ข่าว
100 year

อาณาจักร "แอสเสท เวิรด์ คอร์ป" ขุมทรัพย์ "เจ้าสัวเจริญ" เขย่าตลาดหุ้นไทย

ไทยรัฐฉบับพิมพ์30 ก.ย. 2562 05:15 น.
SHARE

เป็นที่ฮือฮาสั่นสะเทือนวงการเมื่อเจ้าสัว “เจริญ สิริวัฒนภักดี” มหาเศรษฐีเบอร์ต้นของประเทศไทยตัดสินใจนำอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลที่ครอบครองอยู่ ออกมาระดมทุนขายหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์ เปิดให้มหาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ร่วมเป็นเจ้าของอาณาจักรยักษ์ใหญ่

นั่นคือบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย ภายใต้การกุมบังเหียนของ “วัลลภา ไตรโสรัส” ลูกสาวเจ้าสัวเจริญ ที่นั่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่

ด้วยข้อมูลการระดมทุนที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการตลาดหุ้นไทยจากการนำหุ้นเพิ่มทุน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็น 22.47% ของหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดออกมาเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ)

และมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) รองรับกรณีมีผู้จองซื้อมากกว่าที่เสนอขายอีก 1,043 ล้านหุ้น โดยเป็นการยืมหุ้นส่วนนี้มาจาก “เจ้าสัวเจริญ” โดยเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหรือขายหุ้นส่วนเกินนี้ จะใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น ในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นเข้าซื้อขายในตลาด

ทำให้มีหุ้นที่นำออกมาเสนอขายรวม 8,000 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท ในราคาจองซื้อที่หุ้นละ 6 บาท!! เปิดให้นักลงทุนทั่วไปจองซื้อเสร็จสิ้นไปแล้วช่วงวันที่ 25-27 ก.ย.ที่ผ่านมา และกำลังให้นักลงทุนสถาบันจองซื้อวันที่ 1-3 ต.ค.นี้

คาดว่าจะได้รับการจองซื้อจากนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งนักลงทุนรายย่อยหมดเกลี้ยง!!

คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนจากการขายหุ้น 8,000 ล้านหุ้น รับทรัพย์เต็มๆ 48,000 ล้านบาท ทำสถิติมูลค่าการระดมทุนสูงสุดในรอบหลายปี!! ส่งผลกระทบให้ในช่วงก่อนหน้า มีการขายหุ้นที่อยู่ในตลาดเพื่อดึงเงินออกมาเตรียมจองซื้อหุ้นตัวนี้

สถิติไอพีโอมูลค่าสูงสุด

ที่สำคัญถือเป็นหุ้นไอพีโอที่มีมูลค่าหลักทรัพย์(มาร์-เกตแคป) สูงที่สุด นับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์มาที่ราว 190,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1%ของมูลค่ามาร์เกตแคปรวมของหุ้นทั้งตลาด

ส่งผลให้เมื่อหุ้น AWC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกในวันที่ 10 ต.ค.แล้ววันทำการถัดไปหุ้น AWC จะเข้าคุณสมบัติเป็นหุ้นที่ได้รับเลือกให้เข้าคำนวณดัชนี SET50 INDEX และ SET 100 INDEX ทันที!! ทำให้บรรดากองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยและอ้างอิงการลงทุนกับดัชนีนี้ต้องถูกบังคับให้มีหุ้นตัวนี้ในพอร์ต!!

หลังการทำกระจายหุ้นครั้งนี้แล้ว กลุ่มทีซีซีและเจ้าสัวเจริญจะยังคงถือหุ้นใหญ่อยู่ 75% จากเดิมถือรวมกัน 100%

ก่อนลงลึกทำความรู้จักกับธุรกิจของ AWC บริษัทพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มทีซีซีกรุ๊ปของเจ้าสัวเจริญในครั้งนี้ ต้องบอกเป็นข้อมูลให้รับรู้กันก่อนว่า AWC เป็นเพียงส่วนหนึ่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายใต้ปีกทีซีซีกรุ๊ปเท่านั้น แต่ยังมีอสังหาฯที่อยู่ภายใต้ทีซีซีกรุ๊ปอีกหลายบริษัท เช่น บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ (GOLD) ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เจ้าของโครงการมิกซ์ยูส “สามย่าน มิตร-ทาวน์” ที่เพิ่งเปิดตัวไป

กลุ่มบริษัท Frasers Property Limited, กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ และกลุ่มบริษัททีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) เจ้าของอภิมหาโครงการ “วัน แบงค็อก” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ระดับโลก ที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 120,000 ล้านบาท ซึ่งได้ร่วมทุนทำกับกลุ่มเฟรเซอร์ (ประเทศไทย) บริษัทในเครือเดียวกัน

นี่ขนาดยังไม่นับธุรกิจอื่นๆในอาณาจักรทีซีซีกรุ๊ปของเจ้าสัวเจริญที่มีมูลค่ามหาศาล เช่น กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่ผงาดครอบคลุมตลาดทั้งในเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ เป็นหัวหอก และยังมีกลุ่มบริษัทโออิชิ และเสริมสุขอยู่ในตลาดหุ้นไทย กลุ่มบริษัท Frasers&Neave คลุมตลาดต่างประเทศ และยังมีกลุ่มบริษัท Saigon Beer- Alcohol-Beverage Corporation (Sabeco) และบริษัท Vietnam Dairy Products

นอกจากนี้ มีกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้าที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันอยู่ในเครือข่ายจำนวนมาก ซึ่งมีบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ และกลุ่มบริษัท MM Mega Market เป็นหัวหอก ขณะที่มีกลุ่มบริษัทอาคเนย์ ทำธุรกิจประกันและลีสซิ่ง นอกจากนี้มีธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรและอื่นๆ อีกจำนวนมาก

โฟกัสธุรกิจ AWC 3 กลุ่มหลัก

ย้อนกลับมาโฟกัสที่ AWC อสังหาริมทรัพย์ไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรชั้นนำของไทย บริษัทที่ได้ระดมทุนเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ในครั้งนี้ มีธุรกิจ 3 กลุ่มหลัก

คือ 1.ธุรกิจโรงแรมและการ บริการ (Hospitality) โดยมีโรงแรมระดับกลางถึงระดับบนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากจำนวนห้องพักปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงแรมทั้งหมด 15 แห่ง คิดเป็นจำนวนห้องพัก 4,960 ห้อง เป็นโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้ว 10 แห่ง จำนวนห้องพัก 3,432 ห้อง

ประกอบด้วย โรงแรมแบรนด์หรูระดับอินเตอร์ เช่น Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park โรงแรมบันยันทรี สมุย, โรงแรมดับเบิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ, โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ, โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ, โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่, Sheraton Samui Resort, The Athenee Hotel Bangkok, Vana Belle Koh Samui และโรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาหรือมีแผนพัฒนา 5 แห่ง มีห้องพัก 1,528 ห้อง คือโรงแรมเดอะ เมโทรโพล ภูเก็ต, โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮ้าส์ บีช รีสอร์ต, Bangkok Marriott The Asiatique, โรงแรมอินน์ไซด์ แบงค็อก สุขุมวิท และโรงแรมบันยันทรี กระบี่

โดยโรงแรมของ AWC ล้วนอยู่ในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ซึ่งธุรกิจโรงแรมและการบริการ มีสัดส่วนรายได้ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2562 อยู่ที่ 61.05% ของรายได้รวมของทั้งบริษัท!!

2.อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์หรือเพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail และ Wholesale) โดยเป็นเจ้าของโครงการ 10 แห่ง คือโครงการเพื่อประกอบกิจการการค้าปลีก (Retail) 9 แห่ง และอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง (Wholesale) 1 แห่ง ซึ่งอยู่ในระหว่างพัฒนาโครงการ นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้บริหารโครงการเกทเวย์ เอกมัย โดยโครงการทั้งหมดของบริษัท ที่เปิดดำเนินการแล้ว 8 แห่งครอบคลุมพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) 165,628 ตร.ม. ล้วนเป็นโครงการที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยม เช่น เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์, เกทเวย์ แอท บางซื่อ, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน, พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่, โอ.พี.เพลส แบงค็อก, ตะวันนา บางกะปิ และลาซาล อเวนิว

ส่วนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาคือ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต บางกะปิ และโครงการที่ทำกิจการการค้าส่ง (Wholesale) ได้แก่ เออีซี เทรด เซ็นเตอร์ และเออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ออนไลน์ ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจ Retail and Wholesale มีสัดส่วนรายได้ 17.80% ของ AWC

3.กลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building) ถือเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากพื้นที่เช่าสุทธิ (NLA) ที่มีพื้นที่ 270,594 ตร.ม. ประกอบด้วย อาคารสำนักงาน 4 แห่ง คือตึกเอ็มไพร์ ทาวเวอร์, แอทธินี ทาวเวอร์, อาคาร 208 วายเลสโร้ด และอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ โดยโครงการทั้งหมดล้วนตั้งอยู่ในย่านใจกลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพฯ (CBD) ขณะที่ธุรกิจกลุ่มนี้มีสัดส่วนรายได้รวมถึง 21.15% ของ AWC

เปิดความเห็นนักวิเคราะห์

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนขายหุ้นครั้งนี้ เพื่อนำมาชำระคืนเงินกู้ราว 5,200 ล้านบาท และอีก 25,500 ล้านบาท บริษัทได้ทำสัญญาเพื่อเข้าซื้อหุ้นของบริษัทในกลุ่มทีซีซีที่เป็นเจ้าของโรงแรม 12 แห่งที่เปิดแล้วและกำลังพัฒนา และอีก 10,331 ล้านบาท นำมาใช้ลงทุนพัฒนาหรือปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัท รวมถึงโครงการที่จะซื้อเข้ามา

มุมมองของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่อหุ้น AWC แตกออกเป็น 2 ทาง คือ ฝั่งที่เชียร์ให้ซื้อหุ้น มีเหตุผลหลักๆคือ มองทิศทางการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะหลังการเข้าซื้อกิจการโรงแรมเพิ่มอีก 12 แห่ง และการลงทุนพัฒนาโครงการค้าปลีกอีก 5 แห่ง จะทำให้รายได้และกำไรของบริษัทเติบโตได้ก้าวกระโดดใน 3-5 ปีข้างหน้า รวมทั้งได้ประโยชน์จาก Ecosystem การสนับสนุนกันภายในกลุ่มทีซีซี ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายยังลดลงหลังนำเงินมาลดหนี้ ที่สำคัญโครงการของบริษัทอยู่ในทำเลที่ดีมีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้ระยะยาว และด้วยพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายจะช่วยลดความผันผวนของผลการดำเนินงานได้ดี

ประกอบกับการเป็นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ทำให้มีอำนาจในการต่อรอง ประหยัดต้นทุนลงได้ รวมถึงความสามารถในการต่อรองกับคู่ค้าและหุ้นส่วนธุรกิจด้วย และเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ของทีซีซีจะช่วยสนับสนุนให้ AWC เติบโตได้ด้วยต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่า

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อมั่นในทรัพย์สินของบริษัท ที่ AWC มีสิทธิความเป็นเจ้าของ (freehold) ในที่ดินและโครงการ ถึง 90% ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าระยะยาวที่มั่นคงให้กับ AWC ได้ ที่สำคัญยังมีข้อตกลงที่ให้ AWC ได้รับสิทธิในการเข้าถึงที่ดินของกลุ่มทีซีซี ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทำเลทองรายใหญ่ที่สุดของประเทศได้ก่อนด้วย!!

ส่วนฝั่งที่ไม่เชียร์ซื้อ แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญคือ มองว่าตั้งราคาขายหุ้นที่ 6 บาทนั้นแพงเกินไป หากวัดที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (P/E) ที่สูงถึง 227.6 เท่า เมื่อคำนวณจากกำไรสุทธิในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2561 ถึงไตรมาส 2 ปี 2562) ทั้งที่เมื่อเทียบกับบริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกัน ในตลาดหุ้นไทยมี P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 33.7 เท่า เช่น บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) มี P/E ที่ 31.9 เท่า หรือ บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) มี P/E ที่ 39.6 เท่าและ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) มี P/E ที่ 35.3 เท่า

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้มีการชี้แจงว่า P/E ไม่เหมาะสมที่จะใช้ในการพิจารณามูลค่าของบริษัท เพราะปัจจุบัน AWC มีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและที่จะซื้อเข้ามาหลายโครงการ ที่ยังไม่ได้มีการรับรู้รายได้ หากมีรายได้จากโครงการเหล่านี้เข้ามา ก็จะทำให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ P/E ลดลงมาได้ตามลำดับ!!

สอดคล้องกับการพยายามชี้แจงของ “วัลลภา ไตรโสรัส” ล่าสุด ที่ว่า P/E ที่สูงมากนั้น จะอยู่ในระดับนี้แค่ช่วงต้นเท่านั้น หลังมีสินทรัพย์ใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างกระแสเงินสดรายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด โดย 5 ปีข้างหน้า (2563-2567) บริษัทจะมีห้องพักโรงแรมรวม 8,800 ห้อง จากปัจจุบัน 4,400 ห้อง ธุรกิจอสังหาฯ Retail และ Wholesale จะมีพื้นที่เช่าสุทธิรวม 415,481 ตารางเมตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 165,000 ตารางเมตร ดังนั้น กำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อม (EBITDA) ก็จะโตอย่างก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม รายงานชิ้นนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเชียร์หรือแนะนำให้ซื้อหรือไม่ซื้อหุ้น AWC เพียงต้องการฉายภาพความมั่งคั่งและอาณาจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของ “เจ้าสัวเจริญ” ที่มองผ่านจากสินทรัพย์ที่ดินและโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ AWC เท่านั้น

หากนักลงทุนต้องการหวังเข้ามาจองซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น หวังว่าราคาหุ้นจะทะยานวิ่งขึ้นเหมือนหุ้นไอพีโอตัวเล็กตัวน้อยราคาต่ำสิบ ที่เข้ามาซื้อขายในตลาดนั้น อาจจะเป็นไปได้ยาก แต่หากสายป่านยาว ต้องการถือเพื่อหวังผลการลงทุนระยะยาว หวังดอกผลในอนาคต ก็อาจมีติดปลายนวมลงทุนไว้ลุ้นอนาคตได้ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจโลกฟื้นและขยายตัวดีขึ้น การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก เศรษฐกิจไทยกลับเติบโตได้ ธุรกิจของ AWC ก็น่าจะขยายตัวเติบโตได้ดีตามไปด้วย

ที่สำคัญ ต้องมั่นใจในชื่อชั้นของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี”!!

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เจ้าสัวเจริญเจริญ สิริวัฒนภักดีแอสเสท เวิรด์ คอร์ปตลาดหุ้นไทยหุ้นไอพีโอธุรกิจ AWCอสังหาริมทรัพย์ข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้