ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    วัคซีน 3 ชนิดฝีมือไทย ทดสอบเข็มที่ 2 ในลิง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์22 มิ.ย. 2563 05:01 น.
    SHARE

    “วัคซีนป้องกันโควิด-19” ในประเทศไทย

    พัฒนาก้าวหน้า เริ่มมีการฉีด “วัคซีนชนิด mRNA เข็มที่ 2 ในลิง” หลังมีการ “ฉีดเข็มที่ 1” เป็นผลน่าพอใจมาก “เลือดลิงเป็นบวก” สามารถสร้างภูมิคุ้มกันยับยั้งเชื้อเข้าสู่เซลล์ในร่างกายได้ดี

    อีกทั้งไม่นานมานี้ก็มีการทดสอบ “วัคซีนโควิด-19” เพิ่มขึ้นมาอีก คือ “ดีเอ็นเอวัคซีน” และวัคซีนโปรตีนที่ได้จาก “ใบยาสูบพิเศษ” ที่เริ่มฉีดในหนูทดลอง และก็ได้ “ผลดี” หนูสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระดับสูงมาก

    คาดกันว่าเตรียมทดลอง “ฉีดในคนกลุ่มอาสาสมัคร” เร็วๆนี้...ในอีก สองเดือนข้างหน้านี้

    ความคืบหน้าการพัฒนาวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในประเทศไทยนี้ ศ.ดร.สุจินดา มาลัยวิจิตรนนท์ ผอ.ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ในไทยได้พัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 อยู่ 3 ชนิด คือ วัคซีนชนิดแรก...mRNA ชนิดที่สอง...วัคซีนที่ผลิตจากโปรตีนจากพืช หรือใบยาสูบพิเศษ และ ชนิดที่สาม...ดีเอ็นเอวัคซีน

    ปัจจุบัน “วัคซีน 3 โครงการนี้” ทำการทดลองในหนูเรียบร้อยแล้ว มีอยู่ 2 ชนิด สามารถสร้างภูมิคุ้มกันในหนูได้ดี คือ...วัคซีนชนิด mRNA และวัคซีนชนิดโปรตีนจากพืช ในจำนวนนี้ “วัคซีนชนิด mRNA” ถูกนำมายังศูนย์วิจัยไพรเมทฯ ในการทดลองฉีดกับลิงเข็มที่ 1 ไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค.2563

    และเริ่มทดลอง “เข็มที่ 2” ราววันที่ 22 มิ.ย.นี้ ทำให้มีความคืบหน้า มากที่สุดในตอนนี้

    ส่วน “วัคซีนชนิดโปรตีนจากพืช” กำลังยื่นขออนุมัติใช้กับสัตว์ทดลองขนาดใหญ่ มีคณะกรรมการควบคุมดูแลการเลี้ยง และการใช้สัตว์ทดลองเรียกสั้นๆว่า “คณะกรรมการจริยธรรม” เป็นผู้พิจารณาในความเหมาะสมการ ทดลองกับลิง จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดกับสัตว์หรือไม่ ไม่ใช่ว่า “อยากทดลองก็ทำได้เลย”

    ทางด้าน “ดีเอ็นเอวัคซีน” แม้ว่าอยู่ในขั้น “ทดลองในหนู” แต่ได้ขอ อนุมัติคณะกรรมการจริยธรรมในการทดลองกับลิงล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว หากผลการทดลองในหนูได้ผลดีเร็วๆนี้ก็นำมาทดลองในลิงได้ทันทีเช่นกัน คาดว่า ...“วัคซีนโปรตีนจากพืชและดีเอ็นเอวัคซีน” น่าจะเริ่มทดสอบในลิงได้เป็น เข็มแรก ต้นเดือน ก.ค.2563 นี้

    ทว่า...“กระบวนการทดสอบวัคซีน” ต้องเริ่มจากการนำวัคซีนผสมกันใน หลอดแก้วในห้องปฏิบัติการ เพื่อสังเกตผลการป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้หรือไม่ ที่เรียกว่า “ทดสอบต้านของภูมิคุ้มกัน” เป็นการกระตุ้นวัคซีนในการทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้เชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าสู่ร่างกาย หรือเซลล์ของมนุษย์ได้

    ถ้าการทดลองได้ผลดี ก็เข้าสู่ขั้น “การนำวัคซีนฉีดในสัตว์ทดลอง” ที่นิยมใช้เป็นอันดับแรก คือ “กลุ่มหนู” เพราะมีขนาดเล็ก และสะดวกง่ายต่อการทดลอง โดยเฉพาะ “หนูไมค์” หรือ “หนูเม้าส์”

    เพื่อเป็นการทดสอบดูในเรื่องของภูมิคุ้มกันและความเป็นพิษ

    สาเหตุใช้ “หนูไมค์” มาจากเป็นสัตว์ตัวเล็ก ถ้า “ฉีดวัคซีน” ขนาดสูง ในหนูขนาดเล็กแล้ว ทำให้เห็นผลชัดเจนถึงความเป็นพิษ และการกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสัตว์หรือไม่ สำหรับ “ภูมิคุ้มกันนี้” คือ การกระตุ้นแอนติบอดี (Antibody) หรือสารภูมิต้านทาน ทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันร่างกายในการทำลายแบคทีเรีย และสารอันตรายอื่น

    ต้องเข้าใจว่า...“คุณสมบัติวัคซีน” มีหน้าที่ออกฤทธิ์ป้องกันไวรัส ฉะนั้น “การฉีดวัคซีน” จำเป็นต้องฉีดคนที่สุขภาพแข็งแรง เมื่อคนฉีดวัคซีนแล้ว “เจอเชื้อโรค” จะทราบผลของการมีภูมิคุ้มกันต้านเชื้อโรคตัวนั้นได้ผลดี

    สำหรับระยะเวลาทดลอง “ในหนู” ต้องขึ้นอยู่กับชนิดของ “วัคซีน” ถ้าเป็น “ดีเอ็นเอวัคซีน” และ “วัคซีน mRNA” ต้องใช้เวลานานราว 3 เดือน เพราะโดยหลักการวัคซีน 2 ชนิดนี้ มีระบบการทำงานที่ต้องเข้าถึงเซลล์สัตว์ จากนั้นค่อยมีการ “สร้างโปรตีน” ออกมา และ “โปรตีน” จะทำหน้าที่ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อไป...

    ขณะที่...“วัคซีนที่ผลิตจากโปรตีนจากพืช หรือใบยาสูบพิเศษ” มีการผลิตโปรตีนออกมาได้ทันที ทำให้ย่นระยะเวลาการสร้างภูมิคุ้มกันได้เร็วกว่าชนิดอื่น 1 เดือน เพราะ “ใบยาสูบพิเศษ” มีลักษณะเป็นโปรตีนของตัวเองอยู่แล้วในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่ไม่ต้องทดลองฉีดวัคซีนเข้าไปสู่เซลล์ และให้เซลล์สร้างโปรตีนออกมาอีกที

    และก็มีคำถามว่า...“วัคซีนที่ผลิตจากโปรตีนจากพืช” ดีกว่าชนิดอื่นอยู่แล้ว ทำไมต้องมาใช้วัคซีนชนิด mRNA และชนิดดีเอ็นเอ ก็มีเหตุผลอยู่ว่า “วัคซีน 2 ชนิดนี้” เป็นการผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ มีข้อดี...เรื่องความเสถียรดีกว่าในเวลาบรรจุหลอดแก้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการควบคุมอุณหภูมิ ต้องแช่เย็นอยู่ตลอดเวลา

    หากคำนึงถึงการขนส่งวัคซีนจำนวนมาก สามารถเก็บในห้องอุณหภูมิปกติทั่วไปได้นาน อีกทั้ง “วัคซีน mRNA และดีเอ็นเอ” การนำเข้าสู่เซลล์ ก่อนสร้างโปรตีนนี้ก็มีข้อดีอีกว่า...สร้างโปรตีนได้ครั้งละจำนวนมาก

    ทำให้ลดการฉีดวัคซีนในอัตราน้อย แต่สามารถมีโปรตีนออกมา สร้างภูมิคุ้มกันได้มากเช่นกัน แต่ก็มีข้อเสีย...ที่ต้องใช้เวลานาน หลายขั้นตอนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน...

    แต่ว่า...“วัคซีนที่ผลิตจากโปรตีนจากพืช” กลับไม่ค่อยมีความเสถียร ดังนั้น ในการขนส่งวัคซีนออกจำหน่ายจำนวนมาก หรือแจกจ่ายให้ประชาชน ต้องแช่ในตู้ความเย็นตลอดเวลา แต่มีข้อดี...กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เร็วใช้เวลา 1 เดือนกว่าก็ทราบผลการทดลองในสัตว์แล้ว ทำให้ประเทศไทยต้องมีการทดลองวิจัยวัคซีนหลากหลายรูปแบบ

    ประเด็นต่อมา...เมื่อการทดลองในหนูได้ผลดีแล้ว ก็ต้องเข้าสู่ “การทดสอบในลิง” เพราะ “ลิง” เป็นสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับคน สามารถตอบสนองการกระตุ้นภูมิคุ้มกันใกล้เคียงที่สุด อีกทั้ง “โควิด-19” หรือไวรัส SARS-CoV-2 มีความสามารถจับกับตัวรับที่ชื่อ ACE2 ในร่างกายของคนได้ แต่กลับไม่จับตัวกับการทดลองในหนู

    แตกต่างจาก “ทดลองในลิง” ที่ไวรัสจับกับตัวรับ ACE2 ในลิงเหมือนกับคนได้ดี ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายก่อนใช้วัคซีนโควิด-19 ในคน ต้องผ่านการทดลอง ในลิง ที่ต้องดู 2 เรื่อง คือ 1.เรื่องความปลอดภัย โดย “โดสยา” ให้กับลิงนี้มีปริมาณเทียบเท่ากับให้คน 2.เรื่องการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ที่มุ่งหวังการตอบสนองของลิงเทียบเท่ากับคนเช่นกัน

    ประการสำคัญ...ความคืบหน้าการทดลอง “วัคซีนชนิด mRNA” ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ มีความชัดเจนในการทดลอง เรื่องความปลอดภัย ทั้งระบบสมอง ประสาท หัวใจ หลอดเลือด การหายใจ เรื่องการกินอาหาร พฤติกรรมและอุณหภูมิร่างกาย ที่เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงความอันตรายต่อสัตว์นี้ ที่ปรากฏว่า ทุกระบบมีความปลอดภัยได้ดี

    ในส่วนเรื่องการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ก็มีการส่งตัวอย่างเลือดลิงให้กับศูนย์วิจัยวัคซีนโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ยังไม่ทราบผลว่า กระตุ้นภูมิคุ้มกันหรือไม่ แต่เท่าที่นักวิจัยคาดหวัง คือ...ไม่น่าจะ “กระตุ้น” เพราะทดสอบผ่านไป 15 วัน ยังถือว่า ได้ผลลัพธ์ที่เร็วเกินไป

    ดังนั้น ที่กล่าวไปแล้วว่า...“วัคซีนชนิด mRNA” ต้องผ่านเข้าเซลล์ก่อนสร้างโปรตีนกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และยังมีแผนฉีดให้กับลิงถึง 3 เข็ม ต้องใช้ ระยะเวลาห่างกัน 15 วัน รวมเป็น 60 วัน มองว่า “เข็มที่ 1” ยังไม่สามารถเห็นผลชัดเจนได้ อย่างไรก็ดี โครงการวิจัยนี้มีระยะเวลา 6 เดือน เพื่อติดตามวัคซีนจะอยู่ในร่างกายได้นานเพียงใด

    สิ่งสำคัญ...“ในไทย” ยังไม่มีการทดลองเชื้อไวรัสโควิด-19 สาเหตุจากอุปสรรคขาดห้องปฏิบัติการวิจัยในความปลอดภัยระดับ 3 เพราะเชื้อไวรัสนี้ มาจากอากาศ ทำให้ต้องมีห้องวิจัยนี้...ที่มีความจำเป็นอย่างมาก

    มิเช่นนั้นจะบอกไม่ได้เลยว่า วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันสามารถป้องกันโควิด–19 ได้จริงหรือไม่

    ถ้าเปรียบเทียบ “การผลิตวัคซีน” ก็คือ การสร้างอาวุธเป็นเกราะป้องกันต่อสู้กับเชื้อไวรัส แต่ก็ไม่รู้ว่าเกราะสร้างขึ้นมานี้มีความเปราะบางเพียงใดซึ่งจะรู้ได้ต่อเมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาเท่านั้น เพราะการทดลอง “วัคซีนในไทย” ใช้ “ส่วนหนามไวรัส” เท่านั้น ในการจำลองระบบสายพันธุกรรมออกมาเป็นวัคซีน ที่ไม่ได้ใช้เชื้อโควิด-19 ทั้งตัว

    ในอนาคต...ถ้ามีห้องวิจัยความปลอดภัยระดับ 3 จะสามารถนำเชื้อโควิด-19 นำมาพ่นใส่ลิงทดลองได้ หากลิงมีภูมิคุ้มกันแล้ว ก็อาจจะไม่ติดเชื้อไวรัสได้ จึงถือว่า “วัคซีน” มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และป้องกันโควิด-19 ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้มีการใช้ “โมดูล” หรือห้องเคลื่อนที่ที่สั่งซื้อจากประเทศสิงคโปร์มาใช้ชั่วคราว

    การเดินหน้า...“ทดลองวัคซีนในคน” ตอบได้ว่า “เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน” แต่ตอบไม่ได้ว่า “ป้องกันได้หรือไม่” เช่นเดียวกับบางประเทศที่ไม่รอผลการป้องกัน แต่ขอเพียงกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ ก็เริ่มทดสอบในคน

    ย้ำว่า...“การผลิตวัคซีน” ต้องใช้เวลาให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่า...มีความปลอดภัยและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สามารถป้องกันโควิด–19 ได้จริงๆถึงจะนำมาใช้กับ “คน”...ได้ในท้ายที่สุด.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า 1วัคซีนป้องกันโควิด-19โควิด-19ไวรัสโคโรนาโควิด 19 ในไทยทดลองวัคซีนโควิด-19ไฮไลต์ไวรัสโคโรน่า

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้