ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ศาลฎีกาสายตรงถึงคุก อ่านคำพิพากษาผ่านจอ

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์20 มิ.ย. 2563 05:01 น.
    SHARE

     

    พลิกตำรา “นวัตกรรม” การลดเวลาขั้นตอน

    “คดีอาญา” เปิดรับ “นิวนอร์มอล” ด้วยการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา “ผ่านจอ” สายตรงถึงเรือนจำ สร้างการเปลี่ยนแปลงความปกติใหม่ในกระบวนการศาลยุติธรรม ที่ยกระดับการเข้าถึงความยุติธรรมแก่จำเลยถูกคุมขัง...

    เพราะตามขั้นตอนนับแต่ “ศาลฎีกา” ทำคำพิพากษาเสร็จสิ้น ต้องผ่านขั้นตอนการส่งสำนวน และซองคำพิพากษาศาลฎีกาต้องผ่านทางระบบสารบรรณของแต่ละศาล และ “ศาลชั้นต้น” ก็จะนัดฟังคำพิพากษา “ศาลฎีกา” ส่งหมายให้คู่ความทุกฝ่ายทราบตลอดจนรอผลการส่งหมาย

    กว่าศาลชั้นต้นพร้อมอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังก็อาจใช้เวลานานหลายเดือน...

    ปัญหามีอยู่ว่า...ถ้าผลคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้จำเลยได้รับการปล่อยตัว หรือรับประโยชน์จากหมายจำคุกคดีถึงที่สุด อาจมีผลให้ “เสียโอกาส” ดังนี้ แล้ว...จึงได้วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลฎีกา

    ในคดีอาญา...“ศาลฎีกา” จัดให้มีการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2563 (Video Conference) เพื่อลดขั้นตอน การส่งสำนวนและคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลฎีกาในคดีอาญา และลดการเบิกตัวจำเลยมายัง “ศาล” ได้อีกด้วย

    และไม่นานมานี้...“ผู้พิพากษาศาลฎีกา” มีการออกนั่งบัลลังก์ อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญา ความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ผ่านระบบสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพเป็นครั้งแรก ขณะที่ “จำเลย” ก็ถูกคุมขังอยู่ ที่เรือนจำกลางบางขวาง มีเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นสักขีพยาน ยืนยันตัวตนจำเลยตลอดการอ่านคำพิพากษา

    ตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม “ศาลฎีกา” ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องโจทก์ และมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นออกหมาย ปล่อยตัวจำเลยไปในทันที

    ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา

    การสร้างการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการศาลยุติธรรมนี้ ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา บอกว่า ตามปกติคดีขั้นสู่ศาลฎีกา “ผู้พิพากษา” เจ้าของสำนวนคดี เมื่อทำคำพิพากษาเสร็จสิ้น จะส่งสำนวนไปศาลชั้นต้น ใน เขตอำนาจของคดีนั้น เพื่อให้นัดคู่ความ “โจทก์” หรือ “จำเลย” ก็แล้วแต่ ใช้เวลาราว 2 เดือน

    ในช่วง 2 เดือนนี้ที่รอ...“คำพิพากษา” อาจเป็นไปทั้ง “คุณต่อจำเลย” และ “โทษแก่จำเลย” ตามข้อมูลมักพบว่า จำเลยจำนวนหนึ่งของ “คดีอาญา” ของ “ศาลฎีกา” มีการยกฟ้อง และปล่อยตัวจำเลย

    ตามคำสั่งนี้ถ้า “จำเลย” ได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ก็เกิดความเสียหายน้อยลง แต่หาก “ถูกคุมขังในเรือนจำ” ย่อมมีความเสียหายรุนแรง ในการยกฟ้องคดีจะกลายเป็นว่า “จำเลย” ถูกคุมขังอย่างไม่จำเป็นด้วยเหตุที่ระหว่างรอคำพิพากษา ก็ไม่มีใครรู้ว่า...“ศาล” มีคำพิพากษา “สั่งยืนตามคำสั่งศาลล่าง” หรือ “ยกฟ้องคดี” กรณีมีคำพิพากษา “เป็นคุณ” เช่น “ยกฟ้อง” ทำให้เสียสิทธิได้รับการปล่อยตัวช้าเกินไป

    อีกมุม...กรณี “ศาลฎีกา” มีคำพิพากษายืนตามศาลล่าง “ลงโทษแก่จำเลย” นั้นหมายความว่า “คดีเป็นอันถึงที่สุดแล้ว” กลับปรากฏว่าในระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด ทำให้ “จำเลย” ต้องเสียสิทธิประโยชน์พิเศษขึ้นด้วย เช่น การอภัยโทษ ลดโทษในวันสำคัญต่างๆ เพราะ “จำเลย” จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้น

    กลายเป็นว่า “คนต้องถูกลงโทษ” กลับไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในบางอย่างที่ควรได้รับ จนเกิดความเสียหายขึ้น ฉะนั้น ไม่ว่า “ศาลฎีกา” จะมีคำพิพากษายกฟ้อง หรือลงโทษ ก็ทำให้จำเลยเสียสิทธิทั้งสิ้น

    เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญ...ให้มาคำนึงถึงช่องทางการเยียวยา “สิทธิประโยชน์ของจำเลย” ที่ต้องอ่านคำพิพากษาให้เร็วสุด ด้วยการมุ่งตรงถึง “จำเลย” ที่ไม่ต้องผ่านศาลชั้นต้น ทำให้เกิดโครงการอ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลฎีกาผ่านการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2563

    โดยนำเทคโนโลยีมาใช้อำนวยความยุติธรรม จะเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของจำเลยที่ต้องถูกขังอยู่ในเรือนจำ ที่เพิ่งจะได้รับทราบคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลฎีกาโดยเร็ว อาศัยอำนาจตามความใน ม.5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ในการวางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม

    “ดั่งหลักการพูดกันอยู่เสมอว่า...“ความยุติธรรม ไม่ควรจะต้องล่าช้าโดยไม่จำเป็น” ฉะนั้น การอ่านคำพิพากษา...“ผลจะเป็นอย่างไร” ก็ย่อมทำให้คนที่ต้องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ดังนั้น ต้องปฏิบัติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพนานเกินไป และมีโอกาสได้รับสิทธิ–ประโยชน์อื่นตามมาด้วย” ไสลเกษว่า

    อีกประการ...เวลานี้เกิดโรคโควิด-19 ระบาด ทำให้มีความจำเป็นที่ไม่ต้องนำตัว “จำเลย” ออกจากเรือนจำ ที่มีความเสี่ยงโอกาสการรับเชื้อไวรัส เข้าสู่ภายในเรือนจำ และยังลดการรวมกลุ่มกันในห้องพิจารณาคดีด้วย

    สิ่งสำคัญการนำ “ผู้ต้องขัง” หรือ “นักโทษ” เดินทางมายังศาลย่อมมีความเสี่ยงโอกาส “หลบหนี” หรือ “การชิงตัวประกัน” ได้เสมอ ในการป้องกันนี้ด้วยการอ่านคำพิพากษาผ่านระบบสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพให้จำเลย ถูกคุมขังที่เรือนจำฟัง เป็นการลดขั้นตอน ลดการเบิกตัวจำเลยมาศาล

    กรณีที่สามารถเชื่อมสัญญาณกับเรือนจำได้ ลดการใช้เครื่องพันธนาการ และลดความเสี่ยงในการหลบหนี เมื่อมีการควบคุมจำเลยมาศาลที่ยังเป็นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลยที่ถูกคุมขัง

    มีขั้นตอน “ศาล” จะประสาน “เรือนจำ” เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับ วัน เวลา สถานที่ และอุปกรณ์ให้จำเลยฟังที่เรือนจำ เมื่อถึงวันเวลานี้เรือนจำ “เบิกตัวจำเลย” มาฟังคำพิพากษา หรือคำสั่ง จุดที่เรือนจำเตรียมไว้

    ส่วนผู้พิพากษาออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ ผ่านการถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมภาพ ตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้น มีเจ้าหน้าที่ของเรือนจำนั้นอยู่เป็นสักขีพยานตลอดการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

    มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า...“ปิดประตูตีแมว” หรือ “ไม่มีการรับรู้ต่อสาธารณะ” ที่เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพแท้จริงของจำเลย ดังนั้น ในวันนัดก่อนอ่านคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลฎีกา ต้องมีระบบการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวบุคคลว่า...

    เป็นจำเลยในคดีจริง โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำต้องมีการพิสูจน์ให้ปรากฏเป็นหลักฐาน และส่งมายังศาลฎีกาทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนการพิจารณาอ่านคำพิพากษาให้สมบูรณ์ใกล้เคียงกับการนำตัว “จำเลย” มานั่งในห้องพิจารณาคดีมากที่สุด

    ทว่า...“ญาติของจำเลย” มีความประสงค์เข้ารับฟังการอ่านคำพิพากษาผ่านจอภาพนี้ ต้องขออนุญาต หรืออยู่ที่ดุลพินิจของทางกรมราชทัณฑ์ แต่มองว่า...มีความเป็นไปได้ที่อาจมีการจัดโซนให้ญาติร่วมรับฟัง หรือชมการถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษา อาจมีการเตรียมจุดไว้โดยเฉพาะที่ไม่กระทบต่อการรักษาความปลอดภัย

    ยกตัวอย่าง...เคยไปดูงาน “ประเทศจีน” มีระบบพิจารณาคดีผ่าน “โทรศัพท์” ในการสืบพยาน หรือคำสั่งศาล ส่วนคู่ความ หรือญาติ ต้องใช้รหัสผ่าน เฉพาะในการเข้ารับฟังพิจารณาคดีได้ ที่เป็นเรื่องเทคโนโลยีโดยแท้

    ปัจจุบัน “ในประเทศไทย” ก็มีการสืบพยานผ่าน “วิดีโอคอนเฟอเรนซ์” มักเกิดขึ้นในศาลชำนาญพิเศษ เช่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เพราะมีปัจจัยในตัวพยานบางคนอาศัยอยู่ต่างประเทศ ไม่สะดวกมาให้การในศาลได้ ทำให้คู่ความตกลงกัน ในการใช้ “วิดีโอคอนเฟอเรนซ์” ที่มีค่าใช้จ่ายสูง

    ต่อมา “ศาลเยาวชนและครอบครัว” ก็มีการแยกห้องในการสืบพยานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อป้องกันการคุกคามให้สามารถตอบคำถามระหว่างสืบพยานได้อย่างเต็มที่ และตอนนี้ “ทุกศาล” มีการแยกห้องในการสืบพยานผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เช่นกัน

    นี่คือ...ประโยชน์การนำ “เทคโนโลยี” มาใช้ในกระบวนการ “ยุติธรรม” ที่ช่วยประหยัดงบประมาณ ลดความเสี่ยงผู้ต้องขังหลบหนี...ในอนาคต “หน่วยงานอื่น” อาจต้องปรับตัวให้พร้อมรองรับ “นิวนอร์มอล” ยิ่งขึ้นเป็นแน่.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    สกู๊ปหน้า 1พิพากษาคดีศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาNew Normalนักโทษพิพากษาผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์กฏหมาย

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้