วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บุพเพสันนิวาส

อ่่านเรื่องย่อ 0

แนว: ดราม่า-โรแมนติก-พีเรียด

บทประพันธ์โดย: รอมแพง

บทโทรทัศน์โดย: ศัลยา

กำกับการแสดงโดย: ภวัต พนังคศิริ

ผลิตโดย: บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ,ราณี แคมเปน,หลุยส์ สก๊อตต์,สุษิรา แอนจิลีน่า

ค่ำคืนนั้น หมื่นสุนทรเทวายืนมองจันทร์อยู่ริมหน้าต่างห้องนอน คิดถึงเพลงที่การะเกดร้อง...จันทร์คืนแรมวับแวมอยู่บนปลายฟ้า คงล้าอ่อนแรงทอแสงแหว่งเว้าครึ่งดวง...

ขณะเดียวกัน ที่บ้านกรุงเทพฯ ยายนวลและแม่สิปางนั่งพับดอกบัวไว้ถวายพระ พอได้ยินเสียงเพลงที่เกศสุรางค์ชอบร้องทางวิทยุ ต่างชะงักน้ำตาปริ่ม สิปางทนไม่ไหวร้องไห้โฮคิดถึงลูก รำพันทำไมลูกต้องตายก่อน แม่อยากจะตายตามลูกไป ยายนวลบีบแขนลูกสาวเตือนสติทั้งน้ำตา

“ถ้าเธอตายตามลูก แม่ต้องตายตามเธอไหม... มันไม่ตายกันง่ายๆหรอกนะ ทั้งรถเกศตายคนเดียว เพราะนั่นมันถึงเวลาของเขา”

สิปางได้สติมองผู้เป็นแม่ แต่ก็ไม่อาจทำใจได้... รุ่งเช้า สิปางกับยายนวลใส่บาตรที่หน้าบ้าน ขณะเดียวกัน เกศสุรางค์กำลังจะรับของจากบ่าวเพื่อใส่บาตรพระที่พายเรือมา เสียงปริกร้องห้ามบ่าวให้ของ ผินกับแย้มโวยว่าแม่นายกำลังจะใส่บาตร ห้ามแบบนี้บาป ปริกสวนว่าไม่ใช่แม่นายของตน ผินกับแย้มจะเอาเรื่อง เกศสุรางค์จะห้าม พลันได้ยินเสียงแม่สิปางลอยมา

“เกศ แม่ขอให้ลูกอยู่ในภพภูมิที่ดี ขอให้ลูกแม่เกิดในที่ดีๆ พบคนดีๆ ขอให้ลูกมีความสุข มีคนที่รักลูก มีอายุยืนยาว อย่าได้สูญสิ้นชีวิตรวดเร็วเหมือนในชาตินี้เลย เจ้าประคุณ”

เกศสุรางค์รู้สึกอิ่มเอิบ ความตื้นตันล้นขึ้นมา ไม่สนใจว่าปริกจะแย่งของไปใส่บาตร หันมาบอกผินกับแย้มว่าตนคิดถึงแม่กับยาย น้ำตาร่วงพรู ผินกับแย้มตกใจรีบพากลับเรือน แย้มแยกไปเอาของในครัว...ผินปลอบเกศสุรางค์อยู่ในห้อง ไม่ทันไร จวงเคาะประตูโครมๆ ร้องบอกว่าแย้มตายแล้วแน่ๆ ผินตกใจรีบไปที่ครัว เห็นแย้มโดนปริกกับพวกรุมตี ผินกระโจนเข้าถีบปริก แล้วพาแย้มออกมา ปริกลุกขึ้นได้จะตามไปเอาคืน ก็พอดีจำปากลับมาเสียก่อน

ปริกพลิกลิ้นใส่ไฟว่าการะเกดแย่งใส่บาตร แถมประกาศว่าวันหนึ่งจะใส่บาตรเองทุกวัน แม้แต่คุณหญิงก็จะไม่ให้ใส่ จำปาฟังความแล้วเดือดเดินเร็วไปขึ้นเรือน บ่าวไพร่หลบหลีกตัวลีบ

ออกญาโหราธิบดีกำลังจะไปทำงาน เห็นจำปามาก็ทักถามเรื่องงานบุญที่นางไป จำปาตอบสั้นๆ แล้วบ่นเรื่องการะเกดกำเริบเสิบสาน ออกญาเตือนว่าอย่าไปเชื่อคำปริกมาก นังคนนี้ช่างฟ้องใครๆก็รู้ ปริกก้มหน้างุด จำปาจึงให้ปริกสาบานว่าที่พูดมาเป็นความจริง ปริกเลี่ยงบาลีว่าสันดานการะเกดเป็นอย่างไรแม่นายก็รู้ จำปารู้แต่อยากรู้ว่านางสามหาวอย่างที่เล่าจริงหรือไม่

ในขณะที่เกศสุรางค์ได้ยินว่าบ่าวกำลังงมกุ้งกัน ก็อยากไปดูและอยากได้บ้าง จึงรีบวิ่งออกมาที่ลานบ้าน ได้ยินเสียงจำปากับปริกก็ชะงัก เข้ามากราบจำปาก่อน แต่พอเห็นสีหน้าจำปาก็รู้ทันทีว่าปริกคงฟ้องบางอย่าง จึงออกตัวว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด เพียงแค่จะมาบอกให้คอยรับประทานกุ้งย่าง จำปาสะบัดเสียงว่าไม่กิน

แต่พอเกศสุรางค์ได้กุ้งตัวโตๆมา คุมบ่าวให้ย่างพอสุก และโขลกน้ำจิ้มรสแซ่บ จนผินกับแย้มน้ำลายสอ... บ่ายวันนั้น ทั้งออกญาโหราธิบดี หมื่นสุนทรเทวาและจำปา แกะกุ้งจิ้มน้ำจิ้มใส่ปากเคี้ยวกันหมุบหมับท่าทางเอร็ดอร่อยถูกใจ เกศสุรางค์แอบยกนิ้วโป้งสองนิ้วให้ผินกับแย้ม ทั้งสองทำหน้างง แต่ก็ยกนิ้วโป้งสองนิ้วรับ

เข้ามาในห้อง เกศสุรางค์เป็นปลื้มที่ทำให้ทุกคนกินกุ้งกันกองโต แล้วนึกได้ว่ามื้อต่อไปน่าทำหมูกระทะ ผินกับแย้มหน้าเหวอไม่เคยได้ยิน เธอถามว่ากระทะเขาไปซื้อกันที่ไหน ผินกับแย้มบอกว่าที่ตลาดน้อย แต่ต้องให้ท่านหมื่นพาไป เกศสุรางค์จึงตามหาหมื่นสุนทรเทวาจ้าละหวั่น


เจอท่านหมื่นเจรจาความกับหมื่นเรืองหน้าเครียดกันอยู่ ดูท่าเป็นเรื่องลับก็ชะงัก ไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ เผลอมองหน้าหมื่นเรืองแล้วบ่นคิดถึงเรืองฤทธิ์ ป่านนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นอย่างตน เขาน่าไปโผล่ที่สุโขทัย จะได้รู้ว่ายุคสมัยนั้นเขาสั่นกระดิ่งร้องทุกข์กันมากแค่ไหน ถ้าเป็นบ้านเรา คงสั่นดังกันจนหูแตก พูดไปก็หัวเราะ พอเงยหน้ามาเห็นสายตาสองหมื่นจ้องมอง

“อูย...ได้ยินแค่ไหน” หมื่นสุนทรเทวาบอกว่าได้ยินทั้งหมด แต่ฟังไม่รู้เรื่อง เกศสุรางค์ดีดนิ้ว “อ้อ งั้นแจ่ม หมื่นเรือง สวัสดีค่ะ วันนี้มาถึงนี่ดีใจจัง”

หมื่นเรืองหน้าเหวอ “แม่หญิง...ออเจ้าดีใจเรื่องอันใด”

เกศสุรางค์พูดทำนองดีใจที่เขามา เพราะไม่รู้ว่าถ้าอยากคุยด้วยจะไปหาเขาที่ไหน และท่าน้ำที่ส่งเขาวันก่อน ตนก็ไปไม่ถูก หมื่นเรืองดีใจที่แม่หญิงอยากเจอตน บอกที่มาวันนี้เพราะมีกิจธุระเจรจากับหมื่นสุนทรเทวา หญิงสาวลืมตัวถามเรื่องอะไร หมื่นเรืองจึงบอกคร่าวๆว่าเรื่องราชการ

“แล้วหมื่นเรืองไม่ต้องไปนั่งที่ที่ทำงานเหรอคะ”

“ที่ที่ทำงาน เจ้าจะหมายถึงที่ใด ข้าฟังมิรู้ความ”

“ก็...ที่ เอ่อ แบบว่านั่งทำงานน่ะค่ะ”

หมื่นเรืองให้หมื่นสุนทรเทวาช่วยไขความ ท่านหมื่นเหน็บว่า มิเห็นต้องฟังนาง นางพูดจามิเป็นเรื่องอย่างนี้เสมอ เกศสุรางค์ร้องอ้าว...แค่อยากรู้ว่าทำงานกันที่ไหน ทำงานอะไร ทำกับใคร ทำเวลาอะไร เพราะเห็นอยู่แต่บ้านกันทั้งวัน ทุกวัน

สองหมื่นและบ่าวหน้าเหวอฟังไม่ทันและไม่เข้าใจ หมื่นสุนทรเทวาหันไปเรียกจ้อย หมื่นเรืองกระซิบบอกเกศสุรางค์ว่า คุณพี่ของนางเห็นจะมิพอใจ

“นั่นสิคะ เดินสะบัดบ๊อบไปเลย”

หมื่นเรืองหัวเราะทั้งที่ไม่เข้าใจ แล้วจึงขยายความว่า “งานของข้าสองคนที่เจ้าถาม เป็นงานในสังกัดของออกญาโกษาธิบดี เกี่ยวกับการค้าขายกับต่างประเทศ”

“อ๋อ แล้วออฟฟิศ เอ๊ย ที่ทำงานอยู่ที่ไหน”

“ที่ทำงานก็อยู่ในวัง หรือที่บ้านออกญา หรือถ้าพบเห็นกันที่อื่นก็ทำงานได้”

“อ้อ ออฟฟิศเคลื่อนที่”

“แม่หญิงมิได้เป็นเหมือนที่พ่อเดชบอกเล่าไว้แม้แต่น้อย” หมื่นเรืองมองหน้าเกศสุรางค์


“ก็ไม่แน่นะคะหมื่นเรือง เขาว่าข้ามากๆ ข้าอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้”

หมื่นเรืองกระซิบถามว่าอยากไปหาอาจารย์อีกไหม หญิงสาวรีบรับว่าอยาก ขอให้เขาพาไป เขาจึงให้เธอขออนุญาตหมื่นสุนทรเทวาไว้ เธอทำมือโอเค แล้วยื่นมือให้จับ หมื่นเรืองงง เธอจึงดึงมือเขามาจับเช็กแฮนด์ บอกเป็นการทำสัญญา ทั้งสองหัวเราะกันเสียงดัง

ooooooo

พอกลับขึ้นเรือน เกศสุรางค์เจอหมื่นสุนทรเทวายืนตระหง่านคอยท่า เธอรีบขอให้เขาพาไปซื้อกระทะ แต่เขาสวนว่า หญิงผู้ดีจะบอกคิดถึงผู้ชายอื่นมิบังควร เธอแปลกใจคำว่าชายอื่น แล้วจะบอกชายใดได้บ้าง ท่านหมื่นโพล่งขึ้นว่า...ชายคู่หมาย หญิงสาวจ้องตานิ่งงัน ใจวาบหวิว

“รับทราบค่ะ” พูดแล้วก็ให้หลบตาขวยเขิน สักพักก็เปลี่ยนท่าที “มีเรื่องจะรบกวนคุณพี่น่ะค่ะ ข้าอยากไปตลาดน้อยค่ะ ข้าจักไปสั่งทำกระทะร้อน”

ท่านหมื่นบอกว่าในครัวมีมากมาย เกศสุรางค์บอกไม่ใช่แบบนั้น เป็นแบบใหม่

“ออเจ้าก็ลองวาดรูปออกมา ข้าจะเอาไปให้ช่างตีให้ เป็นหญิงผู้ดีมิบังควรทเวนเที่ยวเตร่ข้างนอก ให้คนทั้งพระนครต้องอื้ออึง ฤาออเจ้ามิเกรงเสียงนินทา”

“ทเวนหรือคะ เป็นไงหรือคะ”

“ทเวน ก็ทเวนไปไหนมาไหน เหตุใดจึ่งมิรู้ภาษาของเราเอง”

“ไปไหนมาไหน อ๋อ...ตระเวน”

หมื่นสุนทรเทวาขมวดคิ้ว เกศสุรางค์ร้องว่าโอเค ทเวนก็ทเวน แล้วร่ายโคลงเกี่ยวกับนินทา “ห้ามเพลิงไว้อย่าให้มีควัน ห้ามสุริยแสงจันทร์ ส่องไซร้ ห้ามอายุให้หัน คืนเล่า ห้ามดังนี้ไว้ได้ จึ่งห้ามนินทา...ใครจะนินทาว่าอะไรก็ช่างเขา เรารู้ตัวของเราก็พอแล้ว”

“โคลงไพเราะ แต่กิริยาชม้อยชม้ายชายตาไม่งาม”

“โคลงไม่ได้แต่งเองหรอกเจ้าค่ะ จำผู้ใหญ่ท่านมา ส่วนกิริยาเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิด ข้าเองก็อยากจะวาดรูปให้ดูอยู่หรอกค่ะ แต่ข้าวาดหมูกลายเป็นเป็ดได้ง่ายๆ กลัวว่าวาดกระทะร้อนกลายเป็นหมูได้เลยค่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เอาหมูมาปิ้งหมู”

หมื่นสุนทรเทวาเผลอหัวเราะเสียงดังออกมาด้วย...ผินกับแย้มได้ยินมองหน้ายิ้มให้กัน ท่านหมื่นรู้สึกตัวหยุดหัวเราะแล้วบอกว่า วันนี้ตนว่างจะพาไปเที่ยว เกศสุรางค์ดีใจ

“โอ้ว ฟลุกอย่างแรง!”

“พูดจาฟังมิรู้ความ” หมื่นสุนทรเทวาเอ็ด

“อย่าฟังค่ะ...อย่าฟัง”


นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ