ไลฟ์สไตล์
100 year

จุดลักผ่านทางรถไฟ เหตุเศร้ามักไม่คาดฝัน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์29 ต.ค. 2563 05:02 น.
SHARE

ปมอุบัติเหตุ “รถไฟชนรถยนต์” บริเวณจุดตัดรถไฟ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในแต่ละครั้งก็มีความสูญเสียชีวิต และทรัพย์สินมากมาย ทำให้ปัญหานี้แทบมองไม่เห็นแนวทางแก้ให้หมดสิ้นได้ด้วยซ้ำ

เพราะถ้าจำกันได้ตั้งแต่ปี 2557 ขบวนรถไฟชนรถบรรทุก 10 ล้อพ่วง จุดตัดทางลักผ่าน อ.เมืองขอนแก่น มีผู้เสียชีวิต 5 ราย บาดเจ็บ 14 ราย ก็มีการทบทวนย้อนดูอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟ ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือ “ทางลักผ่าน” เฉพาะปี 2553-2557 เกิดขึ้น 664 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 727 ราย และมีผู้เสียชีวิต 205 ราย

ข่าวแนะนำ

กระทั่ง “รัฐบาล” ออกนโยบายแก้ปัญหาอุบัติเหตุจุดตัดรถไฟเร่งด่วน ด้วยการสำรวจ และแก้ไข มีการติดตั้งป้ายหยุด และสัญลักษณ์แจ้งเตือนรูปรถไฟ รวมถึงการติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบแจ้งเตือนตลอดเวลา

ผ่านมาไม่ถึง 2 ขวบปีด้วยซ้ำ...“เหตุเศร้าสลด” ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ “รถทัวร์ตัดหน้ารถไฟ” จนโดนชนที่สถานีรถไฟงิ้วราย จ.นครปฐม มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บ 20 ราย บริเวณจุดตัดที่ไม่มีเครื่องกั้นเช่นกัน เพราะเป็นถนนทำกันขึ้นเอง โดยไม่ได้ขออนุญาตกับทางการรถไฟ ทำให้ขาดมาตรฐานการรับรองป้องกันอุบัติเหตุ

ต่อมาก็มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมพิจารณาการขออนุญาตและการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนน ตั้งแต่ระดับกระทรวง และระดับจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ “รถบัสวิ่งตัดทางรถไฟ” อ.เมืองฉะเชิงเทรา มีผู้เสียชีวิต 19 ราย บาดเจ็บ 41 ราย จุดเกิดเหตุมีลักษณะเดิม คือ “ไม่มีเครื่องกั้น” และออกนโยบายแก้ไขปัญหานี้เร่งด่วน ด้วยการให้สำรวจทางตัดผ่านทางถนนและทางรถไฟ นำเสนอแผนแม่บทการแก้ปัญหาอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟต่ออีก

นับเป็นอุบัติเหตุ “ซ้ำๆซากๆบนทางรถไฟ” ในขณะที่ “รัฐบาล” เร่งนโยบายพัฒนาระบบการขนส่งทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง แต่ระบบรางไทยยังขาดประสิทธิภาพมาตรฐานความปลอดภัยอยู่เช่นนี้

หากสำรวจจุดตัดทางรถยนต์และรถไฟทั่วประเทศ 2,684 จุด แบ่งเป็นจุดตัดทางที่ได้รับอนุญาต 1,657 จุด และมีอีกมากถึง 621 จุด เป็นจุดที่ไม่ได้รับอนุญาต ที่เป็นจุดเกิดอุบัติเหตุบ่อย และแต่ละครั้งนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนไม่น้อย ส่งผลให้ “ประชาชน” มีความเสี่ยงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุนี้อยู่เสมอ

ในทางวิศวกรรม อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางรถไฟนี้ ผศ.ดร.รัฐภูมิ ปริชาตปรีชา ประธานคณะกรรมการวิศวกรรมระบบราง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุมาจากลักษณะทางกายภาพของจุดตัด มีระยะมองเห็นรถไฟไม่เพียงพอ ป้ายไฟส่องสว่างชำรุด และผู้ขับขี่ขาดความระมัดระวังขณะข้ามจุดตัดทางรถไฟ

ถ้าขยายดูจุดตัดรถไฟทั่วประเทศไทย 2,684 จุด ถูกยกระดับเป็นทางลอด หรือทางข้าม 406 จุด คิดเป็นร้อยละ 15 ทำให้รถยนต์กับรถไฟไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากันต่อไป แต่อีกร้อยละ 85 หรือ 2,278 จุด เป็นจุดตัดเสมอระบบได้รับอนุญาต 1,657 จุด มีเครื่องกั้นราว 1,450 จุด หรือ 64% และเป็นจุดมีป้ายเตือนแล้วราว 207 จุด หรือ 9%

ส่วนที่เหลืออีก 27% คือ “ทางลักผ่าน” ลักษณะเป็นทางทำกันขึ้นมาเองโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือที่เรียกกันว่า “ทางผิดกฎหมาย” หรือ “เส้นทางเถื่อน” มีอยู่ประมาณ 621 จุด

และเป็นจุดตัดผ่านถนนมักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่บ่อยที่สุด ตามสถิติตั้งแต่ปี 2558-2562 มีอุบัติเหตุเฉลี่ยปีละ 100 ครั้ง ในจำนวนนี้ 30% เกิดขึ้นบริเวณจุดลักผ่าน โดยเฉพาะปี 2562 มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และมีการเก็บ

ตัวเลขในปี 2563 อย่างเป็นทางการมีอุบัติเหตุ 56 ครั้ง สาเหตุตัวเลขลดลงมาจากการหยุดเดินรถไฟในช่วงโควิด-19

เมื่อทราบถึง “สถิติอุบัติเหตุทางตัดเสมอระบบรถไฟแล้ว” ก็มีวิธีแก้ปัญหาอาจต้องการ “ยกระดับทางข้าม หรือทางลอดทางรถไฟ” ลักษณะปิดโอกาสเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุดีที่สุด เพราะเป็นการปิดทางตัดเสมอระดับถนน แต่ก็ต้องสูญเสียงบประมาณแพงเช่นกัน ทำให้การแก้ปัญหานี้อาจถูกมอง ไม่คุ้มค่า

กลายเป็นว่า “หน่วยงานรับผิดชอบ” กลับต้องหันมาแก้ปัญหาด้วยมีการติดตั้งไม้กั้น ติดป้ายหยุด และสัญลักษณ์แจ้งเตือน หรือติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบ ที่ต้องมีการซ่อมบำรุงอยู่ตลอด

ทว่า...การติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณก็แตกต่างกันออกไป “ในต่างประเทศ” มีการแบ่งจุดตัด 3 ระดับ ด้วยการใช้ปริมาณความหนาแน่นรถสัญจรวิ่งผ่านจุดนั้นเป็นตัวตั้ง และนำมาคูณจำนวนขบวนรถไฟวิ่งผ่านต่อวัน เช่น รถสัญจร 6,000 เที่ยวต่อวัน และรถไฟวิ่งผ่าน 10 เที่ยวต่อวัน ก็นำ 6,000 คูณ 10 เท่ากับ 60,000 คัน เป็นต้น

ก่อนนำมาเปรียบเทียบหลักเกณฑ์ คือ ระดับหนึ่ง...รถสัญจร 5 แสนคันขึ้นไป ติดตั้งไม้กั้น และสัญญาณเตือน มีราคาตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ระดับสอง...ต่ำกว่า 3-5 แสนคัน ติดตั้งสัญญาณไฟ และป้ายแจ้งเตือน และระดับสาม...รถสัญจรและรถไฟ วิ่งผ่านน้อยต่ำกว่า 3 แสนคัน จะไม่มีการลงทุนการติดตั้งสัญญาณใดๆ

เพราะ “อุปกรณ์สัญญาณแจ้งเตือน” ไม่ใช่ติดตั้งแล้วเสร็จจบไป แต่ต้องจ่ายงบประมาณค่าบำรุงดูแลรักษามหาศาลตามมา ในเรื่องนี้คิดว่า...

“การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)” ก็มีรูปแบบพิจารณาการติดตั้งป้ายจราจรตามแบบมาตรฐานตาม รฟท.เช่นกัน

ประการต่อมาระยะห่างแต่จุดตัดเสมอระดับ ต้องห่างกันไม่ต่ำกว่า1 กม. ถ้าต่ำกว่าระยะนี้ ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับระยะการมองเห็นของขบวนรถไฟวิ่งด้วยความเร็ว 100 กม. ต่อ ชม. เพื่อให้สามารถมองเห็นสัญญาณไม่ต่ำกว่า 700 เมตร ที่เป็นระยะการหยุดรถไฟให้ทันท่วงทีได้

ส่วนถนนจุดตัดควรมีความกว้างบริเวณจุดตั้งอย่างน้อย 3 เมตรขึ้นไป ในมุมถนนตัดกับรางรถไฟ ต้องเกินกว่า 60 องศา เพราะหากเป็นมุมแหลมกว่านี้จะทำให้คนขับรถไฟ มีระยะมองเห็นไม่เพียงพอ และต้องมีสัญญาณแจ้งเตือนก่อนถึงจุดตัดทางอย่างน้อย 30 เมตร

ถ้าไม่เป็นตามนี้ถือว่าเป็นจุดตัดไม่ได้มาตรฐาน ทำไปแล้วมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเสมือนการนำระเบิดเวลาวางอยู่จุดตัด เพื่อรอการระเบิดขึ้น ทำให้เห็นการเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งตลอด

ถามว่า...เกิดอุบัติเหตุมาจากปัจจัยอะไร ในเรื่องนี้แยกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ “ระบบส่งสัญญาณ” อาทิ ทางรถไฟ ถนน สภาพการมองเห็น ตัวแจ้งเตือน ความสมบูรณ์อุปกรณ์ของการติดตั้งเครื่องป้องกัน มีการออกแบบถูกต้องตามมาตรฐาน ที่ต้องดูแลรักษาให้สามารถใช้งานได้อยู่เสมอ

สำหรับ “ระบบรับสัญญาณ” มีตั้งแต่ความสมบูรณ์ของตัวรถยนต์ และผู้ขับขี่ มีการคาดคะเนความเร็วรถไฟผิดพลาด หรือคนขับมีสภาพมึนเมา อีกทั้งยังมีการรบกวนสมาธิผู้ขับขี่ ทั้งภายใน และภายนอกรถ ทำให้เบี่ยงเบนความสนใจต่อการมองหารถไฟ เช่น เสียงวิทยุ การคุยกันกับผู้โดยสาร

ดังนั้น ทางแก้ปัญหา “ทางรถไฟ และทางตัดผ่านเสมอระดับ” ต้องติดระบบสัญญาณ และเครื่องกั้น พร้อมมาตรการดูแลรักษาให้พร้อมใช้งานเสมอ พร้อมติดตั้งระบบ Fail Safe ระบบสำรองหากระบบหลักล้มเหลว โดยเฉพาะทางลักผ่านต้องทบทวนทั้งหมด 621 จุด ที่ไม่ได้ถูกออกแบบอย่างถูกต้องตามหลักวิศวกรรมแต่แรก

เพราะอาจเป็น “จุดอันตราย” มีความเสี่ยงสูงไม่ได้มาตรฐาน ควรดำเนินการปิดเร่งด่วน หรือทำให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ในการติดตั้งสัญญาณป้ายเตือน และต้องมีมาตรการดูแลรักษาให้สมบูรณ์อยู่เสมอ ส่วนคำว่า “ทางลักผ่าน” อาจเพิ่มคำว่า “ทางลักผ่าน อันตราย” ด้วยซ้ำ

สิ่งสำคัญ...“ต้องนำเอาทางตัด หรือทางลักผ่านทางรถไฟ” ออกจากระบบแผนที่เส้นทางในกูเกิล หรือแผนที่นำทางอื่นในระบบดิจิทัล เพราะอาจ

นำพา “ผู้ขับขี่” เดินทางเข้าไปยังจุดพื้นที่ “อันตราย” หรือ “จุดไม่เหมาะสม” ไม่คุ้นเคยชำนาญเส้นทางนั้น โดยเฉพาะขับรถสาธารณะ ต้องห้ามใช้ทางลักผ่านเด็ดขาด

อีกด้าน...ต้องสื่อสารให้คนเข้าใจถึงสัญญาณบริเวณแยกทางตัดเสมอระดับให้ชัดเจน ว่า เมื่อไหร่ต้องหยุดทันที มีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ละเมิดสัญญาณ และเพิ่มการรณรงค์ให้คนตระหนักถึงความมักง่าย ความประมาทมักทำให้ตายได้ ด้วยการไม่ใช้ทางลักผ่าน ตั้งแต่การอบรมสอบใบขับขี่ โดยเฉพาะรถสาธารณะ

ถ้าทำได้ทั้งหมดนี้...โอกาสเกิดอุบัติเหตุ “โศกนาฏกรรม” บนทางรถไฟก็น้อยลง ที่เป็นวิธีแก้ปัญหา “ลงทุนน้อย” แต่ได้ผลสัมฤทธิ์ถาวรในเร็ววันนี้แน่นอน...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า 1ทางรถไฟรถไฟชนรถยนต์อุบัติเหตุจุดตัดรถไฟจุดตัดรถไฟข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 08:34 น.