ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    กกต.ขับเคลื่อนเลือกตั้งท้องถิ่น กลไกปกครองสอดคล้องชุมชน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์12 ต.ค. 2563 05:15 น.
    SHARE

    ใกล้เข้ามาทุกทีกับการเลือกตั้ง “สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น” ที่จะเข้าไปบริหารงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น “หัวใจสำคัญ” ในการสนับสนุนรักษาความมั่นคง และความผาสุกประชาชน โดยยึดการปกครองให้สอดคล้องหลักการประชาธิปไตย

    ภายใต้ “การปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่เป็นการกระจายอำนาจของ “รัฐบาล” ให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย ที่เป็น “กลไก” ในการทำหน้าที่แทนรัฐบาล

    เพื่อให้การใช้อำนาจนี้เป็นไปอย่างถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ในท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ ในการกำหนด “ตัวบุคคล” เข้าไปทำหน้าที่สำคัญต่างๆในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนี้
    ความสำคัญการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นนี้ มี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะจัดการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องเป็นพลเมืองของท้องถิ่นที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน เข้ามาทำหน้าที่ และมีอำนาจในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน

    รวมทั้งจัดการบริหารน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร การดูแลความสะอาด และส่งเสริมอาชีพ พัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และคนพิการ ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    แต่ว่า “รูปแบบการปกครองส่วนท้องถิ่น” ถูกออกแบบไว้ 2 ลักษณะ คือ แบบแรก “การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป” คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดย “อบจ.” มีจังหวัดละ 1 แห่ง ยกเว้นกรุงเทพฯ มีนายก อบจ. เป็นฝ่ายบริหาร และสภา อบจ.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

    ในส่วน “เทศบาล” แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และ เทศบาลตำบล มี นายกเทศมนตรี เป็นฝ่ายบริหาร และ สภาเทศบาล เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

    ส่วน “อบต.” มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ที่ดูแลทุกข์สุขให้บริการประชาชนในหมู่บ้านตำบล ก็มีนายก อบต. เป็นฝ่ายบริหาร และสภา อบต.เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

    แบบที่สอง “การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบ พิเศษ” ในพื้นที่เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีความหนาแน่นของประชากร ได้แก่ “กรุงเทพมหานคร (กทม.)” แบ่งเขตการปกครอง 50 เขต มี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นฝ่ายบริหาร สภา กทม. เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ และ “เมืองพัทยา” มี นายกเมืองพัทยา เป็นฝ่ายบริหาร และ สภาเมืองพัทยา เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ

    โครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี 2 ส่วน คือ 1.“สภาท้องถิ่น” มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง และ 2.“ผู้บริหารท้องถิ่น” มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง แต่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้ เมื่อดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 วาระแล้วต้องพ้น 4 ปี นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง

    สำหรับ “ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ที่จะเข้าไปบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ ถ้าเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และผู้สมัครเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 ปี รวมถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ไม่กำหนดว่าต้องจบการศึกษาหรือประสบการณ์การทำงานในระดับใด

    “คุณสมบัติ” ผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่น ต้องจบการศึกษาหรือมีประสบการณ์งาน เช่น “อบต.” จบไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเคยเป็นสมาชิกสภาตำบล ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา และ “เทศบาล” จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา

    ด้าน อบจ. ต้องจบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกรัฐสภา

    หรือสมาชิกสภา กทม. และ เมืองพัทยา อายุไม่เกิน 25 ปี ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดเท่านั้น และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กร ปกครองส่วน ท้องถิ่น สมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

    ประเด็นเรื่อง “คุณสมบัติผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” ต้องมีสัญชาติไทย ถ้าเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องมีอายุ 18 ปีในวันเลือกตั้ง โดยเฉพาะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง

    ยกเว้นผู้ต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ ภิกษุ สามเณร หรือนักบวช บุคคลถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง บุคคลต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล และบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

    ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนี้ สามารถเลือกสมาชิก อบต. 1 คน และนายก อบต. 1 คน เลือกสมาชิกสภาเทศบาลตำบลเขตของตนได้ 6 คน สมาชิกสภาเทศบาลเมือง 6 คน เลือกสมาชิกสภาเทศบาลนคร 6 คน และนายกเทศมนตรี ได้ 1 คน และเลือกสมาชิก อบจ. 1 คน นายก อบจ. 1 คน ส่วนสมาชิกสภาเมืองพัทยา 6 คน เลือกนายกเมืองพัทยา 1 คน

    ประการสำคัญ กฎหมายกำหนดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของทุกคน ถ้าผู้มีสิทธิไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ต้องแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อนายทะเบียนอำเภอ ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตท้องถิ่นนั้นด้วยตนเองหรือทำเป็นหนังสือมอบหมายให้คนอื่นไปยื่นแทน หรือจัดส่งไปรษณีย์แจ้งเหตุภายใน 7 วันก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง

    การแจ้งนี้ต้องมีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนไปพื้นที่ห่างไกล เจ็บป่วยไปเลือกตั้งไม่ได้ เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือสูงอายุ ที่เดินทางไปเลือกตั้งไม่ได้ เดินทางออกนอกราชอาณาจักร มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กม.ไปช่วยราชการนอกเขตเลือกตั้ง และเหตุสุดวิสัยอื่นที่ กกต.กำหนด เป็นต้น
    มิเช่นนั้น “ต้องเสียสิทธิ” หรือ “ถูก จำกัดสิทธิ” ตั้งแต่ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ส.ว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น

    ผู้บริหารท้องถิ่น และสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองไม่ได้

    แม้แต่การดำรงตำแหน่ง รองผู้บริหาร เลขานุการ ผู้ช่วยเลขานุการ ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น และดำรงตำแหน่งเลขานุการ ประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาท้องถิ่นและเลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่นก็ไม่ได้

    ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้เสียสิทธิเนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ก่อนหน้ามี พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ใช้บังคับนี้การเสียสิทธิดังกล่าวของผู้นั้นเป็นอันสิ้นสุดลงนับแต่วันที่พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 ใช้บังคับในวันที่ 17 เม.ย.2562

    สิ่งที่ลืมไม่ได้...“วันเลือกตั้ง” จะเริ่มเปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. มีหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีรูปถ่าย และมีเลขประจำตัวประชาชน สำหรับบัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุแล้ว ใช้แสดงตนเพื่อออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้เช่นกัน

    พ.ต.อ.จรุงวิทย์ กล่าวอีกว่า ตามกฎหมายใหม่ ผู้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง คือ “องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น” ในส่วน กกต.รับผิดชอบกำกับดูแลการจัดเลือกตั้ง แบ่งเป็น 6 หลักใหญ่ ได้แก่

    1. “ด้านการแบ่งเขตเลือกตั้ง” ต้องให้มีจำนวนราษฎรใกล้เคียงกันมากที่สุด พื้นที่ของแต่ละเขตเลือกตั้งต้องติดต่อกัน, เคยอยู่ในเขตเลือกตั้งเดียวกัน ความสะดวกในการคมนาคม

    2. “การอบรมวิทยากร” ระดับวิทยากรจังหวัด และวิทยากรระดับอำเภอ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจกฎหมาย ที่จะได้นำไปอบรมวิทยากรระดับอำเภอเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งในหน่วย เลือกตั้งต่อไป

    3.กระบวนการสืบสวนสอบสวนและไต่สวน ในการพิจารณาออกใบเหลืองและใบแดง

    4.การกำหนดให้มีการเลือกตั้งเมื่อใดเป็นอำนาจของ ครม. เป็นผู้กำหนด ตาม ม.142 พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562

    5.การประกาศผลการเลือกตั้ง กกต. ต้องตรวจสอบเบื้องต้น หากเห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผลการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมให้ประกาศใน 30 วัน

    เลขาธิการ กกต. ย้ำว่า “การเลือกตั้งท้องถิ่น” มีความสำคัญในการสรรหาคัดเลือก “ผู้แทน” เข้าไปทำหน้าที่แทน “รัฐบาล” ในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาสนองต่อความ ต้องการให้ชุมชนสะดวกรวดเร็ว และตรงกับความประสงค์ของชุมชน โดยประชาชนเป็นผู้มีสิทธิตัดสินใจเลือกผู้บริหารท้องถิ่นนั้นด้วยตนเอง

    ดังนั้น สมควรอย่างยิ่งที่ต้องออกมาใช้สิทธิกันให้มากที่สุด...อย่านอนหลับ...ทับสิทธิของตัวเอง

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะคอยกำกับดูแลในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นนี้ ให้เกิดความสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

    เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ของประเทศชาติสูงสุด.


    ทีมข่าวภูมิภาค

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    เลือกตั้งท้องถิ่นเลือกตั้งท้องถิ่น 2563การปกครองส่วนท้องถิ่นเลขาธิการ กกต.กกต.จรุงวิทย์ ภุมมาคุณสมบัติผู้สมัครผู้บริหารท้องถิ่นเลือกตั้ง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563 เวลา 04:23 น.