิด พาลหาเรื่องวิชชุดาไหนว่าผู้พันคนเก่งจะมาร่วมประชุมด้วยแล้วหลบหน้าไปไหนไม่ทราบ วิชชุดาไม่ตอบคำถามแต่ชวนให้ดูทีวีกันก่อน ในภาพข่าวเห็นพวกป่วนเมืองโดนโจมตีกลับด้วยไฟนรกจากตาปิศาจแต่ไม่เห็นอัคคี สารวัตรเก่งมองหน้าวิชชุดาเหมือนจะถามว่าใช่ฝีมือผู้พันไหม เธอพยักหน้าอย่างรู้กัน ซาร่าไม่เข้าใจ ไม่เห็น จะเกี่ยวกับผู้พันตรงไหน

“ซาร่าริกกี้ ผู้พันอัคคีเขาส่งคุณวิชชุดามาแทนแล้วนะ” แนนซี่ปราม

สารวัตรเก่งเองก็เตือนสองสาวอย่าพาดพิงถึงคนอื่นโดยไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร แล้วหันไปขอบคุณวิชชุดา จังหวะนั้นอัคคีโทร.มาตามพอดี วิชชุดาก็เลยขอตัวกลับก่อน...

นายใหญ่หน้าเครียดที่สมุนของตัวเองถูกอัคคีเล่นงานจนร่อยหรอลงทุกที ประสงค์เองก็ไม่สบายใจนี่เราจะแก้เกมได้อย่างไร นายใหญ่ไม่มีทางเลือกคงต้องให้อัคคีมาพบอีกครั้ง

“และนี่จะเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีครั้งต่อไปเหลือให้มันอีกแล้ว”

ประสงค์รับคำรีบไปส่งจดหมายนัดแนะอัคคีตามคำสั่งเจ้านาย...

ที่บ้านพักในค่ายทหาร อัคคีทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาอย่างหมดเรี่ยวแรงเนื่องจากใช้พลังไปมากเพื่อเล่นงานพวกป่วนเมือง วิชชุดาขอบคุณเขาแทนผู้คนที่รอดพ้นจากหายนะในวันนี้ เขาต้องหาตึกเขียวนั่นให้เจอให้ได้ จะได้กำจัดพวกนี้ให้สิ้นซาก วิชชุดาทักท้วง พรุ่งนี้เราต้องจัดการเรื่องน้องดาวก่อน เขาพยักหน้าเห็นด้วย

ooooooo
อัคคีกับวิชชุดาในชุดปลอมตัวแอบซุ่มอยู่ ใกล้ๆร้านส้มตำของเตือนใจ รอให้เธอส่งข้อความมาหากสมุนมาซื้ออาหารให้ประกายดาวอีกครั้ง

วิชชุดาได้แต่ภาวนาขอให้มันมาตามที่คาดไว้ด้วยเถิด ไม่ทันขาดคำ อัคคีได้รับข้อความจากเตือนใจว่าสมุนมาแล้ว

ที่ร้านส้มตำ เตือนใจก้มหน้าก้มตาทำอาหารไม่ให้มีพิรุธ ผิดกับสมุนที่คอยกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ อัคคีใช้ตาปิศาจมองทะลุกางเกงเจอปืนซ่อนไว้ที่ขาของสมุน กระซิบบอกวิชชุดาว่า

คนสวมเสื้อดำ คือเป้าหมายเพราะพกปืนไว้ที่น่อง เป็นจังหวะที่เตือนใจทำอาหารเสร็จพอดี

“ฝากยำหนังหมูรสแซ่บแถมไปให้ด้วยนะคะ พรุ่งนี้จะมาอีกไหมคะ”

“ไม่มา” สมุนตอบเสียงห้วนก่อนจะออกจากร้าน เตือนใจรีบส่งข้อความไปบอกอัคคี จากนั้นทั้งคู่ซึ่งใช้มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะสะกดรอยตามสมุนที่ขี่มอเตอร์ไซค์เช่นกัน กระทั่งมาถึงฟาร์มเพาะเด็กซึ่งเป็นที่กักขัง ประกายดาว อัคคีขี่มอเตอร์ไซค์มีวิชชุดา

ซ้อนท้ายผ่านหน้าบ้านไปจอดตรงมุมลับตาคน ชวนเธอเดินผ่านหน้าบ้านหลังเมื่อครู่เพื่อจะดูลาดเลา...

อัคคีแกล้งเดินผ่านหน้าบ้านเป้าหมายให้ช้าที่สุดเพื่อจะได้เก็บรายละเอียดภายในตัวบ้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้ตาปิศาจกวาดดูไปทั่วๆ เห็นสมุนเฝ้ายามอยู่ตามจุดต่างๆเต็มไปหมด ขณะเขาเพ่งเข้าไปในตัวตึก เห็นประกายดาวนั่งอยู่ ก็ดีใจมากเผลอตัวร้องเรียก “น้องดาว” เสียงลั่น วิชชุดาสะกิดเตือนตะโกนทำไม

“ผมดีใจ...เอ้อ เผลอตัวน่ะ ผมมั่นใจแน่นอนว่าน้องดาวอยู่ที่นี่”

“ก็ต้องมั่นใจสิคะ ในเมื่ออาหารนั่นน้องดาวเธอสั่ง มันก็ต้องเอามาให้เธอกินสิคะ เรารีบกลับเถอะค่ะ มีคนออกมามองเราแล้ว เดี๋ยวจะเกิดสงสัย”

“เราจะบุกมันคืนนี้ ชิงตัวน้องดาวและคนอื่นๆในนี้ออกมาให้หมด”...

จากนั้นไม่นาน อัคคีกับวิชชุดามาถึงป้อมยามหน้าค่ายทหาร จ่าเวรยื่นซองจดหมายให้เขาหนึ่งซอง เธอแอบมองเห็นอัคคีตาวาวเป็นประกายก็เดาได้ทันทีว่าจดหมายจากใคร...

ขณะที่อัคคีกับวิชชุดากำลังวางแผนจะบุกฟาร์มเพาะเด็ก นายใหญ่สั่งให้ประสงค์นัดส่งเด็กให้ลูกค้า

วันพรุ่งนี้ เราต้องการเงินเพื่อไปซื้ออาวุธทดแทนที่เสียไป หลังจากนั้นให้เปลี่ยนชื่อเรือสำราญพรทิพามาเป็นเรือสำราญเจ้าพระยา และให้เขาโทร.บอกหมอที่โรงพยาบาลเพชรน้ำเอก เตรียมห้องผ่าตัดให้ตนด้วย ตนจะผ่าตัดใบหน้าคน แล้วให้ประสงค์ไปคัดคนของเราที่ขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับตนมาให้สักสี่คน

“ฉันต้องการเอาพรทิพามาไว้ที่ตึกเขียว”

ประสงค์ไม่เห็นด้วย เพราะนั่นเท่ากับต้องฝ่าดงตำรวจเข้ามา นายใหญ่ไม่สนใจยืนกรานจะต้องเอาพรทิพามาไว้ที่ตึกเขียวให้ได้...

ทางด้านอัคคีแอบเอาจดหมายจากพ่อตัวปลอมเข้าไปอ่านในห้องนอน จดหมายมีใจความว่าท่านอยากเจอเขามาก ตอนนี้ท่านโดนบีบคั้นหนัก และพวกมันอาจจะฆ่าท่านในไม่ช้านี้

“อย่าบอกใครหรือให้ใครติดตามมาได้เด็ดขาด เพราะมันหมายถึงความปลอดภัยของพ่อ มะรืนนี้เวลาและที่เดิม จะมีคนไปพามาหาพ่อ”

ผู้พันหนุ่มถึงกับหน้าเสียกลัวพ่อจะโดนฆ่า เอาจดหมายซ่อนไว้แล้วเปิดประตูห้องออกมาเจอวิชชุดารออยู่ นิ่วหน้าแปลกใจมีอะไรหรือเปล่า เธอมายืนรอเพื่อจะถามว่าคืนนี้จะเอาอย่างไรเรื่องไปช่วยน้องดาวหรือเขาจะยกเลิก ถ้าไม่ยกเลิกก็ควรจะมาเตรียมวางแผนกันได้แล้ว จะใช้ทางตำรวจไหม เธอจะได้ประสานงานให้

“ดีครับ ดาไปประสานทางโน้น ผมประสานทางนี้แล้วมาคุยกัน”...

ในที่สุดนายใหญ่พาร่างไร้วิญญาณของพรทิพามาไว้ที่ตึกเขียวซึ่งภายนอกไม่ได้ทาสีเขียว ภายในต่างหากที่ทา แล้วนั่งลูบศพเธอด้วยความรัก

“อีกไม่นานไอ้อีคนที่ทำร้ายเธอ มันต้องชดใช้ให้เธอ”

ooooooo

ปฏิบัติการช่วยเหลือประกายดาวครั้งนี้เป็นความร่วมมือของสองฝ่ายทั้งทหารและตำรวจ อัคคีวางแผนกับหน่วยทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดี ขณะที่วิชชุดาวางแผนอยู่กับสารวัตรเก่งและเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อสรุปแผนช่วยเหลือเหยื่อเสร็จ วิชชุดาย้ำเตือนสารวัตรเก่ง อย่าลืมเอกสารของอัคคีที่ขอไว้ เขาไม่ลืมสั่งลูกน้องค้นข้อมูลไว้ให้แล้ว...

ขณะที่อัคคีเตรียมบุกเข้าช่วยเหลือประกายดาวกับเหยื่อรายอื่น นายใหญ่กำลังควบคุมให้หมอผ่าตัดเปลี่ยนแปลงใบหน้าชายสี่คนให้เหมือนเขา...

ในเวลาเดียวกันที่ฟาร์มเพาะเด็ก เลขาฯของฟาร์มกำลังวางแผนป้องกันสถานที่อยู่กับเหล่าสมุน เนื่องจากมีพรายกระซิบแจ้งมาว่าทางเซ็นเตอร์ใหญ่เสียหายหนักหลังจากไปล้างแค้นให้พรทิพาด้วยการกระหน่ำไล่ฆ่าไล่จับผู้คนไปทั่วเมือง เจอมือปราบนิรนามมาทำลายกำลังเหล่านั้นจนยับเยิน ดังนั้นเราจึงต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อน โดยให้ทุกคนมารับอาวุธไป และให้ตั้งปืนกลหนักเอาไว้ หัวหน้าสมุนสงสัย

“ถ้าปกป้องไม่ทันทำอย่างไรครับ เซ็นเตอร์ใหญ่จะสามารถส่งกำลังมาช่วยไหมครับ”

เลขาฯไม่คิดว่าทางนั้นจะส่งคนมาช่วย เราถึงต้องป้องกันตัวเอง แต่ต้องทำเงียบๆไม่ให้ศัตรูรู้ว่าเรารู้ตัวแล้ว สมุนที่ไปซื้อส้มตำให้ประกายดาวแปลกใจศัตรูรู้ที่อยู่เราได้อย่างไร เลขาฯเอาด้ามปืนตบปากเขา ที่ศัตรูรู้เพราะตามเขามาแล้วด่าซ้ำว่าไอ้โง่ สมุนซื้อส้มตำไม่วายเถียง ดูอย่างดีแล้วไม่เห็นมีใครตามมา

“ใครมันตามแกมาแล้วจะตะโกนว่ากูตามมึงมานะ ฉันล่ะสงสัยนังสี่สิบสองนั้นว่ามันฉลาดเป็นกรด มันอาจกำลังทำการอะไรสักอย่างที่ฉันพยายามนึกอยู่...

เอาล่ะ ไปจัดการตามที่สั่ง คืนนี้ปิดไฟเงียบแบบว่าพวกเรากำลังนอนหลับฝันดี พอมันแหลมมา ถล่มกลับให้ยับเยิน”...

การบุกกวาดล้างขบวนการค้าอวัยวะมนุษย์และช่วยเหลือเหยื่อครั้งนี้ อัคคีใช้วิธีเดิมคือใช้เครื่องบินเล็กบังคับวิทยุโจมตีเปิดทางก่อน เพียงแต่คราวนี้สมุทรเป็นคนบังคับเครื่องบินด้วยตัวเอง กว่าคนร้ายจะรู้ตัวว่าถูกบุก เครื่องบินก็บินอยู่เหนือหัวแล้ว ทิ้งระเบิดใส่เป็นชุด สมุนที่เฝ้าระวังหนีตายกันกระเจิดกระเจิง ตึกใหญ่บางส่วนถูกระเบิดทำลาย เลขาฯแค้นใจมากสั่งให้ระดมยิง แต่ไม่ทันกาลเครื่องบินหนีไปเสียก่อน

“ผมว่าไม่รอดแน่แล้วครับ ท่านเลขาฯ” หัวหน้าสมุนหน้าซีดปากสั่น เลขาฯสั่งให้ไปหยิบมือถือ แล้วรีบโทร.รายงานนายใหญ่ แต่ท่านกลับบอกให้เขาช่วยตัวเอง ทางนี้ก็ไม่มีกำลังคนพอจะส่งไปช่วย ปืนบนดาดฟ้าก็มีทำไมไม่ยิงใส่มัน เขายิงแล้วแต่มันหลบได้ว่องไวมาก

“แกโง่กันเอง เลี้ยงคนโง่ๆไว้ทั้งนั้น แต่ที่แกต้องทำก่อนอื่นคือกวาดต้อนพวกแม่พันธุ์พ่อพันธุ์กับเด็กอ่อนแรกเกิดมารวมไว้ในที่ปลอดภัย”

เลขาฯทักท้วงทำแบบนั้นเสี่ยงเกินไปเพราะเหยื่ออาจจะหนีได้ นายใหญ่สั่งเสียงเข้มถ้ามันหนีก็ฆ่าทิ้งให้หมด วางสายจากนายใหญ่ เลขาฯหันไปสั่งการให้สมุนไปเอาตัวแม่พันธุ์พ่อพันธุ์และเด็กอ่อนไปไว้ที่ห้องใต้ดินให้หมด ถ้าใครคิดหนีฆ่าทิ้งได้เลย

ooooooo

อีกมุมหนึ่งไม่ห่างฟาร์มเพาะเด็ก สมุทรกำลังสนุกกับการบังคับเครื่องบินเล็กทิ้งระเบิดใส่พวกสมุน จะขอถล่มอีกตึกหนึ่งแต่อัคคีร้องห้ามไว้ ตึกนั้นขังเหยื่ออยู่รวมทั้งประกายดาวลูกสาวบันดาล สมุทรสงสัยรู้ได้อย่างไรเคยเข้าไปข้างในหรือ วิชชุดาแดกดันว่าเขานั่งเทียนเอา

“บอกว่าอย่าก็อย่าสิวะ ตึกใหญ่นั่นถล่มเข้าไปทำลายปืนใหญ่มันก็ได้ ฉันกับดาจะเข้าข้างใน ช่วยน้องดาวและพวกออกมาให้หมด” ว่าแล้วอัคคีดึงมือวิชชุดาออกไปทันที...

ที่ห้องขังเหยื่อ ประกายดาวได้ยินเสียงระเบิดดังอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าต้องมีคนมาช่วยพยายามปลอบเพื่อนร่วมชะตากรรมว่าอย่าตกใจ พวกคนร้ายกำลังโดนถล่มและคนที่มาถล่มคือพวกเรา

“แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่ เขาต้องถล่มไปทั้งหมด” เพื่อนโอดครวญ

“เราจะหาทางออกไปจากห้องขังนี่ให้ได้ก่อน” ประกายดาวยังไม่ทันขยับ พวกสมุนพากันวิ่งมาไขกุญแจห้องต้อนเหยื่อผู้หญิงทั้งหมดออกไป เพื่อนของประกายดาวสติแตกไม่ยอมขยับกลัวถูกเอาไปฆ่า สมุนจ่อปืนใส่ ถ้าไม่ออกไปก็จะยิงทิ้งตรงนี้ เพื่อนถึงได้ยอมวิ่งออกไปพร้อมกับประกายดาว

เลขาฯเห็นสมุนต้อนพวกแม่พันธุ์ออกมาที่ลานข้างตัวตึกใหญ่ สั่งให้สมุนปะปนไปกับพวกเธอเพื่อให้เป็นโล่กำบังไปในตัว ส่วนพ่อพันธุ์ปล่อยให้ตายคาห้องขังเนื่องจากหมดประโยชน์แล้ว ประกายดาวกระซิบกับเพื่อน เวลามีระเบิดลงมา พวกมันจะปั่นป่วนให้รีบหนีไปจากตรงนี้ สาวๆพากันกระซิบข้อความนี้ต่อๆกันไป

“หุบปาก ห้ามพูดจาและอย่าคิดหนีไปไหน” เลขาฯประกาศกร้าว สาวๆพากันนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก...

อัคคีวิ่งนำวิชชุดามาถึงกำแพงรั้วตั้งใจจะใช้ไฟนรกทลาย แต่ต้องชะงักเนื่องจากมองทะลุกำแพงไปเห็นพวกสมุนปล่อยเหยื่อออกมาจากห้องขังเพื่อเป็นโล่มนุษย์ วิชชุดาหาว่าเขาเดาสุ่ม เขาคุยโขมงไม่เคยเดาผิดไม่ใช่หรือ แล้วบอกให้เราแยกกันตรงนี้ ก่อนไปเขาจะทลายกำแพงไว้ให้หนึ่งช่อง

“คุณบอกไปทางสารวัตรว่าพร้อมบุกมาทางด้านหน้าและพยายามช่วยเหยื่อของเราโดยไม่ให้มีใครบาดเจ็บล้มตาย ส่วนผมจะไปบอกสมุทรว่าคงต้องหยุดใช้เครื่องบินเล็กก่อน และจะไปสั่งการทหารของเราให้เตรียมพร้อมบุกทางภาคพื้นดินจากทางด้านหลัง” ว่าแล้วอัคคีหอมแก้มวิชชุดาหนึ่งฟอดเพื่อเรียกพลัง ก่อนจะดันหลังเธอให้ออกไปจากตรงนั้น...

เลขาฯเห็นเครื่องบินเล็กยังคงทิ้งระเบิดถล่มอย่างต่อเนื่อง ก็คิดแผนชั่วออก สั่งให้สมุนต้อนพวกแม่พันธุ์ไปไว้ที่ตึกใหญ่ให้โดนระเบิดตายให้หมด สมุนยังไม่ทันขยับ เครื่องบินร่อนลงมาหย่อนระเบิดใกล้ๆ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนแตกฮือแยกย้ายกันหลบ ประกายดาวดึงพวกสาวๆวิ่งหนี บางคนหนีไปได้ แต่บางคนถูกต้อนไปที่ตึกใหญ่

“เฮ้ย พวกมันจะหนี ต้อนกลับมาแล้วฆ่าให้ตาย” เลขาฯตะโกนสั่งการท่ามกลางเสียงหวีดร้องของเหยื่อ...

ฝ่ายอัคคีวิ่งกลับมายังจุดที่สมุทรใช้เป็นฐานที่มั่น สั่งให้หยุดทิ้งระเบิดได้แล้ว พวกคนร้ายต้อนเหยื่อเข้าไปในตึกใหญ่หวังให้โดนระเบิด เราจะต้องลุยเข้าไปด้านในกัน ตนเรียกพวกน้องๆที่รออยู่ให้เข้าไปแล้ว

“ส่วนแกเอาเครื่องบินไปเก็บได้แล้ว ถ้าอยากตามไปลุยก็มาเลย” พูดจบอัคคีเพ่งตาปิศาจไปที่กำแพงรั้ว เกิดระเบิดทะลุเป็นช่องโหว่ สมุทรถึงกับร้องเอะอะใครทำลายกำแพง อัคคีไม่ตอบ วิ่งปรู๊ดออกไปทันที

ooooooo


นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ