ข่าว
100 year

กาหัวตร.รับส่วย พิษน้ำมันเถื่อนรอบ2 ‘ประวุฒิ’จ่อล้างบช.ก.

ไทยรัฐออนไลน์18 ธ.ค. 2557 03:01 น.
SHARE

ศาลอาญาอนุมัติฝากขัง และคัดค้านการประกันตัว พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ กับพวกรวม 10 คน ในคดีแอบอ้างเบื้องสูง เป็นผัดที่ 3 ตามที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้อง ขณะเดียวกัน ปาลิดา หลักเฉลิมพร ย่องพบตำรวจในคดีแอบอ้างเบื้องสูง ประมูลน้ำพริก ผักต้ม เครื่องเสวย ส่งวังศุโขทัย และพระที่นั่งอัมพรสถาน รับเป็นสะใภ้สุดาทิพย์ ม่วงนวล แต่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เพียงแต่ถูกนำชื่อไปใช้เท่านั้น ส่วนคดีเครือญาติอดีต ผบช.ก.ตั้งแก๊งอุ้มทวงหนี้ และลดค่าเสียหายโดยการแอบอ้างเบื้องสูง 2 คดี เตรียมส่งอัยการสั่งฟ้องในสัปดาห์นี้ ด้าน รรท.ผบช.ก. ขู่ เตรียมเชือดตำรวจเพิ่มอีกลอต หลังพบหลักฐานชัดพันรับส่วยน้ำมันเถื่อน

หลังการจับกุม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พร้อมพวก แอบอ้างเบื้องสูง เปิดบ่อนการพนัน พัวพันส่วยน้ำมันเถื่อน และซื้อขายตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีการประสาน ปปง.อายัดเงินสดและของกลางรูปแบบต่างๆจำนวนมหาศาล ขณะเดียวกันยังจับกุมเครือญาติอดีตนายตำรวจใหญ่ แอบอ้างเบื้องสูง กระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งแก๊งทวงหนี้-ลดหนี้ ประมูลการขายน้ำพริก ผักสด เครื่องเสวยส่งพระที่นั่งอัมพรสถาน และวังศุโขทัย โดยล่าสุด พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. สารภาพกับพนักงานสอบสวน รับส่วยน้ำมันเถื่อน 150 ล้านบาท ส่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก.ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 17 ธ.ค. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ท.สมเกียรติ ตันติกนกพร พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 631/2557 ลงวันที่ 21 พ.ย.57 และที่ 644/2557 ลงวันที่ 26 พ.ย.57 ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 3 พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีต รอง ผบช.ก. ผู้ต้องหาคดีร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ เป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา อดีต ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ด.ต.ฉัตรินทร์ หรือจักรินทร์ เหล่าทอง อดีตผู้บังคับหมู่ กก.ปพ.บก.ป. ผู้ต้องหาคดีเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ฯ เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ฯ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ นางปิยพรรณ ชินนะประภา อายุ 56 ปี และนายชอบ ชินนะประภา อายุ 60 ปี น้องสาวและน้องเขย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ผู้ต้องหาคดีเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ ผู้อื่นมอบผลประโยชน์

คำร้องระบุว่า ตามคำร้องฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 2 ลงวันที่ 4 ธ.ค. ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 6 คน มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6-17 ธ.ค. นี้ การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานสำคัญอีก 35 ปาก รอผลการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง รอตรวจสอบและประเมินราคาทรัพย์ที่ตรวจยึดจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และรอผลการตรวจพิสูจน์หรือเปรียบเทียบของกลางกับผู้ต้องหาจากกองพิสูจน์หลักฐาน ด้วยเหตุและความจำเป็นดังกล่าว ขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 6 คน เป็นครั้งที่ 3 มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-29 ธ.ค. นี้ ท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวนขอคัดค้านขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน รวมถึงเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้

วันเดียวกัน พ.ต.ท.สมเกียรติ ตันติกนกพร ยื่นคำร้องฝากขังครั้งที่ 3 พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีต ผบก.รน. และ พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ อดีต ผกก.4 บก.ปคบ. ผู้ต้องหาเป็นเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ เจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฯลฯ โดยคำร้องฝากขังสรุปว่า ตามที่ศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 2 ทั้ง 2 คน มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6-17 ธ.ค. พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอด แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนปากคำพยานปากสำคัญอีก 14 ปาก รอผลการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารที่เกี่ยวข้อง รอผลตรวจสอบและประเมินราคาทรัพย์สินที่ตรวจยึดจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และรอผลการสอบสวนขยายผลถึงสถานที่เก็บซ่อนทรัพย์สินเพิ่มเติม ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว ขอศาลอนุญาตฝากขังผู้ต้องหานี้ต่อไปอีกเป็นครั้งที่ 3 มีกำหนด 12 วัน นับแต่วันที่ 18-29 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้หากผู้ต้องหายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว พนักงานสอบสวนขอคัดค้าน เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และอาจเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวนของพนักงานสอบสวนได้

นอกจากนี้ พ.ต.ท.วีระวุฒิ บำรุงสวัสดิ์ พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 631/2557 ลงวันที่ 21 พ.ย.57 ได้ยื่นคำร้องฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 3 นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช อายุ 57 ปี และนางสวงค์ หรือสวงศ์ มุ่งเที่ยง อายุ 54 ปี สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาคดีร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 และ 47 คำร้องระบุว่าตามที่ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 2 มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 6-17 ธ.ค. พนักงานสอบสวน สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานมาโดยตลอด แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนปากคำพยาน รอผลการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร และรอผลการตรวจพิสูจน์ซากสัตว์ป่าคุ้มครองของกลาง จากผู้เชี่ยวชาญของกรมประมง และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชมาประกอบสำนวนการสอบสวน ด้วยความจำเป็นดังกล่าว ขอฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 2 คนไว้ระหว่างสอบสวนเป็นครั้งที่ 3 มีกำหนด 12 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18-29 ธ.ค.นี้

จากนั้นศาลได้ดำเนินการฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 10 คน ผ่านระบบสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพ (วีดิโอ คอนเฟอเรนซ์) ไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลาง สถานที่ควบคุมตัว โดยผู้ต้องหาทั้งหมดไม่คัดค้าน ศาลอนุญาตฝากขังครั้งที่ 3

ในส่วนความคืบหน้าคดี น.ส.สุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 48 ปี แอบอ้างเบื้องสูง ในการประมูลขายผักสด ผักลวก น้ำพริกประเภทต่างๆ ร่วมกับ น.ส.ปาลิดา หลักเฉลิมพร อายุ 25 ปี ส่งพระที่นั่งอัมพรสถาน และวังศุโขทัยนั้น เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน น.ส.ปาลิดาเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.สามเสน โดยให้การว่า เป็นลูกสะใภ้ น.ส.สุดาทิพย์ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับการแอบอ้างประมูลขายของในนามคณะบุคคลน้ำทิพย์ และคณะบุคคลปณสุ ขายน้ำพริกต่างๆ ผักสด และผักต้ม ส่งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน และวังศุโขทัย เพียงแค่ น.ส.สุดาทิพย์นำชื่อตนไปเพื่อจัดตั้งคณะบุคคลเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจการกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวโดยไม่ได้แจ้งข้อหาหรือควบคุมตัวดำเนินคดีแต่อย่างใด

สำหรับคดีนายชากานต์ ภาคภูมิ หรือยูริ อายุ 34 ปี และนายณัฐพล หรือกอล์ฟ สุวะดี (อัครพงศ์ปรีชา) อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามความผิดมาตรา 112 โดยพฤติกรรมทางคดี นายชากานต์เรียนอยู่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นำหนังสือ 3 ฉบับ ลงชื่อโดยนายณัฐพลมายื่นสถาบันโดยแอบอ้างเบื้องสูง เพื่อขอสิทธิ์ใช้เข้าสอบ เนื่องจากขาดเรียนเกินกำหนด มีรายงานว่าพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมภายในเรือนจำ และสอบปากคำพยานเรียบร้อยแล้ว หลังจากรอผลการตรวจสอบหลักฐานลายเซ็นชื่อนายณัฐพลจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร (ทว.) ที่สรุปผลส่งมาให้พนักงานสอบสวนในวันที่ 17 ธ.ค. พนักงานสอบสวนจะนำสำนวนส่งให้คณะพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ตรวจสอบภายในวันที่ 19 ธ.ค. ก่อนส่งสำนวนให้อัยการต่อไป

ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีกลุ่มผู้ต้องหาแอบอ้างเบื้องสูงข่มขู่ทวงหนี้ 37 ล้านบาท และบังคับให้ผู้เสียหายลดหนี้ 120 ล้านบาท เหลือเพียง 20 ล้านบาท ท้องที่ สน.พระโขนง และ สน.วัดพระยาไกร ทั้ง 2 คดีจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 ราย เหลือที่ยังหลบหนีอีก 3 รายนั้น มีรายงานว่า พนักงานสอบสวน บก.น.5 ส่งสำนวนทั้ง 2 คดี ให้ พล.ต.ท.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ผู้ช่วย ผบ.ตร. หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน ตร. พิจารณาตรวจพยานหลักฐาน โดยทาง ตร.ไม่ได้สั่งให้แก้ไขหรือสอบปากคำพยานเพิ่มเติมแต่อย่างใด ตร.มีความเห็นชอบให้คณะพนักงานสอบสวน บช.น. ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องภายในสัปดาห์นี้

วันเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงการโยกย้ายนายตำรวจเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ใน บช.ก. ว่า ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้งหรือโยกย้ายใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าระดับไหน แต่ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามวาระ กำหนดไว้แล้ว ขณะนี้เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รอง ผบก. จนถึง สว. ในส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายระดับอื่นๆได้ผ่านพ้นไปแล้ว ถ้ามีตำแหน่งที่ว่าง หรือตำแหน่งที่จำเป็นต้องแต่งตั้ง จะอยู่ในระหว่างการดำเนินการสรรหาตัวบุคคลที่มีความเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ ส่วนที่มีประเด็นโยกย้ายตำรวจใน บช.ก. 250 ตำแหน่ง ไม่ทราบไปเอาตัวเลขนี้มาจากไหน คำสั่งโยกย้ายตำรวจทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ ทำตามพยานหลักฐาน ใครผิดว่าไปตามผิด ใครคิดว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆหรือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ต้องเกรงกลัว ส่วนคนที่มีส่วนต้องดูกันที่พยานหลักฐาน จะให้ความเป็นธรรมทุกคน เพราะถือว่าทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ ส่วนใครจะผิดอย่างไร อยู่ในส่วนการสืบสวนสอบสวน หลักฐานเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ยังตอบไม่ได้ว่ามีใครผิดกี่คน จะต้องถูกโยกย้ายกี่คน เพราะจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป

มีรายงานว่า มีการเตรียมพิจารณาโผบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายพลระดับ ผบช.เพื่อแทนตำแหน่ง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ที่โดนดำเนินคดีเรื่องแอบอ้างเบื้องสูง ส่วยน้ำมันเถื่อน ซื้อขายตำแหน่ง และ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. ที่มีคำสั่งโยกไปทำหน้าที่ นรป. โดยมีการเตรียมเสนอชื่อ พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รอง ผบช.ก. เป็น ผบช.ก. และ พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รอง ผบก.ป. ที่ รรท.ผบก.ป. เป็น ผบก.ป.

ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร.และ รรท.ผบช.ก. กล่าวถึงการโยกย้ายใน บช.ก.ว่า จะสรุปให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ธ.ค.นี้ ในเรื่องตัวบุคคล และจำนวนคนที่จะต้องถูกโยกย้าย ยังไม่สามารถบอกได้ ผู้ที่สมัครใจขอโยกย้ายมีอยู่ส่วนหนึ่งประมาณ 10-20 คน ดำเนินการไปแล้ว ส่วนผู้ที่ไม่สมัครใจอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบว่ามีข้อมูลอะไรที่จะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ และยังต้องดูความหนักเบาของความสัมพันธ์ ในขณะนี้การจะย้ายออกจาก บช.ก. ยังมีข้อจำกัดว่าปลายทางว่างหรือไม่ สามารถจะไปอยู่ได้หรือไม่ ต้องดูในเรื่องประสบการณ์ในการทำงาน ผบช.ปลายทางมีความประสงค์จะรับหรือไม่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องถูกโยกย้ายไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ส่วนใหญ่ที่ย้ายออกไปจะเป็นการแลกตัวไปเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหา ไปอยู่ในหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง จะไม่ไปสร้างปัญหาในการไปปิดหัวแน่นอน บุคลากรใน บช.ก.เป็นคนที่มีคุณภาพเมื่อถูกสลับไปอยู่หน่อยอื่นจะไม่ไปสร้างปัญหาให้กับหน่วยอย่างแน่นอน ที่ถูกโยกย้ายออกไปเพื่อให้การตรวจสอบเกิดความโปร่งใส เมื่อสอบแล้วไม่ผิด อาจจะกลับมาได้

รรท.ผบช.ก.กล่าวต่อว่า ส่วนการตรวจสอบโพยรายชื่อผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน เมื่อมีการถอดรหัสแล้ว ตรงกับหลายคำให้การของผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ส่วนที่ระบุว่ามีการจ่ายส่วยในวงเงินถึง 150 ล้านบาท เมื่อรวมตัวเลขน่าจะถึง แต่จะเชื่อจากโพยที่กระทำผู้ประกอบการที่ผิดกฎหมายฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องใช้พยานหลักฐานจากส่วนอื่นมาประกอบ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการกล่าวหา หรือการดำเนินการต่างๆเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เรื่องนี้อาจจะมีคำสั่งเพิ่มให้บางคนช่วยราชการ เพราะเท่าที่ดูยังมีอีกเยอะที่หลักฐานตรงกัน แต่จะตอบกำหนดชัดเจนว่าอยู่ในระดับไหนบ้างคงยังไม่ได้ในตอนนี้

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed