ข่าว
100 year

จับแดงเพชรบูรณ์ มือโพสต์ แถลงการณ์เก๊ (ชมคลิป)

ไทยรัฐออนไลน์5 ก.พ. 2558 07:29 น.
SHARE

รีดในราบ11รอ.-สารภาพสิ้นเร่งแกะรอย‘ตัวการ’ให้ข้อมูลจตุพรชี้ผิดปกติ-ขอเช็กก่อน

ทหาร-ตำรวจบุกเข้าพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์กลางดึก รวบนักดนตรีมือโพสต์แถลงการณ์ สำนักพระราชวังปลอม พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง คุมตัวสอบเครียดที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ สารภาพสิ้นไส้รับข้อมูลต่อมาจากคนในกลุ่ม นปช. ตำรวจเผยรู้ตัวต้นตอของแถลงการณ์ปลอมแล้ว เร่งขยายผลตามจับกุมผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

กรณีผู้ไม่หวังดีปลอมแถลงการณ์สำนักพระราชวังฉบับที่ 13 เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย สร้างความสับสนให้ประชาชน จนรัฐบาลต้องออกมาแถลงปฏิเสธว่าเป็นของปลอม และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเร่งตรวจสอบ และติดตามจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดี เนื่องจากเป็นภัยต่อความมั่นคง ความคืบหน้าเมื่อเวลา 02.00 น. วันที่ 4 ก.พ. พ.อ.ถนัดพล โกศัยเสวี เสธ.กกล.รส.พล ม.1 พ.ท.สุดเขต ศรีนิลทัน ผบ.ม.พัน. 26 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ไพโรจน์ โรจนขจร ผกก.2 บก.ป พ.ต.ท.ธรรมวัฒน์ หิรัณยเลขา รอง ผกก.2 บก.ป. พ.ต.อ.สมนึก คำวิเศษ ผกก.สภ.เมืองเพชรบูรณ์ พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 129 ถนนสามัคคีชัย ต.ในเมือง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ของนายดนุพล บุดดีจีน อายุ 55 ปี พบแผ่นซีดีปลุกระดมของคนเสื้อแดงและเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดพบข้อมูลการกระทำความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นสถาบัน กรณีโพสต์แถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอม โดยนายกฤษณ์ บุดดีจีน อายุ 26 ปี ลูกชายอาชีพนักดนตรี รับเป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ จึงตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง แท็บเล็ต 2 เครื่อง ฮาร์ดดิสก์ 1 อัน ซีดีปลุกระดมเสื้อแดง 10 แผ่น หนังสือยมทูตแห่งค่ายนาซี 1 เล่ม พร้อมโพยหวยใต้ดินจำนวนมาก และควบคุมตัวนายกฤษณ์พร้อมของกลางเข้ามาสอบสวนในกรุงเทพฯทันที

หลังจากนั้นชุดสืบสวนทหารและตำรวจยังขยายผลตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังที่ 2 อยู่ใกล้กัน ของ ด.ต.เชิดพงษ์ สายแก้วมา ตำรวจสันติบาลประจำจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เคยมีพฤติกรรมเป็นแนวร่วม นปช.ทำงานด้านการข่าวในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ หลังตรวจค้นไม่พบการกระทำความผิด จึงเข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายหลังที่ 3 ที่อยู่ถัดไปไม่มากนักของนายคมกฤษ ลิขิตเจริญพงษ์ เคยมีพฤติกรรมเคยเป็นแนวร่วม นปช.เพชรบูรณ์กลุ่มฮาร์ดคอร์ ผลการตรวจค้นพบโพยหวยใต้ดินจำนวนมาก จึงควบคุมตัวนายคมกฤษไปดำเนินคดีการพนันที่ สภ.เมืองเพชรบูรณ์

ต่อมาชุดสืบสวนทหารตำรวจควบคุมตัวนายกฤษณ์พร้อมของกลางไปสอบสวนที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) โดยมี พ.อ.สุชาติ พรมใหม่ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ และนายทหารระดับสูงของ ร.11 รอ. รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนขยายผลเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวว่า มีใครร่วมดำเนินการหรืออยู่เบื้องหลังหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการในการประชุม ครม. ให้หน่วยงานด้านความมั่นคง โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. เร่งติดตามหาตัวผู้เผยแพร่แถลงการณ์โดยด่วน ทำให้ทหารกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประสานงานด้านการข่าวร่วมกัน ติดตามแกะรอยจนสืบทราบว่า ข้อมูลที่เผยแพร่โพสต์ลงในโซเชียลมีเดียมาจากพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ จึงสนธิกำลังไปตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ดังกล่าว เบื้องต้นจะคุมตัวผู้ต้องหาไปแถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. ที่ สตช. เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารควบคุมตัวนายกฤษณ์ บุดดีจีน อายุ 26 ปี มาให้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.และ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สอบปากคำ หลังจากนั้น พล.ต.อ.สมยศเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวนายกฤษณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความที่ไม่บังควร จึงนำตัวผู้ต้องหามาสอบสวนเพื่อหาข้อมูลว่า มีส่วนรู้เห็นแค่ไหน เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่า มีส่วนเกี่ยวข้องในการโพสต์ข้อความ โดยการนำข้อความไปโพสต์ในเฟซบุ๊กของตัวเอง ที่มีสมาชิกประมาณ 4-5 พันคน และยังยืนยันว่า โพสต์ข้อความดังกล่าวเพราะมีความประสงค์หรือเจตนาที่จะให้สมาชิกในเฟซบุ๊กของตนได้รับทราบข้อความเหล่านั้น และยังรับด้วยว่า เป็นสมาชิกของกลุ่ม นปช.เคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นกับสมาชิกด้วยกันในลักษณะต่างๆ ขณะนี้นายกฤษณ์ถูกควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ กล่าวว่า กรณีการแกะรอยต้องถือว่าเป็นความลับมากๆ ขณะนี้สามารถแกะรอยจนทราบว่า ข้อมูลมาจากใคร รู้ว่าข้อมูลนี้ถูกนำเข้ามาโดยใคร ข้อมูลตัวนี้ถูกโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเมื่อเวลาประมาณ 21.33 น. วันที่ 2 ก.พ. ซึ่งถือว่าเป็นต้นทาง ขณะนี้เหลือแค่การพิสูจน์ว่า ใครเป็นผู้ผลิต เบื้องต้นยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่บ้านของผู้ต้องหา เพื่อทำการวิเคราะห์ว่ามีการผลิตข้อความในลักษณะใด นายกฤษณ์ให้การว่า ได้รับข้อความมาจากบุคคลคนหนึ่ง ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังแกะรอยอยู่ และขอยืนยันว่า บุคคลดังกล่าวยังอยู่ในประเทศไทย จากการตรวจสอบเวลาการส่งข้อความของนายกฤษณ์ น่าจะเป็นผู้รับข้อความในอันดับต้นๆไม่มือ 2 ก็มือ 3 และผู้ที่ส่งข้อความมาให้ก็เป็นเครือข่าย นปช.เหมือนกัน นายกฤษณ์ไม่มีประวัติทางคดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพียงแต่มีแนวคิดเรื่องทางการเมืองพอสมควร เป็นสมาชิกของกลุ่มแดงเพชรบูรณ์ มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ช่วยของหัวหน้าแดงเพชรบูรณ์ เข้าร่วมกิจกรรมของกลุ่มนปช.เกือบทุกครั้ง เบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลไปถึงตัวหัวหน้ากลุ่มแดงเพชรบูรณ์

พล.ต.ท.ประวุฒิกล่าวต่อไปว่า นายกฤษณ์ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า “NESS OISHII” ขณะนี้ต้องตรวจสอบต่อว่า นายกฤษณ์มีความสัมพันธ์แค่รับข้อมูลจากตัวต้นทางที่ปล่อยเอกสารนี้หรือไม่ แต่ผู้ต้องหายอมรับว่า เจตนาที่ปล่อยข้อความออกมา เนื่องจากเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่มีใครเคยเห็น ดังนั้นเพื่อนในกลุ่มน่าจะสนใจจึงส่งต่อออกไป เบื้องต้นแจ้งข้อหากระทำความผิดตาม ป.อาญามาตรา 112 และเรื่องการนำข้อมูลอันเป็นเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายลงในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หลังจากนี้จะมอบให้เจ้าหน้าที่ทหารรับตัวกลับไปควบคุม กระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการสอบสวนจนได้หลักฐานแล้วจึงขออนุมัติเป็นหมายจับ โดยดำเนินคดีตามปกติ เบื้องต้นคาดว่า เอกสารน่าจะออกมาจากกลุ่ม นปช.แต่ยังต้องสืบสวนต่อไปว่าใครเป็นผู้ผลิต

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีการจับกุมผู้ต้องหาที่กระทำผิดกฎหมายมาตรา 112 ที่ จ.เพชรบูรณ์ เป็นคนที่เกี่ยวข้องมีการโพสต์ข้อความซึ่งต้องดูรายละเอียดกัน อยากเรียนว่า ทั้งหมดคือสิ่งที่เรากำลังทำให้เกิดความชอบธรรมด้วยหลักฐาน จะกล่าวอ้างลอยๆไม่ได้ ต้องติดตามทุกคดีไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ จับได้หรือไม่ได้ก็ต้องรู้ว่าอยู่ตรงไหน ถ้าอยู่ในต่างประเทศจะทำอย่างไร จะมีการส่งตัวให้หรือเปล่า เพราะเราไม่สามารถไปจับกุมตัวยังต่างประเทศได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรายงานหรือไม่ว่าต้นตอการปล่อยข่าวมาจากต่างประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องดำเนินการสอบสวนต่อ วันนี้ต้องเอาตัวผู้ต้องหามาก่อน จากนั้นต้องสอบต่อว่า โพสต์ข้อความเพราะอะไร อย่างไร เรื่องนี้เคยชี้แจงแล้วว่า เราจับกุมมาหลายรายก็จะอ้างว่าไม่รู้เรื่อง โพสต์ต่อมาจากคนอื่น ไม่มีใครยอมรับสักคน สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเมตตาคนเหล่านี้ แต่คนเหล่านี้กลับไม่เข้าใจ

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรกับผู้ร้ายปากแข็งที่ไม่ยอมรับผิด พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องใช้กฎหมายดำเนินการ โดยการสอบด้วยหลักฐานและพยานต่างๆ ถ้าผิดก็ต้องดำเนินคดี จำคุกกี่ปีก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ในวันข้างหน้าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวก็จะทรงพระราชทานอภัยโทษ ก็เป็นแบบนี้ คนถึงไม่ค่อยกลัวกัน ทั้งที่พระองค์ทรงมีเมตตา

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวว่า การจับกุมผู้เผยแพร่เอกสารปลอม โดยบอกว่า มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยประธาน นปช. เรากำลังตรวจสอบว่า ใครเป็นใคร มีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะไม่รู้จักมาก่อนตำแหน่งดังกล่าวตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยได้ยินและไม่เคยมี บุคคลดังกล่าวเป็นต้นตอการเผยแพร่หรือเป็นผู้เผยแพร่ต่อเท่านั้น เรื่องนี้ผิดปกติ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลบอกว่าเอกสารดังกล่าวส่งมาจากต่างประเทศ สุดท้ายมาบอกว่าส่งมาจาก จ.เพชรบูรณ์ ขณะนี้หลายเรื่องมีความพยายามพุ่งเป้ามาที่ นปช.คนเสื้อแดงเป็นการปรับกลยุทธ์เบี่ยงเบนหลากหลายปัญหา ทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกัน ต้องการให้นปช.เป็นหมู่บ้านกระสุนตก ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า ผิดปกติเพราะตั้งแต่ผ่านการต่อสู้มา เราเห็นการจัดฉากการวางแผนปฏิบัติการไอโอ หวังผลระยะสั้นและระยะยาว พอคนลืมก็ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ต้องรอดูรายละเอียดและชี้แจงเป็นทางการอีกครั้ง

ส่วนนายพรชัย รุจิประภา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เผยว่า ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงข้าราชการกระทรวงไอซีที เนื่องจากมีการเผยแพร่ (แชร์) ข้อมูลปลอมเกี่ยวกับเอกสารสำนักพระราชวัง ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกำหนดความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คณะกรรมการจะต้องสอบสวนทางวินัยข้าราชการคนดังกล่าว ส่วนคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องดำเนินการต่อไป

“ผมไม่ขอเปิดเผยรายชื่อข้าราชการที่ถูกสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ปกป้องคนทำผิด แต่ต้องสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนว่ามีเจตนาหรือไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ควรที่จะโพสต์จะแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะข้อมูลปลอมและเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะกระทรวงไอซีทีซึ่งถูกกล่าวหาว่า ไม่ดำเนินการจริงจังเรื่องการปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน แต่ในความจริงแล้วกระทรวงไอซีทีทำงานอย่างเต็มที่ แต่การปิดเว็บไซต์ดังกล่าวมีหลายขั้นตอนและใช้เวลา กำลังแก้ไขกฎหมายเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินการ ประกอบกับเว็บไซต์ต่างๆ จดทะเบียนต่างประเทศทำให้การปิดกั้นลำบาก แต่ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่”

สำหรับความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายรวมถึงร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงทางไซเบอร์นั้น กระทรวงไอซีทีได้รวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มต่างๆ เสนอไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมต่อไป ขอยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด และไม่ได้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่ใช้อำนาจศาลในการออกหมายศาล เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งศาลก็พร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อให้กระบวนการสอบสวนคดีทางไซเบอร์รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ดีเอสไอ เผยความคืบหน้าการสอบสวนจับกุมเครือข่ายเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ใช้ชื่อ “บรรพต” ว่า ดีเอสไอกำลังดำเนินการกับเครือข่ายนี้โดยพยายามหาข้อมูลขยายผลใน 3 ส่วน คือ ทีมงานผู้สนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิคทีมผู้เขียนคอลัมน์ ที่มีการทำกันเป็นขบวนการ ใช้วิธีหลบซ่อนไอพี ซึ่งต้องใช้เทคนิคในการตรวจสอบ โดยมีคนที่ใช้นามแฝง “บรรพต” เป็นผู้รวบรวมนำข้อมูลขึ้นโพสต์ทางโซเชียลมีเดีย และทีมผู้อยู่เบื้องหลังที่ให้การสนับสนุนด้านการเงิน จากการสอบสวนดีเอสไอทราบแล้วว่า “บรรพต” เป็นใครและขณะนี้ยังอยู่เมืองไทย แต่พยายามหลบหนีออกนอกประเทศ โดยผู้ที่ใช้ชื่อบรรพตเป็นคนสูงอายุ ยังไม่เคยถูกออกหมายจับ ในส่วนของแถลงการณ์สำนักพระราชวังปลอม ตรวจสอบแล้วไม่พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มนี้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปลอมแถลงการณ์เพชรบูรณ์ดนุพล บุดดีจีนประวุฒิ ถาวรศิริแถลงการณ์ปลอมแปลงแถลงการณ์สำนักพระราชวังข่าวข่าวฉบับพิมพ์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้