ข่าว
100 year

“ชัด” ฮีโร่เปื้อนโคลน ปลุกท่องเที่ยวกระบี่

ไทยรัฐออนไลน์28 ต.ค. 2558 05:01 น.
SHARE

ใครจะไปเชื่อ...ช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแค่ลุยโคลนริมฝั่งแม่น้ำกระบี่ จะทำให้ ชัด อุบลจินดา ชาวบ้านธรรมด๊า...ธรรมดา วัย 44 ปี ผู้มีอาชีพประมงพื้นบ้านกับรับจ้างใช้แรงงาน จะกลายเป็น “ฮีโร่” ขึ้นมาทันตาเห็น

ถึงขั้นประตูทำเนียบรัฐบาลเปิดอ้า เชิญตัวให้เข้าไปรับโล่ประกาศเกียรติคุณต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ทั้งช่องเก่า...ใหม่ทุกช่องได้อย่างสง่างาม

ชัด คนนี้ลงไปช่วยนักท่องเที่ยวสองสามีภรรยาชาวนอร์เวย์ ลูกหลานนอร์ดิกเชื้อสายนักรบไวกิ้ง ให้พ้นจากการถูกโคลนริมฝั่งน้ำดูดจนค่อยๆจมลงไปทุกทีๆ

ด้วยเป็นคนในพื้นที่รู้ดีว่า...ยิ่งพยายามดิ้นรนตะเกียกตะกายมากเท่าไรก็ยิ่งกลายเป็นลิงพันแห จึงตัดสินใจเข้าไปช่วยด้วยการนอนราบคว่ำหน้าลงบนพื้นโคลน เพื่อให้คนทั้งสองสลับกันเหยียบบนแผ่นหลังดันร่างขึ้นจากโคลน กลับขึ้นไปยังฝั่งอย่างปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

เสร็จเรียบร้อยแล้วก็กลับขึ้นเรือแบบไม่สนใจสิ่งตอบแทนในการกระทำ ด้วยอุดมการณ์ที่ชัดได้สารภาพผ่านสื่อทุกแขนงในเวลาต่อมาว่า...“หากคิดจะทำดี ก็จงอย่าหวังผลตอบแทน”

น้ำใจคนกระบี่ถูกบันทึกไว้แบบนาทีต่อนาทีโดยฝีมือ ธีรศักดิ์ ศักดิ์ศรีทวี ผู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วนำไปโพสต์ยกย่องวีรกรรมของชัดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผลคือคลิปนี้ถูกแชร์ต่ออย่างกว้างไกลไปทั้งในและต่างประเทศทั่วโลก ด้วยเวลาที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

ผลตามมา “ชัด อุบลจินดา” กลายเป็นบุคคลที่ควรแก่การยกย่อง ประเทศไทยก็ได้รับการยอมรับว่าผู้คนช่างมีความเป็นมิตรไมตรี เอื้ออารีต่อคนทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติ ทุกภาษา สอดรับกับการนำมาเป็นจุดขายส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวมานานกว่า 55 ปี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเช้าวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่บริเวณดินเลนริมฝั่งแม่น้ำกระบี่หน้าเมืองตรงนั้น ช่างอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหล่าสรรพสัตว์ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่

แถมยังมีฉากแม่น้ำไหลเป็นกระแสทอดเป็นสายให้เห็น ส่วนฉากหลังเป็นภูเขาหินปูนปรากฏอยู่สองข้างฝั่งน้ำ...

ชาวบ้านจึงเรียกภูเขาสองลูกนี้ว่า “เขาขนาบน้ำ”

สองสามีภรรยาลูกหลานไวกิ้งชอบการถ่ายภาพธรรมชาติแนวนี้เป็นทุนอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเดินลงไปเก็บภาพที่ว่านี้โดยไม่ศึกษาสภาพพื้นที่ล่วงหน้า

อันที่จริงภาพธรรมชาติของสายน้ำกระบี่ที่มีเขาขนาบน้ำโดดเด่นอยู่หน้าเมืองกระบี่นั้น คือภาพที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ มานานหลายสิบปีตั้งแต่เมืองนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังไม่ปรากฏอยู่บนแผนที่ท่องเที่ยวในตลาดโลกด้วยซ้ำไป

อภิชัย อรัญญิก อดีต ผช.ผอ.ททท.สำนักงานกระบี่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผอ.ททท.สำนักงานชุมพร บอกว่า แม่น้ำกระบี่ซึ่งมีระยะทางยาวประมาณ 5 กิโลเมตรก่อนไหลผ่านปากแม่น้ำลงสู่ทะเลอันดามันนั้น ถือได้ว่าเป็นแม่น้ำสายที่สั้นที่สุดในประเทศไทย

“แต่...ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำสายนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยถอยห่างไปจากแม่น้ำสายใด ด้วยสองฝั่งริมน้ำถือได้ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ กับป่าโกงกางและป่าชายเลนที่อยู่เคียงคู่ใจกลางเมืองกระบี่มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งน่าจะเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปูดำที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปแล้วจากป่าชายเลนเมืองไทย”

อย่างไรก็ตาม หากสืบสาวราวเรื่องในตำนานการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของเมืองกระบี่ เมืองนี้ก็ตกอยู่ในสภาพเมืองอกแตกไม่ต่างจากพังงา หมายถึงว่ามีถนนเพชรเกษมหรือทางหลวงสายหลักหมายเลข 4 ตัดผ่านตัวเมืองเพื่อลงสู่ภาคใต้ตอนล่าง...แบบผ่านแล้วผ่านเลย ในขณะที่เกาะภูเก็ตได้ถูกจุดประกายให้เป็นเมืองท่องเที่ยว...ภายใต้แคมเปญที่ว่า “ไข่มุกแห่งทะเลอันดามัน”

ในช่วงเวลานั้นมีการจัดทำแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ พร้อมการดำเนินงานด้านตลาดต่างประเทศทั้งยุโรปและอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบ

สนามบินภูเก็ตได้ถูกสร้างขึ้นอย่างทันท่วงที เพื่อให้เครื่องบินรีบนำนักท่องเที่ยวมาลงกับส่งเสริมนักลงทุนให้รีบเข้าไปสร้างโรงแรมที่พักทุกรูปแบบ ภูเก็ตจึงเริ่ดในยุคนั้น เท่านั้นไม่พอเมื่อขนนักท่องเที่ยวไปท่องทะเลรอบเกาะภูเก็ตจนอิ่มเอมแล้ว ยังขยายพื้นที่ต่อไปเกาะพีพี ในพื้นที่ จ.กระบี่ โดยเที่ยวเสร็จกลับไปกินไปนอนภูเก็ต

...เป็นใครๆก็ต้องโกรธ เพราะผลตอบแทนที่มีต่อชาวกระบี่ ขอโทษมีแต่อากาศธาตุ!

แต่ก็เป็นโชคดีของกระบี่...ตรงที่ภาคเอกชนที่นั่นดูจะแข็งขันเอาจริงเอาจัง ด้วยการผนึกกำลังกันลุกฮือขึ้นมาปกป้องธรรมชาติทั้งทางบกทางทะเลทุกรูปแบบเอาไว้ แล้วก็นำเอาความพร้อมของทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวนี่แหละไปนำเสนอขายยังตลาดต่างประเทศ แบบหมั่นขยันไปร่วมงานส่งเสริมการขายตลาดต่างประเทศทั้งที่ลอนดอนและเยอรมนีเป็นประจำทุกปีติดต่อกัน มีการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการ อย่างเช่น สนามบิน ท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวทางทะเล มีการลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่พักและอื่นๆตามมา

ผลคือ...“กระบี่” ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เทียบชั้นภูเก็ต และไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเมือง “เหาฉลาม” คอยอาศัยกินเหยื่อที่เหลือจากฉลามใหญ่อย่างภูเก็ต

จนปัจจุบันปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศครึ่งต่อครึ่ง เลือกบินตรงเข้าสู่กระบี่โดยไม่ต้องง้อภูเก็ตไม่ต่ำกว่า 3.9 ล้านคนต่อครั้งต่อปี สร้างรายได้ให้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะสูงถึง 7 หมื่นกว่าล้านบาทต่อปี ดีกว่าขุดแร่ขายอย่างแต่ก่อน

ขณะที่นักท่องเที่ยวนอร์เวย์จากแดนเดียวกันกับสองสามีภรรยาเดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองนี้ปีละประมาณ 36,993 คน ใช้วันพักเฉลี่ยอยู่กับการนอนกินเที่ยวและเล่นน้ำทะเลอย่างน้อยๆ 5.15 วัน กับใช้จ่ายเงินคนละ 38,908 บาทต่อวันเป็นอย่างน้อย

ซึ่งถือว่า...ไม่น้อยเลยทีเดียว

อภิชัย บอกอีกว่า แต่...ในช่วงเวลาก่อนหน้าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวกระบี่จะถูกสะกดให้หยุดสงบจบอยู่พักใหญ่ จากเหตุภัยธรรมชาติดินโคลนจากภูเขาพนมโถมเข้าใส่แหล่งท่องเที่ยวอย่างไม่ยั้งมือ แล้วก็ข่าวผู้ประกอบการด้านธุรกิจบันเทิงกรุ้มรุมทำร้ายนักท่องเที่ยวถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิตเหมือนหมูหมา...

แล้วยังมีเจ้าของธุรกิจที่พักขายห้องพักแบบตัดราคาใครต่อใคร ลงท้ายฉ้อฉลกลลวงนักท่องเที่ยวให้ต้องเสียภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวอย่างกระบี่อย่างช่วยไม่ได้

แต่ท้ายที่สุดแล้ว...ชัด อุบลจินดา คนของประชาชน คนกระบี่ และของคนไทยทั้งประเทศนี่แหละ ได้ออกมากู้ภาพด้วยการสร้างวีรกรรมให้คนทั้งโลกได้ประจักษ์กันอีกครั้งหนึ่งว่า “เมืองไทย” หรือ “กระบี่” ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หากแต่คือดินแดนที่ยังมีผู้คนเปี่ยมไปด้วยความโอบอ้อมอารีหลงเหลือให้เห็นอยู่อีกมากมาย

นี่คือเรื่องจริง ที่ไม่อิงนิยาย.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1ชัด อุบลจินดาฮีโร่เปื้อนโคลนการท่องเที่ยวกระบี่นักท่องเที่ยวติดโคลนโคลนดูดสองสามีภรรยาชาวนอร์เวย์แม่น้ำกระบี่กระบี่คอลัมน์คอลัมน์ฉบับพิมพ์คอลัมน์ไทยรัฐหนังสือพิมพ์ไทยรัฐไทยรัฐ

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้