ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ชีวิตคน กับ เศรษฐกิจประเทศ ในมือแพทย์ไทย-ระบบสาธารณสุข

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์14 ก.ย. 2563 05:20 น.
    SHARE

    รายงานตัวเลขล่าสุดของผู้ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่โคโรนา (โควิด-19) ของ Google.com ระบุว่า ชาวโลกจำนวน 7,800 ล้านคนในวันนี้ (14 ก.ย.) มีผู้ติดเชื้อใกล้จะทำลายสถิติใหม่อีกครั้งทะลุ 30 ล้านคน ด้วยตัวเลข 28.5 ล้านคน มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 930,000 คน และหายแล้ว 19.2 ล้านคน

    ในจำนวนนี้สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีประชากรติดเชื้อสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกคือ 6.6 ล้านคน เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 200,000 คน และรักษาหายแล้ว 3.54 ล้านคน ตามมาด้วยอินเดียที่มีผู้ติดเชื้อ รวม 4.7 ล้านคน เสียชีวิตเกือบ 80,000 คน และรักษาหายแล้ว 3.62 ล้านคน

    อันดับที่ 3 ก็คือประเทศบราซิลมีประชากรติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 4.3 ล้านคน เสียชีวิต 130,000 คนเศษ และรักษาหายแล้ว 3.53 ล้านคน

    ส่วนประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ 3,461 ราย เสียชีวิต 58 ราย และรักษาหาย 3,312 ราย ได้รับการจัดอันดับจาก Global COVID-19 ว่าจัดเป็นประเทศที่ฟื้นตัวจากไวรัสตัวนี้เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากออสเตรเลีย และจัดเป็นอันดับ 1 ของประเทศในภูมิภาคเอเชีย และ 20 ประเทศที่มีการรับมือกับไวรัสโควิดได้ดี

    20 ประเทศที่ว่านี้ ได้แก่ ออสเตรเลีย ไทย เดนมาร์ก ฮ่องกง ไต้หวัน นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ ลิทัวเนีย ไอซ์แลนด์ สโลวีเนีย ลัตเวีย สวิตเซอร์แลนด์ เวียดนาม มาเลเซีย นอร์เวย์ สโลวะเกีย เยอรมนี ออสเตรีย ลักเซมเบิร์ก และฟินแลนด์

    ผลกระทบการระบาดของไวรัสโควิด

    เมื่อพูดถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายไปยังประชากรในประเทศต่างๆทั่วโลก สิ่งที่หนีไม่พ้นต้องพูดถึงอีกเรื่องก็คือ ผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสล้างโลกตัวนี้ นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาส รายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการปิดเมืองและการเว้นระยะห่างทางสังคม มีผลทำให้ภาครัฐ เอกชน ธุรกิจห้างร้าน สายการบิน โรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว การจ้างงาน ไปจนถึงผู้คนทั่วไป ตั้งแต่ระดับสูงจนถึงรากหญ้าล้วนแต่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

    ที่เป็นปัญหาคือระหว่างรอให้นักวิทยาศาสตร์ และแพทย์ค้นคว้าวิจัยวัคซีนขึ้นมาเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัส และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากรโลกได้ จำเป็นต้องใช้เวลาซึ่งอาจเลยไปจนถึงสิ้นปี แม้ชาวโลกรับรู้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2562 หรือ 2019 และมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน

    แต่ช่วงเวลามากกว่า 8 เดือนที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงคนไทย ต้องหยุดการเดินทางไปมาหาสู่กัน ยุติแผนการเดินทางท่องเที่ยว การลงทุน และการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเดินหน้าต่อไปไม่ได้ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และไม่ก่อให้เกิดผลผลิตใดๆทางเศรษฐกิจ

    จนในที่สุดเกิดการปิดงานเลิกจ้าง มีผู้ตกงานจำนวนมาก ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในแต่ละประเทศ (GDP) ดิ่งลงเหวลึก

    มีข้อเปรียบเทียบระหว่างประเทศที่ยอมให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยไม่เลือกที่จะรักษาชีวิตและสุขภาพประชากรไว้ โดยเฉพาะประชากรสูงวัยที่เกษียณอายุแล้ว และไม่ได้สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ นอกจากรอคอยการเลี้ยงดูจากภาครัฐ

    กับประเทศที่รัฐบาลเลือกปิดบ้านปิดเมืองเพื่อหยุดเชื้อ และการแพร่ระบาดของไวรัส ก่อนจะออกมาตรการต่างๆมาเยียวยาผลกระทบของผู้คนจากไวรัสเจ้าปัญหานี้ว่าวิธีใดคือคำตอบที่ควรจะเป็น

    ข้อเลือกทั้ง 2 ด้านนี้ ต่างก็ต้องใช้งบประมาณรายจ่าย และทรัพยากรของรัฐสูงพอๆกัน และไม่มีอะไรการันตีว่าเศรษฐกิจประเทศใดจะดิ่งลึกกว่ากัน

    ที่สำคัญมากก็คือใครจะล้มแล้วลุกขึ้นได้ก่อนกัน ประเทศใดปรับตัวได้ดี มีความยืดหยุ่น เปิดประเทศได้ก่อน เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็ว และรับนักท่องเที่ยวกลับมาได้ก่อน โอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นรูปตัว V ก็ย่อมจะมีความเป็นไปได้สูงกว่า โดยเฉพาะในการเปิดประเทศ

    ชีวิตคนกับเศรษฐกิจปากท้องประเทศ

    ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี และกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่โคโรนา (โควิด-19) ศบค. ให้ความเห็นว่าส่วนตัวหมอไม่ค่อยกลัวการที่จะเกิดมีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบสอง

    แต่ที่เป็นห่วงก็คือในขณะที่ประเทศอื่นๆมีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้กัน แต่คนไทยไม่มี เพราะเรารักษาพรหมจรรย์กันจนไม่เปิดช่องทางอื่นให้กับการลดความเสี่ยงที่จะกลับมาติดเชื้อไวรัสตัวนี้อีก ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเป็นไข่แดงในหมู่ประเทศเพื่อนบ้าน

    ระหว่างที่ผู้คนในสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรปสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ แต่เรายังปิดเมืองอยู่ หนทางเดียวคือรอให้มีวัคซีนออกมากว่าจะถึงวันนั้น หรือไม่มีทางนำวัคซีนมาใช้ได้เราก็ต้องเจอฟ้าเหลือง

    มหาวิทยาลัยแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข เรานำเสนอมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไปครบทุกขั้นตอน และทุกขั้นตอนก็มีการตรวจสอบเข้มงวด มีการนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการ พื้นที่กักกันโรคแห่งรัฐ (State Quarantine) 14 วันเพื่อจะเปิดทางให้นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ แต่ปัญหาของเราคือมีคณะแพทย์อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้มีการเปิดประเทศ

    เมื่อไหร่ที่มีการพูดถึงประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อจะช่วยเหลือเศรษฐกิจในประเทศอย่างน้อยให้คนไทยพออยู่ได้ ก็จะมีเสียงคัดค้านท่านนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนไทย ท่านต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจนั้นๆด้วย สุดท้ายเราจึงไม่ได้ทำอะไร เท่ากับว่าเมื่อเราตัดสินใจจะเดินทางนี้ คือ รักษาพรหมจรรย์ไว้อย่างเหนียวแน่น หรือเล่าแต่เรื่องผีหลอกเด็กมาตลอด เราก็จะต้องอยู่อย่างนี้ต่อไป โดยที่หาทางลงไม่ได้

    พบข้อสงสัยคนไทยติดไวรัสต่ำ

    จริงๆเรารู้อยู่ว่าโรคไวรัสนี้มีอัตราการตายไม่มาก แค่ 0.6% ถ้ามีคนติดเชื้อ 1,000 คน ก็จะมีคนตาย 6 คน และคนส่วนใหญ่ที่จะเสียชีวิตก็คือคนสูงอายุ หรือมีโรคประจำตัวอยู่เดิมแล้ว คนธรรมดา หรือไม่มีโรคประจำตัวอะไร ส่วนใหญ่ก็จะมีอาการเหมือนเป็นหวัดคัดจมูก อาจมีเรื่องของการที่จมูกไม่รับรู้กลิ่นอยู่บ้าง แต่สามารถรักษาหาย

    มีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องก็คือทำไมพวกเราคนไทยไม่ติดเชื้อไวรัสตัวนี้ นักวิทยาศาสตร์และแพทย์สมัยใหม่กำลังสงสัยว่า เพราะพวกเราได้รับวัคซีน BCG (วัคซีนป้องกันวัณโรค) ตั้งแต่เด็กมีความเป็นไปได้สูงว่า พวกเราจึงมีภูมิต้านทานบางอย่างในต่อมน้ำเหลืองอยู่ มีหลายประเทศพยายามจะเอาวัคซีนตัวนี้ไปทดลองใช้ แต่หมอยังไม่ทราบผลการทดลองออกมาอย่างไร

    ที่มีคนพูดกันว่าทีมหมอจากมหาวิทยาลัยแพทย์กับหมอของกระทรวงสาธารณสุขไม่ค่อยจะมีความเห็นตรงกันเท่าไหร่นั้น คุณหมอปิยะมิตร กล่าวว่า ศบค.เราประชุมกันทุกสัปดาห์ และต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจกันดี ก็อาจจะมีพวกที่สุดโต่งอยู่บ้างที่กลัวมากกว่า ถ้าเราเปิดประตูให้ไวรัสตัวนี้เข้ามา ประเทศไทย คนไทย จะได้รับผลกระทบมาก

    ส่วนหมออีกกลุ่มไม่ได้ตื่นตระหนกกับการจะมีคนไทยติดเชื้อเพิ่มขึ้น และเมื่อไม่มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้น งานของหมอก็เบาลง แต่ปัญหาคือ จะทำให้คนไทยไม่มีภูมิคุ้มกันเลย ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ประชากรของเขามีภูมิต้านทานแล้วอาจจะราว 20% คนในประเทศเหล่านี้ถ้าต้องฉีดวัคซีนรัฐก็อาจจะใช้วัคซีนในจำนวนที่น้อยลงแล้ว หรืออาจจะใช้อีกราวๆ 20-30% เพราะพวกเขาเปิดประเทศกันไปเต็มที่แล้ว

    หมอว่าการรักษาพรหมจรรย์เป็นเรื่องดี และก็ถูกต้องแล้ว แต่ถ้าแง้มประตูบ้านออกมาสักนิดเพื่อรับเอาสิ่งต่างๆเข้ามามันอาจจะท้าทาย แต่ก็จะดีกับเรา เพราะระบบการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทยเรามีความพร้อมที่จะรองรับการรักษาได้วันละ 50–100 คน ถ้าการแพร่ระบาดกลับมาในรอบสอง

    เสนอปิดเกาะเอานักท่องเที่ยวเข้าไทย

    หมอเคยเสนอไปในครั้งแรกๆเลยว่า ถ้าเราจะเอานักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวที่ภาคใต้ รัฐบาล หรือท้องถิ่นควรจัดแพ็กเกจในสถานที่ที่เป็นเกาะ และรีสอร์ตที่มีระดับ รองรับไว้เลย เช่น พังงา ศรีพันวา เกาะยาว ภูเก็ต รัฐบาลไทยสามารถจัดทำแพ็กเกจเสนอนักท่องเที่ยวในแบบที่รวมเอา State Quarantine เข้าไปด้วยกันได้เลย คือ รักษาตัวไปพร้อมกับท่องเที่ยวไปในตัว คือไปอยู่ในสถานที่ที่จัดให้

    ตัวอย่างจากเกาหลีใต้ เขาเอานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามา 40,000–50,000 คน ในจำนวนนี้ จะมีคนติดเชื้อไวรัสอยู่ประมาณไม่เกิน 5% บางวันมีคนติดเชื้อ 100 คน แต่ระบบการแพทย์ของเขาก็เอาอยู่

    ความพยายามจะขอให้มีการพิจารณาแง้มประตูบ้านเปิดให้ต่างชาติเข้ามาในประเทศในจำนวนที่พอสมควรเป็นสิ่งที่คณะแพทย์ เราเข้าใจดี

    หลายครั้ง ศบค.เราเชิญนักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และผู้บริหารระดับสูงจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาให้ข้อมูลด้านเศรษฐกิจประเทศและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อจะได้

    รับรู้ผลกระทบ และสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รับรู้ว่า จะมีธุรกิจใดต้องล้มลงบ้าง หรือจะมีแม้แต่ข่าวลือเรื่องแบงก์ล้มด้วยหรือไม่

    ที่สำคัญหมอควรจะรู้ด้วยว่า เมื่อเกิดโรคนี้แล้ว การขยายตัวเศรษฐกิจ หรือ GDP ประเทศไทย จะลดลงไปมากน้อยเพียงใด

    หมอเคยเจอเจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่งเล่าว่า เขามีโรงแรมในเครือ 10 แห่ง ปกติเขาจะมีสภาพคล่องส่วนเกินอยู่ราวๆ 40-50 ล้านบาทต่อเดือน แต่ทุกวันนี้รายได้เขาเหลือต่ำกว่า 10% ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจทำอะไรเลยเพื่อช่วยเหลือการท่องเที่ยว เขาอาจจะมีเงินสดหมุนเวียนเพื่อเลี้ยงพนักงานได้แค่ปีเดียวเท่านั้น

    เท่าที่ทราบ หมอคิดว่าจนกว่าเราจะได้รับวัคซีน ก็คงจะมีธุรกิจรายเล็กรายน้อยจำนวนมากล้มหายตายจากไป จะเหลือก็แต่ธุรกิจขนาดยักษ์ใหญ่ของไทยเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้น

    จีนฉีดวัคซีนให้ประชากรแล้วไทยรออีกนิด

    ที่ประเทศจีนเขาเริ่มฉีดวัคซีนให้กับประชากรของเขาแล้ว หลังจากผ่านการทดสอบในเฟสที่ 3 มา โดยเริ่มจากการฉีดให้ทหารก่อนและเขาขายวัคซีนของเขาในราคาโดสละ 145 เหรียญสหรัฐฯ ถ้าฉีดให้คน ต้องใช้ 2 โดส ราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 8,000 กว่าบาท ส่วนของเราที่บริษัทสยามไปโอโซเอนซ์ร่วมกับสถาบันการแพทย์ในอังกฤษมีราคาประมาณโดสละ 5 เหรียญ ต้องฉีด 2 โดสต่อคนก็ตก 10 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณหัวละ 300 บาท ซึ่งถือว่าราคาถูกมาก

    วัคซีนที่ประเทศไทย หรือประเทศอื่นๆได้มา ส่วนใหญ่ในขณะนี้ผ่านการทดสอบในเฟสที่ 3 แล้ว ส่วนโอกาสจะประสบความสำเร็จมี 20%...ก็ถือว่าโอเคใช้ได้แล้ว

    หมอเพิ่งได้รับรายงานข่าวจาก CNN และ BBC ล่าสุดว่า วัคซีนที่มีชื่อว่า แอสตราเซเนก้า ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของบริษัทพัฒนาวัคซีนของอังกฤษร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดที่ฉีดให้กับอาสาสมัครไป 30,000 คน เกิดพบว่ามีผู้ป่วยรายหนึ่งเกิดอาการทางสมองเฉียบพลันทำให้ต้องหยุดการทดสอบ และหาสาเหตุไป 1 สัปดาห์ ก่อนจะกลับมาทำการทดลองใหม่

    อย่างที่สหรัฐฯ การปล่อยให้มีประชากรติดเชื้อไวรัสนี้จำนวนมาก นอกจากจะทำให้คนอเมริกันมีภูมิต้านทานไวรัสตัวนี้แล้ว

    ทำไปทำมาสหรัฐฯอาจจะลดภาระในเรื่องของคนสูงอายุที่ต้องจากไปตามธรรมชาติได้มาก โดยเฉพาะพวกที่เป็น Non-productivity และต้องใช้ทรัพยากรของรัฐดูแล ขณะเดียวกัน การใช้วัคซีนก็อาจไม่ต้องใช้ในจำนวนมากได้ เพราะมีผู้คนติดเชื้อกันเป็นอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว.

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โควิด-19COVID-19ทีมเศรษฐกิจระบบสาธารณสุขแพทย์ไทยวัคซีนโควิด

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563 เวลา 04:36 น.