ข่าว
100 year

แม่ ‘ศรีรัศมิ์’ ปฏิเสธ ลั่นท้าสาบาน (ชมคลิป)

ไทยรัฐออนไลน์10 ก.พ. 2558 06:15 น.
SHARE

อ้างไม่รู้จัก ‘คู่กรณี’ ป.สอบก่อนปล่อย

พ่อแม่ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์เข้าพบตำรวจกองปราบฯ หลังรู้ตัวว่าตกเป็นข่าวถูกแจ้งความดำเนินคดี ยืนยันไม่เคยรู้จักหญิงสาวผู้กล่าวหา รวมทั้งครอบครัว ที่ผ่านมาไม่เคยกลั่นแกล้งใครให้ได้รับโทษ ท้าไปสาบานที่ไหนก็ได้ ตำรวจจัดจำลองเหตุการณ์ให้หญิงสาวผู้กล่าวหาชี้ มีใครอยู่บ้างในวันที่ถูกเรียกเข้าไปพบ ถึงกับยืนตัวสั่นก่อนจะชี้แม่ท่านผู้หญิง และญาตินั่งอยู่ด้วยในวันนั้น ร่วมกับตำรวจท้องที่อีก 2 นาย รักษาการผู้บัญชาการสอบสวนกลาง บอกคดีมีมูล พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ทุกอย่างว่ากันไปตามพยานหลักฐาน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 9 ก.พ. ที่กองบังคับ การปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รรท.ผบช.ก. พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป.ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ประเสริฐ พัฒนาดี พ.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย รอง ผบก.ป.เตรียมความพร้อมในการรับมอบตัวนายอภิรุจ สุวะดี อายุ 72 ปี และนางวันทนีย์ สุวะดี อายุ 66 ปี บิดาและมารดาของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี ที่จะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปราม หลังจากถูก น.ส.ศวิตา หรือนก มณีจันทร์ อายุ 31 ปี ชาว จ.ราชบุรี แจ้งความดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนได้รับความเสียหาย และใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา

พล.ต.ต.ฐิติราชกล่าวว่า กรณีนี้ทางตำรวจพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษ จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าคดีมีมูล มีพยานหลักฐานพอสมควร ก็ให้สิทธิแก่ผู้ถูกกล่าวหา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สังคมจับตามองอยู่ ยืนยันว่าทุกอย่างว่าไปตามพยานหลักฐาน ผู้เสียหายที่มาแจ้งความร้องทุกข์เขาเดือดร้อนตอนนี้สมัครงานไม่ได้ เรียนหนังสือต่อก็ไม่ได้ เพราะตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าเขามีประวัติการต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษา คดีนี้คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะชัดเจนมากขึ้น

พล.ต.ต.ฐิติราชกล่าวต่อว่า เมื่อทางนายอภิรุจ และนางวันทนีย์ มีความประสงค์จะเข้าพบพนักงานสอบสวน เป็นสิทธิที่สามารถทำได้และทางคดีก็ไปว่ากันในชั้นศาล ทางเรายังไม่ได้ออกหมายเรียก แต่พอดีว่าทั้งสองท่านได้ทราบจากข่าวทางสื่อมวลชน มีความประสงค์จะเข้ามาพบพนักงานสอบสวนเอง ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนการออกหมายเรียก หลังจากสอบสวนปากคำเสร็จสิ้นคงไม่ควบคุมตัว และแนวโน้มเมื่อมอบตัวด้วยความสมัครใจ ไม่ได้คิดจะหลบหนี คณะพนักงานสอบสวนคงต้องใช้ดุลพินิจไม่ควบคุมตัว โดยต้องนำเรียนผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบด้วย เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

รรท.ผบช.ก.กล่าวอีกว่า จากที่ได้สอบปากคำพยานในคดี 3-4 ปาก มีการให้การที่สอดคล้องกัน ประกอบกับพยานหลักฐานต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนมีอยู่ขออย่าได้กังวล เรื่องนี้ว่าไปตามพยานหลักฐาน ไม่มีการกลั่นแกล้งใดๆทั้งสิ้น ไม่มีการกล่าวโทษอย่างไม่เป็นธรรม ทุกขั้นตอนตำรวจจะดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ ส่วนข้อเรียกร้องการขอให้เพิกถอนประวัติต้องคดีของผู้เสียหาย คงต้องรอขั้นตอนการพิจารณาคดีใหม่เสียก่อน อันดับแรกต้องทำให้เกิดความกระจ่างแจ้งเสียก่อนว่า เขาไม่ได้กระทำผิดถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือตอนนี้เขาผิดอยู่ เพราะศาลได้พิพากษาคดีไปแล้ว

“ตามขั้นตอนคงต้องสอบสวนและทำให้มีความชัดเจนก่อนว่าเขาไม่ผิด จึงมาถึงขั้นตอนทางธุรการ ที่จะดำเนินการต่อไปเพื่อแสดงได้ว่าเขาเป็นคนบริสุทธิ์ จากนั้นเขาก็จะสามารถดำรงชีพได้ในวันหน้า ส่วนจะต้องรื้อคดีหรือไม่ คงต้องขอศึกษาข้อกฎหมายอีกครั้งหนึ่งก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดและการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ก่อน” พล.ต.ต.ฐิติราชกล่าว

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายอภิรุจและนางวันทนีย์ พร้อมด้วยญาติ เดินทางมาถึง บก.ป. โดยมีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันและเปิดทางให้เดินเข้าห้องประชุมชิวปรีชา โดยนายอภิรุจและนางวันทนีย์ มีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย ส่วนญาติที่เดินทางมาให้กำลังใจ มีอาการเศร้าซึม ร่ำไห้ ก่อนจะโผเข้าสวมกอดนายอภิรุจ เจ้าหน้าที่จึงกันตัว นำนายอภิรุจ และนางวันทนีย์ เข้าพบ พล.ต.ต.ฐิติราช พร้อมคณะพนักงานสอบสวนทันที

ขณะอยู่ในห้องประชุม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายอภิรุจและนางวันทนีย์ว่ารู้จักกับ น.ส.ศวิตา หรือไม่ นางวันทนีย์กล่าวว่า ไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหน้า น.ส.ศวิตาและครอบครัว รวมทั้งไม่ทราบเรื่องว่า น.ส.ศวิตาได้ถูกแจ้งความดำเนินคดีจนต้องถูกจำคุกมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่แล้วจะอาศัยอยู่ใน กทม. นานๆครั้ง จะเดินทางไปอยู่ที่ จ.ราชบุรี โดยจะไปๆมาๆ และเมื่อมาเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องที่ถูก น.ส.ศวิตาแจ้งความดำเนินคดี ตนและสามีต่างรู้สึกตกใจ เราไม่รู้เรื่องจริงๆ ยืนยันได้ว่าไม่เคยกลั่นแกล้งให้เขาต้องติดคุก

“ดิฉันไม่รู้ว่าจะกล่าวอะไร เพราะคิดว่าคนเราทำอะไรคงต้องรู้อยู่แก่ใจ เพราะฉันไม่เคยรู้จักกับเขา และไม่รู้จักว่าใครเป็นใครในครอบครัวเขา ขอความเป็นธรรมให้กับเราบ้าง เราไม่เคยรู้เรื่องเลยจริงๆ ที่ผ่านมาไม่เคยคิดจะกลั่นแกล้งใคร จะให้ไปสาบานที่ไหนก็ได้เรายอมเลย เราไม่รู้เรื่องแต่พอมาเห็นข่าวก็ต้องตกใจว่าทำไมต้องมีเรื่องแบบนี้กับเรา ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาเรื่องชู้สาว หรือเรื่องอะไรแบบนี้ แม้ว่าจะมีใครเคยมาขอพบเราที่บ้าน แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่คบหากับใคร ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เราอยู่อย่างสมถะ เราไม่เคยให้ใครที่มาเข้าพบต้องหมอบต้องคลาน ใครมาก็ทักทายกันธรรมดา จะมานั่งสูงนั่งต่ำนั้นไม่มี เสมอกันหมด เราให้เกียรติกับทุกคน” นางวันทนีย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี ด.ต.ที่มีศักดิ์เป็นลุงของ น.ส.ศวิตานั้น นางวันทนีย์กล่าวว่า ไม่เคยรู้จักเลย เราไม่เคยเห็นหน้า เราไม่ยุ่งกับใคร และไม่ชอบไปยุ่งกับชาวบ้านอยู่แล้ว เพราะเวลาไปยุ่งกับใครมักจะมีปัญหา มีเรื่อง เกิดมาเรายังไม่เคยขึ้นโรงขึ้นศาล อายุก็ปาเข้าไป 66 แล้ว เพิ่งมีนี่แหละ ยังงงๆอยู่ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งมาแจ้งความดำเนินคดีเรา ตกใจเหมือนกัน จะให้สาบานที่ไหน วัดไหนก็ได้ ขอให้เอาเรื่องจริงมาคุยกันดีกว่า อย่าทำเรื่องแบบนี้เลย ปัจจุบันตนกับสามี ก็อยู่ที่ กทม.ตลอด ช่วงที่ไปอยู่ที่ จ.ราชบุรี ก็ตั้งแต่ลูกเราย้ายไปนั่นแหละประมาณเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา

ต่อข้อถามว่า ก่อนหน้านี้เคยมีใครมาขอความช่วยเหลือบ้างหรือไม่ นางวันทนีย์กล่าวว่า เราไม่เอาเลย เพราะเราช่วยใครไม่ได้ ทุกวันนี้เราก็ไม่มีน้ำยาจะไปทำอะไรได้ เรากลัว เมื่อลูกเราอยู่อย่างนั้นแล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่เคยช่วยเหลือใครเลย บอกตรงๆ เลย เราไม่มีน้ำยา ส่วนสาเหตุที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่รู้แต่คิดว่าคงไม่มีอะไรจะเสียในชีวิตนี้ เพราะเราเสียทุกอย่างไปหมดแล้ว อย่าทับถมเรามากนักเลย ลูกๆก็ติดคุกไปหมดแล้ว จะเอาอะไรกับเราอีก เราไม่มีน้ำตาจะร้องแล้วทุกวันนี้ อยากให้สงสาร เมตตาเราบ้าง เราไม่เคยที่จะดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เรารักทุกพระองค์ แม้จะยังไง เราก็ยังรักและเทิดทูนถึงทุกวันนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพูดคุยกันในเบื้องต้นก่อนจะมีการสอบปากคำนายอภิรุจ และนางวันทนีย์ ทาง พล.ต.ต.ฐิติราชกล่าวอีกครั้งว่า ในเมื่อทั้งสองท่านเข้ามาพบพนักงานสอบสวนแล้ว คงต้องขอให้มีการจำลองเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุที่บ้านพักเพื่อประกอบการพิจารณาก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการต่อไป โดยพนักงานสอบสวนได้นำตัว น.ส.ศวิตา มณีจันทร์ ผู้กล่าวหา มาชี้จุดจำลองที่เกิดเหตุที่บ้านของนางวันทนีย์ ทางพนักงานสอบสวนได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ชาย 4 คน และผู้หญิง 2 คน มานั่งแทนพร้อมให้ น.ส.ศวิตา บอกเล่าเหตุการณ์ในวันที่ถูกเรียกเข้าไปพบว่า วันนั้นมีตำรวจ 2 นาย เจ้าหน้าที่ส่วนกลางอีก 1 นาย รวมทั้งนางวันทนีย์และลูกสาวอีกคน นั่งอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ระหว่างที่เข้าไปพบต้องนั่งอยู่กับพื้นตลอดมีนายวิจิตร มณีจันทร์ ผู้เป็นพ่อนั่งอยู่ที่ด้านหลัง ก่อนยืนตัวสั่นชี้ยืนยันนางวันทนีย์ที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวนว่า เป็นผู้ที่นั่งอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น หลังจากจำลองเหตุการณ์เสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ได้นำ น.ส.ศวิตาออกจากห้องไป พร้อมทั้งนำนางวันทนีย์และนายอภิรุจ ไปสอบปากคำโดยแยกกันสอบคนละห้อง ใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ทั้งคู่เดินออกมาจากห้องสอบสวน โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ก่อนที่จะขึ้นรถตู้เดินทางออกจากกองบังคับการปราบปรามไป

พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป.เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำว่า สำหรับการสอบปากคำในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ระหว่างการสอบปากคำได้เชิญทนายความให้เข้าร่วมรับฟังด้วย รวมทั้งมีการบันทึกการสอบปากคำในทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองอยู่ในวัยชรา เจ้าหน้าที่เตรียมแพทย์และรถพยาบาลไว้ด้วย ในเบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนได้ถ่ายภาพ พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติเป็นไปตามขั้นตอนปกติ โดยการสอบปากคำทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ระบุว่าเหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้น และหลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้นทั้งสองสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ควบคุมตัว เพราะยังไม่ได้ออกหมายเรียก และเป็นการเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเอง เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134

รรท.ผบก.ป.กล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนการสอบสวนดำเนินคดีหลังจากนี้ จะสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 3 ปาก โดยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ จะเชิญตัว ด.ต.สุรินทร์ ศุกลมนัส ลุงของ น.ส.ศวิตา และทยอยเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำทั้งหมด อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ได้มีการสอบปากคำนายตำรวจท้องที่เกิดเหตุไปแล้ว 2 ราย ซึ่งให้การเป็นประโยชน์แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้เพราะเป็นความลับในสำนวนการสอบสวน ส่วนผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยหนึ่งในนั้นระบุว่าเคยเห็นหน้า น.ส.ศวิตา อย่างไรก็ดี พนักงานสอบสวนจะมีการแสวงหาวัตถุพยานอื่นๆ ทั้งเอกสาร ภาพถ่ายในช่วงเกิดเหตุ เพื่อใช้ประกอบการสอบสวนด้วย คดีนี้เราจะทำอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด โดยคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 30 วัน ส่วนจะมีการนัดหมายเพื่อสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตัวผู้ถูกกล่าวหายอมรับไหมว่ารู้จักกับผู้กล่าวหา พ.ต.อ.อัคราเดช กล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาระบุว่าเคยเห็นหน้าบางคนในกลุ่มผู้กล่าวหา แต่บางคนไม่รู้จักเลย ทั้งนี้นอกจากพยานบุคคลแล้วในส่วนของวัตถุพยานเรากำลังตรวจสอบในเรื่องเอกสารต่างๆ ว่าในวันดังกล่าวได้มีการทำขึ้นหรือไม่ รวมถึงกำลังค้นหาภาพถ่ายเพื่อนำมาประกอบ คดีนี้คาดว่าน่าจะใช้เวลาในการทำสำนวนภายในระยะเวลา 30 วัน ส่วนจะเรียกสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาอีกหรือไม่นั้น ตอนนี้จะยังไม่มีการนัดหมายผู้ถูกกล่าวหามาสอบปากคำเพิ่ม

ต่อมานายพัสกร เพชรในหิน ผอ.ศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้รับมอบหมายจาก พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รรท.ผบช.ก.และ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รรท.ผบก.ป.เพื่อประสานการดำเนินการในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิฯ โดยเบื้องต้นจะรับคำร้องกรณีของ น.ส.ศวิตา ก่อนจะกำหนดแนวทางการช่วยเหลือ รวมทั้งการให้ความคุ้มครองพยานกรณีหากไม่ได้รับความปลอดภัยซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และมีการพิจารณาตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1วันทนีย์ สุวะดีอภิรุจ สุวะดีตำรวจกองปราบฯสาวราชบุรีศรีรัศมิ์ สุวะดีข่าวไทยรัฐออนไลน์ข่าวภูมิภาค

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้