ข่าว
100 year

"ฮ่องกง" บนปากเหว สงครามยุคใหม่ ท้าทายมหาอำนาจจีน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์19 ส.ค. 2562 05:01 น.
SHARE

นับตั้งแต่เริ่มการชุมนุมต่อต้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนในฮ่องกง เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาได้ลุกลามบานปลายเป็นประเด็นเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มผู้ชุมนุมจนเกิดการปิดสนามบินสากลนานาชาติเช็กแลปก๊อก ของฮ่องกง เมื่อวันที่ 12 ส.ค.

นั่นทำให้ฮ่องกงเป็นอัมพาตด้านการขนส่ง ทั้งในและต่างประเทศอย่างหนัก และลบภาพการเป็นฐานที่มั่นของศูนย์กลางทางการเงิน การลงทุน และการค้าในภูมิภาคลงไปอย่างฉับพลัน

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้สอบถามความคิดเห็นของบรรดาผู้คร่ำหวอดทางด้านการค้า การลงทุนและการเมืองระหว่างประเทศเพื่อทำนายว่าเหตุการณ์ในฮ่องกงซึ่งนับเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินของภูมิภาคเอเชียและของโลกจะเป็นในทิศทางใดต่อไป ถึงคราวฮ่องกง มังกรน้อยตัวนี้จะถึงคราล่มสลายไปหรือไม่ รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่จะมีนโยบายอย่างไร

เริ่มต้นจาก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ให้ความเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะฮ่องกงในขณะนี้ว่า ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาในแบบไหนก็ตาม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาคเอเชีย และเป็นประตูสู่จีนได้ถูกลดทอนลงไปอย่างมาก เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลจีนแสดงบทบาทที่ชัดเจนในการเข้ามาบริหารจัดการการเมืองภายในเกาะฮ่องกงมากขึ้น ความขัดแย้งก็ยิ่งดูจะบานปลายออกไป

“ปัญหาความขัดแย้งในฮ่องกงเริ่มต้นจากการคัดค้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ชาวฮ่องกงมองว่า เป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพขัดกับข้อตกลงระหว่างจีนและอังกฤษ ที่มีพันธสัญญาในการส่งมอบเกาะฮ่องกง เข้าสู่การปกครองของจีน โดยมีข้อตกลงในเรื่องที่จีนจะต้องยอมรับสถานภาพของฮ่องกงในฐานะของเขตบริหารพิเศษ หรือ Special Administration Region : SAR ซึ่งต้องมีอิสระทางด้านการปกครอง และตุลาการในแบบของอังกฤษ”

รศ.ดร. สมชาย

ศูนย์กลางทางการเงินล่มสลาย

ถึงแม้รัฐบาลจะยอมแช่แข็งกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังคงไม่ยอมรับ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังคงค้างอยู่ในวาระการประชุมของรัฐสภาของฮ่องกง ไม่ได้ถูกถอนออกมาเลย ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่หยุดการเรียกร้อง และการเรียกร้องก็มีมากขึ้น

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องของการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งแตกต่างจากระบอบการปกครองในปัจจุบันที่ใช้วิธีการเลือกตั้งแบบผ่านตัวแทนที่มีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง 35 คน และอีก 35 คน มาจากตัวแทนในสาขาอาชีพต่างๆทำให้การชุมนุมประท้วงบานปลาย และเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆ”

รศ.ดร.สมชาย ระบุว่า ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมประท้วงจากการยกเลิกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตอนนี้มีข้อเรียกร้องถึง 5 ข้อ คือ การยกเลิกกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน, เรียกร้องให้นางแคร์รี หล่ำ 1 ใน 4 ของผู้บริหารเขตบริหารพิเศษฮ่องกงลาออกจากตำแหน่ง ถึงแม้ว่านางหล่ำจะยอมเลื่อนร่างกฎหมายการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนให้จีนออกจากการพิจารณาไปอย่างไม่มีกำหนดก็ตาม

กลุ่มผู้ชุมนุมให้ตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทำงานของตำรวจในการปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงให้ปล่อยตัวผู้ประท้วงที่ถูกจับกุม และห้ามเรียกพวกเขาว่าเป็นผู้ก่อการจลาจล ทั้งยังเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งทั่วไปด้วย

ข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ จัดเป็นข้อเรียกร้องที่เกิดจากความขัดแย้งเดิม และเป็นข้อเรียกร้องที่รัฐบาลจีนไม่สามารถที่จะยอมรับได้ ทำให้จีนแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวล่าสุดคือ การส่งกองกำลังตำรวจกว่า 12,000 คน ไปซ้อมปราบจลาจลที่เมืองเสิ่นเจิ้นใกล้ชายแดนฮ่องกง ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

รศ.ดร.สมชาย วิเคราะห์ว่า จีนไม่อยากที่จะใช้กองกำลังปราบปรามการจลาจลในฮ่องกง เพราะไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้นในเกาะฮ่องกงที่ถือเป็นประตูเศรษฐกิจสำคัญสู่ประเทศจีน แต่ในขณะเดียวกันถ้าปล่อยให้การชุมนุมประท้วงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ในฮ่องกงแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัฐบาลจีน

“ส่วนตัวคือ จีนต้องพยายามลดแนวร่วมของผู้ชุมนุม ทางออกที่ดีที่สุดคือ ถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนออกไป เพื่อลดจำนวนผู้ชุมนุมประท้วง ถึงแม้จะทำให้รัฐบาลจีนถูกมองว่าอ่อนแอก็ตามแต่ การเข้าไปปราบปรามในช่วงเวลานี้ซึ่งจะครบรอบ 30 ปี เหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน และ 70 ปีของการเป็นคอมมิวนิสต์ ก็จะยิ่งถูกนานาชาติโจมตี จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจีนจะตัดสินใจว่า จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งในขณะนี้” รศ.ดร.สมชาย กล่าว

แต่ไม่ว่าผลของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะมีบทสรุปออกมาอย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือของศูนย์กลางทางการเงิน และการเป็นเทรดเดอร์ใหญ่ของฮ่องกงของภูมิภาคเอเชีย ก็ได้ถูกบั่นทอนไปแล้ว

นับตั้งแต่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น ดัชนีฮั่งเส็ง ปรับตัวลดลงจาก 28,550.43 จุด เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.62 ลงมาอยู่ที่ 25,734.22 จุดในวันที่ 16 ส.ค.62 หรือลดลงไปถึง 2,816.21 จุด หรือลดลงไปถึงร้อยละ 11.37 ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหายไปถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รศ.ดร.กิตติ

บริษัทข้ามชาติจ่อย้ายสำนักงานหนี

ยังไม่นับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวที่ลดลงจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการปิดสนามบินนานาชาติของฮ่องกงที่มีสายการบินมากกว่า 200 สายการบินขึ้นลง และมีผู้โดยสารติดค้างอยู่ในสนามบินเพียง 2 วันสูงถึง 55,000 คน ประเมินมูลค่าความเสียหายของอุตสาหกรรมการบินของฮ่องกงแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท หรือกว่า 620 ล้านเหรียญฮ่องกง ขณะที่อุตสาหกรรมการบินของฮ่องกงสร้างมูลค่าจีดีพีให้ฮ่องกงสูงถึงร้อยละ 3.5% โดยจีดีพีจีนในปี 2018 อยู่ที่ 46,076.53 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จัดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากสิงคโปร์

รศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการเป็นศูนย์กลางทางการเงินของฮ่องกงได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในปัจจุบันมีเมืองที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางทางการค้า การเงิน และการลงทุน ที่เป็นประตูไปสู่ประเทศจีน อย่างเมืองเซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น หรือการพัฒนาพื้นที่มาเก๊า กวางโจว และฮ่องกง เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ของจีน

เรียกว่าถึงจะไม่เกิดเหตุชุมนุมประท้วง ฮ่องกงก็ถูกลดบทบาทในฐานะศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค และประตูสู่โลก และประเทศจีนอยู่แล้ว ยิ่งเกิดเหตุความขัดแย้งเกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อฮ่องกงสำหรับนักลงทุนลดลง ไม่ว่าบทสรุปของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม

“ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาลจีนคือ ต้องประนีประนอมเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นในฮ่องกง การถอนกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนออกไป น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อลดความขัดแย้งแทนการใช้กำลัง ซึ่งถ้าใช้กำลัง จีนก็จะถูกโจมตีจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ซึ่งจะทำให้ปัญหาเรื่องการค้าที่เป็นประเด็นระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น” รศ.ดร.กิตติ กล่าว

ในขณะที่บทวิเคราะห์ของ สำนักข่าว CNBC ระบุว่า การชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อมานานกว่า 2 เดือนในฮ่องกงกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธุรกิจการค้าการลงทุนในฮ่องกงโดยตรง และในระยะสั้นสิ่งที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ และนักเศรษฐศาสตร์ วิตกกังวล คือเศรษฐกิจของฮ่องกงจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่วนในระยะยาวนั้นฮ่องกงจะสูญเสียชื่อเสียงในฐานะเป็นศูนย์กลางการ เงินของภูมิภาคที่มีความ น่าเชื่อถือในสายตาบรรดานักลงทุนต่างชาติ

บรรดานักเศรษฐศาสตร์มีความเห็นว่า เหตุผลที่วิตกเพราะการชุมนุมประท้วงในฮ่องกงเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯและจีนกำลังทำสงครามการค้าระหว่างกัน ทำให้ยอดส่งออกสินค้าของฮ่องกงปรับตัวลดลง ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกงตลอดทั้งปีปรับตัวลดลงไปด้วย

ล่าสุดธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮ่องกงปรับตัวลดลง 6.7% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และร่วงลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 สื่อชั้นนำของฮ่องกงอย่าง South China Morning Post ระบุว่ายอดขายของบริษัทค้าปลีกในฮ่องกงปรับตัวร่วงลง 50-70% ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมียอดขายต่ำกว่า 300 เหรียญฮ่องกง แต่มีภาระค่าเช่าต่อเดือนมากถึง 20,000 เหรียญฮ่องกง

นอกจากค้าปลีกจะย่ำแย่ลงแล้ว กระแสเงินลงทุนในตลาดหุ้นของฮ่องกงที่มีมูลค่ารวม 4.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ต่างจากยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงที่ปรับตัวลง

“นี่ไม่ได้เป็นหายนะในระยะสั้น ทุกคนพากันพลาดนัดหมาย และการวางแผนทางธุรกิจ การประชุมทางธุรกิจก็ไม่สามารถทำได้ แต่ในระยะยาวเมื่อคิดถึงบรรดาบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในฮ่องกงแล้ว พวกเขากำลังคิดที่จะย้ายสำนักงานใหญ่ไปตั้งที่สิงคโปร์ หรืออาจจะย้ายไปไต้หวัน หรือกรุงโตเกียว” นายสตีฟ ออร์ลิน ประธานคณะกรรมการด้านความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ให้ความเห็นกับสำนักข่าวต่างประเทศ

ปลอบใจฮ่องกงยังไม่ถึงบทสุดท้าย

ไม่ว่าการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ของฮ่องกงจะปิดฉากอย่างไรก็ตาม บทสุดท้ายของการต่อสู้ครั้งนี้คือ ฮ่องกงได้สูญเสียศักยภาพในการเป็นผู้นำและศูนย์กลางทางการเงินในระดับภูมิภาคไปอย่างแน่นอน และจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่ไม่มั่นใจใน เสถียรภาพของรัฐบาลฮ่องกง และการเข้ามามีบทบาทมากขึ้นของรัฐบาลจีนในเกาะฮ่องกง หลังจากส่งผ่านฮ่องกงจากอังกฤษคืนแก่จีนนับจากปี 1997 ถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 22

ยังมีการตั้งคำถามกันในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ และบรรดานักธุรกิจของเอเชียด้วยว่า นี่คือสงครามยุคใหม่ของโลกตะวันตกที่จู่โจมเข้ามายังประเทศยักษ์ใหญ่ในฐานะลูกพี่ของประเทศเอเชียซึ่งกำลังจะเข้าไปแทนที่ความเป็นชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแทนสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปหรือไม่

โดยเฉพาะเมื่อประเทศจีนมีทรัพยากรมนุษย์มากกว่า มีเทคโนโลยีที่ล้ำไปข้างหน้าชนิดที่เทียบทันกับสหภาพยุโรปในหลายประเทศได้ ไม่ใช่เฉพาะกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ความพยายามจะให้สัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งแสดงออกมาในรูปของความเห็นใจ และแสดงความเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจแก้ปัญหาเรื่องนี้ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีนนั้น ดูเหมือนจะเป็นยาพิษที่พยายามจะป้อนให้ประธานาธิบดีสีกลืนกินมันเข้าไป โดยมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปรอการประณามอยู่ หากการตัดสินใจนั้นทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของผู้คนขึ้น

ที่สำคัญฮ่องกงจะเป็นจุดอ่อนอีกประการที่ฝ่ายตะวันตกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีในสงครามการค้าเพื่อลดบทบาทของจีนลงทีเดียวพร้อมๆกัน เพราะทุกฝ่ายเชื่อว่าโลกตะวันตกหนุนหลังบรรดาผู้ชุมนุมประท้วงอยู่

สำหรับประเทศไทย นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในฐานะที่เขาเคยทำหน้าที่เป็น รมว.พาณิชย์ เขามีความเป็นห่วงว่าความวุ่นวายบนเกาะฮ่องกงย่อมกระทบต่อการค้าขายโดยเฉพาะการส่งออกข้าวคุณภาพดีของไทย ซึ่งปีหนึ่งๆทำรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศเข้ามาได้มาก

ที่ผ่านมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ลงนามความร่วมมือในการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างกันไปแล้วภายใต้โครงการ Greater Bay Area : GBA เขตเศรษฐกิจเชื่อมฮ่องกง มาเก๊า และเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียงในมณฑลกวางตุ้งรวม 11 เมือง เพื่อขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน และเชื่อมโยงการลงทุนเข้าสู่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

“ผมไม่คิดว่าเขตเศรษฐกิจใหม่อย่างเซี่ยงไฮ้ เสิ่นเจิ้น หรือกวางโจวก็ดีจะมาแทนที่ยักษ์ใหญ่อย่างฮ่องกงได้ และไม่ใช่แต่ไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบหากยักษ์ตัวนี้มีอันต้องล้มลง ผมคิดว่าทั่วโลกย่อมจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย”

ในช่วงปี พ.ศ.2540 อันเป็นปีที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วงเวลานั้นนักธุรกิจฮ่องกงจำนวนไม่น้อยปลอบใจพวกเราว่า ไม่ต้องห่วงว่าประเทศไทยจะล่มสลายหรอก เพราะมีทรัพย์ในดินเลี้ยงตัวได้มากมาย ไม่เหมือนฮ่องกงที่แม้จะเป็นประเทศที่ได้รับการเรียกขานว่า ศูนย์กลางทางการเงิน และเทรดเดอร์รายใหญ่ แต่พวกเขาก็เป็นแค่คนกลางที่ซื้อมาขายไปไม่มีทรัพย์ในดินที่ทรงคุณค่าเหมือนประเทศไทย

ดังนั้น ถ้าเกิดอะไรที่ร้ายแรงขึ้นกับฮ่องกง พวกเขาเกรงว่า ฮ่องกงจะล่มสลายไปในที่สุด เพราะไม่มีอะไรที่เรียกว่าพระเจ้าให้มาเลยนั่นเอง!!


ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฮ่องกงฮ่องกงประท้วงปิดสนามบินฮ่องกงมหาอำนาจชุมนุมฮ่องกงสกู๊ปเศรษฐกิจทีมเศรษฐกิจข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้