ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    จับตา “ประยุทธ์” เปิดตำรา “กู้วิกฤติ” ยื้อขาลง : ภูมิคุ้มกันตกโรคแทรกรุม

    ทีมข่าวการเมือง2 ส.ค. 2563 05:06 น.
    SHARE

    ราหูค้นทรัพย์ อังคารมฤตยูค้นตัว (ทับลัคน์) พฤหัสเสาร์กุมกัน “ดวงเมือง” โคจรผิดปกติวิถี จากราศีมีนเข้าราศีเมษ ในวันที่ 10 สิงหาคม ไปจนถึงวันที่ 8 กันยายน 2563 หยุดอยู่นิ่ง และเดินถอยหลังข้ามจากราศีเมษกลับมาราศีมีน

    สัญญาณการเคลื่อนดวงดาวบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

    ตามบทวิเคราะห์โหรทุกสำนักให้จับตาห้วงเวลานับตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคมไปจนถึงปลายปี 2563 วิบากเศรษฐกิจตกท้องช้าง การเมืองพรรคร่วมรัฐบาลแตกแยก เกิดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในสังคม เกิดการชุมนุมเดินขบวนใหญ่ต่อต้านรัฐบาล โดยประชาชนไม่กลัวฝ่ายถืออำนาจ และมีโอกาสที่จะปฏิวัติซ้ำ

    บทสรุปย่อๆ คำทำนายว่ากันตามตำราโหราจารย์

    แต่นั่นก็ล้อกันเลยกับปรากฏการณ์ตรงหน้า ในห้วงสถานการณ์ที่ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ต้องเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ

    ปัญหาพุ่งเข้ากระแทกใส่ติดๆกัน เปิดตำรารับมือแทบไม่ทัน

    ณ วันที่โรคระบาดไวรัสโควิด-19 ยังลูกผีลูกคน ในประเทศตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นศูนย์ ผู้ติดเชื้อรายใหม่คือคนไทยที่กลับจากต่างประเทศในภาวะที่ทั่วโลกยังระบาดหนัก สหรัฐอเมริกาอ่วม ญี่ปุ่นตัวเลขกลับมาพุ่งสูง รอบบ้านในแถบอาเซียน เวียดนามกลับมามีคนติดเชื้อในประเทศ

    เคสตัวอย่างชัดๆ โอกาสเสี่ยงไวรัสมรณะเด้งกลับเป็นไปได้สูง

    แนวโน้มถ้าเปิดให้คนเดินทางจากต่างประเทศเข้าเมืองไทย ตามไฟต์บังคับความจำเป็นต้องประคองภาวะเศรษฐกิจปากท้อง หนีไม่พ้นโควิดรอบสอง

    ในภาวะเงินเยียวยาหมด ต้องงัด พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มมาโปะซ้ำ

    เศรษฐกิจฟื้นลำบาก โจทย์ยากผูกโยงกันทั้งโลก

    ยิ่งในสภาพการเมืองไทยวุ่นๆ ฉุดสถานการณ์ให้ดิ่งเหวไปกันใหญ่ ตามเงื่อนไขสถานการณ์ปรับ ครม.ที่ฝุ่นตลบอบอวลมา 2-3 เดือน แกว่งไปแกว่งมา

    กระแสตอนนี้เริ่มชัด นายปรีดี ดาวฉาย ยื่นลาออกจากตำแหน่งกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย สำทับกระแสข่าวคั่วเก้าอี้รองนายกฯ และ รมว.คลัง เช่นเดียวกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ได้ยื่นลาออกจากกรรมการ และกรรมการกำกับกิจการดูแลของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ล้อกับข่าวได้รับทาบทามนั่งเก้าอี้ รมว.พลังงาน

    “ปรีดี-สุพัฒนพงษ์” ชื่อนิ่งในโควตากลางของนายกรัฐมนตรี

    ขณะที่สัดส่วนโควตาพรรคพลังประชารัฐ ชื่อของ “เสี่ยแฮงค์” นายอนุชา นาคาศัย ล็อกโควตาเลขาธิการพรรค ประเดิมนั่งแท่น รมต.ประจำสำนักนายกฯ เช่นเดียวกับ “เสี่ยเฮ้ง” นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรค เสียบเก้าอี้ รมว.แรงงาน สมใจอยาก

    ที่ลุ้นหนักก็คือ “โฆษกบิ๊กอาย” นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาล ที่ชื่อผลุบๆ โผล่ๆ แต่นาทีสุดท้ายก็ได้แรงส่งมาแปะอยู่ในตำแหน่ง รมช.แรงงาน

    ทีมสายตรงบ้านป่ารอยต่อฯยึดโควตาของ“ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เบียดนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ตัวแทนจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไปนั่งเป็น รมว.การอุดมศึกษาฯ

    ยึดคืน เบียดแย่ง จับยัด เขย่าให้ลงล็อก

    ตามสภาพปรับ ครม. “ประยุทธ์ 2/2” โควตากลางนายกฯ ของข้า “บิ๊กตู่” เล่นบทจงอางหวงไข่ห้ามแตะ แบ่งเศษเล็กเศษน้อยให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ไปจัดสรรกันในหมู่ทีมยึดอำนาจพลังประชารัฐ

    แจกติ้วกันตามอัตภาพ ไม่มีอะไรพลิกโผจากที่เป็นข่าว

    และเมื่อไม่มีอะไรแปลกใหม่ มันก็คงเป็นแบบที่สวนดุสิตโพล-ซูเปอร์โพลได้สำรวจความเห็นประชาชนล่วงหน้า สะท้อนการปรับ ครม.แย่กว่าเดิม ประชาชนเรียกร้องเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร

    เข้าเหลี่ยมเบิ้ลของฝ่ายค้านเย้ยการปรับ ครม.แก้ปัญหาในพรรคมาก่อนหลักการบริหารประเทศความมั่นใจสถานการณ์ทางการเมือง รัฐบาลดึงไม่ขึ้น

    ในสถานการณ์สวนทางกัน ยังฉุดคะแนนต้นทุนหน้าตักของผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” หายไปวูบ จากการประกาศหลักการหรูจะบริหารแบบ new normal แต่เอาเข้าจริงก็สอบตกภาคปฏิบัติ

    ที่สุดก็ชัดว่า ผู้นำเลือกพึ่งเสียง ส.ส.ไปต่อในเกมอำนาจ

    และนั่นก็กระตุกแรงต้าน ขบวนการไม่ทนขุมข่ายอำนาจ 3 ป. อีกต่อไป

    ตามจังหวะการเคลื่อนไหวของแนวร่วม “เยาวชนปลดแอก” เครือข่ายนักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมไปถึงประชาชนคนชั้นกลาง รวมพลังขับไล่รัฐบาล “บิ๊กตู่”

    เรียกร้องให้ยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญ หยุดคุกคามประชาชน

    กระแสแฟลชม็อบจุดติดพรึบพรับ ลุกลามกระจายตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะเมืองมหาวิทยาลัยเยาวชนคนรุ่นใหม่แสดงออกจุดยืนต้านการสืบทอดอำนาจ 3 ป.

    ภาพการเมืองเน่าผนวกการสืบทอดอำนาจ คสช.คือเชื้อไฟ

    ยกระดับความชอบธรรมของมวลชนคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนอย่างมีมิติและทรงพลัง

    อย่างที่เห็น “ม็อบแฮมทาโร่” ได้สร้างความหวั่นไหวลึกๆให้ฝ่ายความมั่นคง เดาทางมวลชนยุคดิจิทัลลำบาก จากความลึกซึ้งในเกมการเคลื่อนไหวตามโลกวิถีใหม่

    “เด็ก” รู้จักใช้สัญลักษณ์เชื่อมโยงเครือข่าย กระตุ้นมวลชนในประเทศ และดึงพลังแนวร่วมจากนอกประเทศมาเป็นพลังแฝงหนุนการเคลื่อนไหวการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย

    ล้อในทิศทางเดียวกับการเคลื่อนไหวของม็อบฮ่องกง

    อีกมุมหนึ่งก็เป็นการหลบเลี่ยงภาพ “ฮาร์ดคอร์” ยึดแนวมุ้งมิ้งล้อกับเสียงเย้ยหยันของท็อปบูต

    เบรกกระแสเด็กก้าวร้าว แฝงมุมก้าวล่วงเขตแดนมิบังควร

    ชนวนเสี่ยงปะทะฝ่ายอนุรักษ์นิยม ตามจังหวะที่กลุ่ม “อาชีวะช่วยชาติ” โผล่มาตามประกบการเคลื่อนไหวของแนวร่วม “เยาวชนปลดแอก” ประกาศจุดยืนขอให้ทุกฝ่ายหยุดก้าวล่วงสถาบัน

    เด็กช่างกลคำรามฮึ่มฮั่มๆ ใส่ม็อบแฮมทาโร่

    คลับคล้ายฉากประวัติศาสตร์เลือดเดือนตุลา ล้อเหตุการณ์ “กระทิงแดง” ทำร้ายนักศึกษา

    และคนที่ผวามากสุดไม่ใช่แนวร่วมเยาวชนปลดแอก แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกมาดักทาง ไม่อยากให้เกิดเหตุปะทะ ขอร้องอย่ามาเคลื่อนไหวอะไรในเวลานี้เลย เพราะจะทำให้มี 2 ฝ่ายเกิดขึ้น วันข้างหน้าจะลุกลามบานปลายได้ แล้วทุกอย่างก็กลับไปที่เดิม

    “บิ๊กตู่” พูดแบบคนที่เคยผ่านวิกฤติม็อบคนไทยเผชิญหน้ามาแล้ว

    แน่นอน ถ้านองเลือดเมื่อไหร่ มันจะเป็นช่องให้อำนาจพิเศษเข้าแทรกแน่

    และคนรับผิดชอบสูงสุด หนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์

    ถึงจุดผู้นำสะดุ้งแรงเสียดทานที่พุ่งเข้าใส่ทุกทิศทุกทาง ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ดวงเมืองโคจรผิดปกติ เดินถอยหลัง รัฐบาลตกอยู่ในห้วงกระแสขาลง

    “นายกฯลุงตู่” อยู่ในภาวะ “ภูมิคุ้มกันตก”

    เจอไวรัสล้อม โรคแทรกรุมเร้า แล้วยังต้องมาสะดุ้งกับ “โป๊ะแตก”

    กับ “ปมฉาวประเทศไทย” กรณีของ “บอส อยู่วิทยา” ทายาทอภิมหาเศรษฐีเบอร์ต้นๆของเมืองไทย หลุดคดีขับรถชนตำรวจตาย สั่นสะเทือนระบบยุติธรรม “ต้นน้ำ-กลางน้ำ”

    ประจานความล้มเหลว “ปฏิรูปตำรวจ-อัยการ”

    “จุดดำ” นำมาซึ่งวิกฤติความแตกแยกในบ้านเมือง ตามท้องเรื่องที่ “บิ๊กตู่” ให้สัญญา ขอเวลาสะสางตามกระแสสังคมเรียกร้อง นักวิชาการ แกนนำมวลชน กดดันมาตลอด 5-6 ปี แต่ก็เจอฤทธิ์ “ตัวถ่วง” แฝงอยู่ในขุมข่ายอำนาจ 3 ป. ยื้อการรื้ออำนาจตำรวจ-อัยการไม่คืบหน้าไปไหน

    เมื่อถึงจุดระเบิดตูมใหญ่ “อัยการ-ตำรวจ” โชว์ปาฏิหาริย์คดี “บอส อยู่วิทยา” กระตุกแรงสั่นสะเทือนระดับ 7-8 แมกนิจูด ลามถึงเสถียรภาพรัฐบาล “บิ๊กตู่”

    ตอกย้ำวาทกรรม “คุกมีไว้ขังคนจน” เป็นชนวนให้ม็อบเยาวชนปลดแอกได้โหมไฟ ปลุกพลังรื้อทำลายความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นในสังคมไทย ในภาวะต่างชาติ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จ้องจับตาคดีทายาทมหาเศรษฐีชื่อดัง โยงมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย

    ส่อกระทบต่อความเชื่อมั่นที่จะลามไปถึงเครดิตทางเศรษฐกิจ

    ภาวะยิ่งกว่ามีดแหลมจ่อคอหอย อารมณ์คนกำลังลนลานกระแส “บิ๊กตู่” ต้องรีบใช้อำนาจนายกฯ เซ็นตั้ง คณะกรรมการเคลียร์ปมฉาวจากคดี “บอส อยู่วิทยา” โดยเลือกใช้บริการนายวิชา มหาคุณ อดีตผู้พิพากษาอาวุโส อดีตกรรมการ ป.ป.ช. กระบี่มือหนึ่งในเรื่องความโปร่งใสตรงไปตรงมา

    รับภารกิจร้อนจี๋ เคลียร์ “ปมฉาวประเทศไทย”

    ในสถานการณ์เดิมพันสูงสุด หากมือระดับ “วิชา มหาคุณ” ยังช่วยฉุดไม่ไหว

    “บิ๊กตู่” ก็คงยากจะฝืนดวงดาว.

    “ทีมการเมือง”

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วิเคราะห์การเมืองทีมการเมืองประยุทธ์ จันทร์โอชาบอส อยู่วิทยาปรับครม.ดวงเมือง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้