ไลฟ์สไตล์
100 year

THE LEGEND OF CHEVROLET IMPALA (EP1)

28 ต.ค. 2552 17:00 น.
SHARE

เอ็ด โคล หัวหน้าทีมวิศวกรของเชพโรเลตในช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 เคยให้คำจำกัดความของรถเชพโรเลตที่ใช้ชื่อรุ่นว่าอิมพาลาว่าพวกมันถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นรถยนต์ของชาวอเมริกันอย่างแท้จริง รถเชฟโรเลต อิมพาลาทุกรุ่น ทุกคันจัดเป็นรถประเภท ฟลูไซค์-คาร์ของค่าย คำว่าอิมพาลานำมาจากชื่อของกวางชนิดหนึ่งในทวีปแอฟริกาซึ่งสามารถวิ่งได้ รวดเร็วและคล่องแคล่วว่องไว จากประวัติศาสตร์ของเชฟโรเลตในการผลิตรถอิมพาลาออกสู่ตลาดรถยนต์นั่งขนาด ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1958-2006 รถอิมพาลาแทบทุกรุ่นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถครองใจของชาวอเมริกันที่ชื่นชอบรถยนต์คันโต เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่กว่ารถท่ั่วๆไป และมีรูปลักษณ์ที่สวยงามโดยยังคงไว้ซึ่งความเป็นรถยนต์ของอเมริกันชนอย่าง สมบูรณ์ในทุกตารางนิ้ว สถิติที่ยากจะทำลายเกิดขึ้นในปี 1964 เมื่อรถอิมพาลา เอสเอส สามารถทำยอดขายได้ถึง 1,074,925 คันและปีถัดมาอิมพาลา เอสเอส ก็ทำยอดขายถล่มทลายถึง 1,046,500 คันซึ่งยากมากที่จะหารถยนต์ยี่ห้อใดที่จะได้รับความนิยมจากผู้ใช้ได้มากถึง ขนาดนั้นในทุกวันนี้จวบจนถึงปีคศ 2008 รถเชฟโรเลต อิมพาลาสามารถครองตำแหน่งรถยนต์ขายดีเป็นอันดับที่8เมื่อเปรียบเทียบกับ รถยนต์ต่างประเทศที่นำเข้ามาขายยังสหรัฐอเมริกา และอยู่ในอันดับที่6 สำหรับรถยนต์อเมริกันที่ผลิตออกจำหน่ายภายในประเทศแสดงให้เห็นถึงความนิยม และสมรรถนะของตัวรถที่ครองใจเหล่านักเลงรถอเมริกันมายาวนานนับ 50 ปี

ข่าวแนะนำ



Chevrolet Impala Hardtop Coupe 1958

เชฟ โรเลต อิมพาลา ออกสู่ตลาดรถยนต์เป็นครั้งแรกในปี 1958 จากรูปทรงของตัวรถแบบสปอตร์สองประตูหรูหราและเป็นรุ่นย่อยของรถเชฟโรเลตใน ตระกูล เบลแอร์ รูปทรงที่สวยงามอยู่ในส่วนของท้ายรถที่มีไฟท้ายเรียงรายอยู่ถึง 6 ดวง และไฟด้านข้างอีกสองดวง จากนั้นรถเชฟโรเลต อิมพาลา ฮาร์ดท็อป คูเป้ก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของค่ายเชฟโรเลตในที่สุด

Chevrolet Impala Hardtop Coupe 1959
การ แยกรถอิมพาลาในรุ่นนี้ออกเป็นสองรุ่นเพื่อให้มีความสะดวกในการเรียกชื่อ คือรุ่น 2 ประตูและ 4 ประตู ส่งผลให้ยอดจำหน่ายพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และรถยนต์ของเชฟโรเลตรุ่นนี้นับได้ว่าเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในบรรดารถยนต์ ของค่าย จุดเด่นของรถรุ่นนี้อยู่ที่โครงสร้างแบบเอ็กซ์-บอดี้ซึ่งเป็นโครงสร้างของรถ เชฟวี่ในรุ่นอื่นๆที่ตามออกมาด้วย วิศวกรที่ออกแบบตัวรถรุ่นนี้ต้องการที่จะเน้นให้เห็นถึงสัดส่วนและความ สวยงามในบริเวณส่วนท้ายของตัวรถด้วยการทำครีบหลังขนาดใหญ่อยู่เหนือไฟท้าย ทรงหยดน้ำตา ด้านท้ายของมันดูเหมือนกับรถแบ็ตโมบิลของมนุษย์ค้างคาว ส่วนภายในห้องโดยสารถูกทำให้มีความน่าขับมากยิ่งขึ้นโดยการใช้โทนสีสดเพื่อ เน้นบรรยากาศของความเป็นรถสปอตร์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น หน้าปัดท์ที่สวยงามของมันกลายเป็นงานศิลปชั้นเยี่ยมที่ตกทอดจนมาถึงในยุคนี้ และจากรูปทรงของรถอิมพาลา 1959 นี้เองที่ทำให้มันขึ้นสู่ทำเนียบรถยนต์คาสสิกตลอดกาลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก



Chevrolet Impala Hardtop Coupe 1961

เชฟโรเลตทำการปรับปรุงโฉม ของรถอิมพาลาขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 1961ในแบบ บี-บอดี้ ซึ่งพัฒนามาจากแบบของบริษัทจีเอม หรือเจนเนลรัล มอเตอร์ โดยเพิ่มเติมอุปกรณ์ของตกแต่งและส่วนประกอบท่ีมากขึ้นกว่ารุ่นเก่าๆที่ผ่าน มา จุดเด่นของรถเชฟโรเลตรุ่นนี้อยู่ที่หลังคาเปิด-ปิดได้แบบบับเบิ้ล-แบ็คซึ่ง เป็นทรงของหลังคาที่ได้รับความนิยมมากในยุค 1960 และมีเพียงรุ่น 2 ประตูเท่านั้นพวกมันถูกส่งออกขายเพียงปีเดียวจึงทำให้มันกลายมาเป็นรถอิมพา ลาอีกรุ่นที่หาได้ยากมากในปัจจุบันนี้

ต่อมาในปี 1962 บริษัทเชฟโรเลตได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างของตัวรถขึ้นใหม่อีกครั้งเป็นแบบ ซี-บอดี้ ยกเว้นรุ่นสปอรต์สี่ประตูซีดานหลังคาแข็ง ส่วนรุ่นสปอรต์คูเป้สองประตูได้นำเอาหลังคาแบบ บี-บอดี้ มาติดตั้งลงไปในตัวรถด้วย การปรับปรุงโฉมครั้งใหญ่นี้ทำให้ยอดขายของมันพุ่งสูงขึ้นมากและกลายเป็น รถยนต์ยอดนิยมในปี 1962-1964 เครื่องยนต์ตัวเดิมที่เป็นเครื่องวี8 ความจุ 5.7 ลิตรวิศวกรของเชฟโรเลตทำการปรับแต่งจนมีแรงม้าถึง 340 แรงม้า และมีแรงบิดที่ 250 กิโลวัตต์ ต่อมาเชฟโรเลตเพิ่มขนาดความจุของเครื่องยนต์โดยการขยายขนาดของเครื่องให้มี ความจุเพิ่มขึ้นเป็น6.7 ลิตร ในปีเดียวกันนี้เองที่วงดนตรี เดอะ บีชบอยส์ เปิดตัวซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดที่ใช้ชื่อเพลงว่า 409 และเป็นเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมในความแรงของเครื่องยนต์รถอิมพาลาที่ มีความจุ 409 ลูกบาศก์นิ้ว นอกเหนือไปจากนั้นรถ อิมพาลาในรุ่นนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงการตกแต่งภายในห้องโดยสารเสียใหม่ ด้วยการบุภายในทั้งหมดด้วยผ้ากำมะหยี่สีสดใส ด้านนอกตกแต่งด้วยขอบคิ้วโครเมี่ยม และทำการขยายแผงหน้าปัดท์ให้กว้างมากขึ้นโดยนำเอาวัสดุประเภทอลูมิเนียมและ โครเมียมมาใช้เพื่อความสวยงาม

Chevrolet Impala Hardtop Sedan 1963
อิม พาลาปี 1963 ได้รับความนิยมสูงสุดจากบรรดานักสะสมและอนุรักษ์รถยนต์เก่าคลาสสิกจากรูปทรง ของตัวรถ แม้เครื่องยนต์จะมีพละกำลังที่ไม่ดีนักก็ตาม จุดเด่นของมันอยู่ที่ขอบตัวถังด้านข้างและบริเวณบังดคลนที่ทำออกมาได้สวยงาม น่าใช้มาก ไฟท้ายของรุ่นนี้ถูกล้อมด้วยกรอบอลูมิเนียมและโครเมี่ยมเพื่อความมันเงา อิมพาลาฮาร์ดท็อป 1963 ใช้เครื่องยนต์จากรุ่น เอสเอส เป็นเครื่องยนต์หกสูบที่มีขนาดความจุ 283 ลูกบาศก์นิ้วหรือ 4.6 ลิตร ตามมาด้วยเครื่องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแบบวี8 ความจุ 327 ลุกบาศก์นิ้วหรือ 5.4 ลิตรซึ่งเครื่องยนต์วี8 มักจะได้รับความนิยมมากกว่าเครื่องยนต์แบบหกสูบแถวเรียงเนื่องจากพละกำลัง ที่แตกต่างกันมากนั่นเอง อีกทั้งยังมีการติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ และสามารถปรับตั้งค่าความอุ่นภายในห้องโดยสารยามใช้งานในฤดูหนาว(ฮีตเตอร์) รวมไปถึงการปรับอุณหภูมิให้เย็นสบายตลอดการขับใช้งานในฤดูร้อนอีกด้วย ต่อมาในปี 1964 เชฟดรเลตทำการปรับปรุงโครงสร้างเดิมขึ้นใหม่เล็กน้อย ให้ตัวรถรุ่นนี้มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น ออกแบบไฟท้ายใหม่เป็นรูปตัวยูคว่ำ แล้วล้อมกรอบด้วยอลูมิเนียมเพื่อความสวยงาม ส่วนเครื่องยนต์ก็นำเอาเครื่องวี8 กลับมาใช้อีกครั้งในขนาดความจุ 6.7 ลิตร และรุ่นต่อมาคือรถเชฟโรเลต อิมพาลารุ่นปี 1964 ยังได้รับความนิยมจากบรรดาขาแร็พฮาร์ดคอร์จากฝั่งตะวันออกของอเมริกาในช่วง ปี 1990 เช่น Eazy-E ,Dr.Dre, Skee-Looโดยนำรถรุ่นนี้ไปประกอบการถ่ายทำมิวสิควีดีโออีกด้วย



Chevrolet Impala SS 1961-1969
ใน ปี 1961 นับได้ว่าเป็นจุดกำเนิดของรถเชฟโรเลต อิมพาลารุ่น เอสเอส หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อิมพาลา ซุปเปอร์สปอตร์ ซึ่งทำการเปิดตัวออกสู่สายตาของสาธารณะชนชาวอเมริกันในปี 1961 พวกมันถูกสร้างขึ้นเป็นอย่างดีเพื่อการวิ่งในระยะทางไกลแบบข้ามรัฐโดยใช้ เครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบวี8 5.7ลิตร 305 แรงม้าและมีแรงบิดที่ 277 กิโลวัตต์ จนไปถึงเครื่องยนต์ขนาดยักษ์แบบวี8 6.7 ลิตรที่มีแรงม้ามหาศาลถึง 425 แรงม้าและแรงบิดท่วมท้นถึง 317 กิโลวัตต์ การจะรองรับแรงม้าขนาดนี้ได้โดยไม่ทำให้การทรงตัวของรถเกิดปัญหาขึ้นด้วยการ ปรับเปลี่ยนโช้คอัพ สปริง และระบบเบรคขึ้นมาใหม่แทบทั้งหมด



Chevrolet Impala SS 1962
อิม พาลา เอสเอส ในรุ่นที่สองนี้ถูกลดทอนทั้งขนาดความจุและพละกำลังของเครื่องยนต์ลงจาก เครื่องวี8บ้าพลังให้เหลือเพียงเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียง 3.9 ลิตร และมีแรงบิดลดลงมามากที่ 101 กิโลวัตต์ และคงรูปแบบนี้ไว้จนถึงปี 1969

Chevrolet Impala SS Z24 1967
ผู้ ซื้อรถยนต์เชฟโรเลตรุ่น แซด 24 ทุกคนจะได้รับตัวถังรหัสSS 427 ซึ่งเป็นรถที่มีสมรรถนะที่ดีและมีโครงสร้างของตัวถังที่แข็งแกร่งขึ้น ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ต ความจุ 427 ลูกบาศก์นิ้ว 7.0 ลิตรวี8 ที่มีแรงม้ามากถึง 385 แรงม้า สำหรับในรุ่นปี 1967-1968 ส่วนในปีต่อมาคือปี 1969 เชฟโรเลตทำการปรับกำลังของเครื่องยนต์ขึ้นเป็น 390 แรงม้าและตามมาด้วยรุ่น แอล 72 ที่มีเครื่องยนต์วี8 425 แรงม้า สำหรับรุ่นพิเศษ SS427 นั้นจัดได้ว่าเป็นรถที่อยู่ในประเภทคูเป้ขนาดกลางถึงใหญ่ เทียบเท่ากับรถเชฟวี่รุ่น SS396 ซึ่งมีน้ำหนักเบาและวิ่งได้เร็วกว่า หลังจากนั้นในปี 1968-1969 รถเชฟโรเลต อิมพาลารุ่น Z 24 สามารถให้ผู้ซื้อสั่งผลิตโดยแยกจากรุ่น Z03 โดยจะได้เบาะนั่งและคอนโซลในรูปแบบธรรมดาแทน ต่อมาในปี 1968 อิมพาลา เอสเอส สามารถทำให้ลูกค้าเลือกออฟชั่นเพิ่มเติมได้อีกครั้ง ในตัวรถรุ่น SS427 ปี1967-1968 ได้ทำการเปลี่ยนแปลงแบบของหลังคาใหม่ในรูปแบบโค้งมนคล้ายกับโดม และตัวถังของมันเองก็มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้นไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป บริเวณบังโคลนหน้าติดช่องระบายความร้อนที่มีลักษณะคล้ายกับเหงือกปลาฉลามและ ช่องระบายความร้อนแบบนี้เองที่รถสปอตร์ในยุคปัจจุบันนี้นำมาเลียนแบบและติด ตั้งซึ่งทำให้ความสวยงามของตัวถังเพิ่มขึ้นมากทีเดียว ถัดมาในปี 1969 อิมพาลา เอสเอส ถูกผลิตขึ้นเพียงรุ่นเดียวคือรุ่น Z24 (SS427) เท่านั้น เครื่องยนต์ของมันมีขนาดความจุ 7.0 ลิตรวี8 335 แรงม้า และเครื่องยนต์อีกสองตัวที่ลูกค้าสามารถเลือกได้คือเครื่องยนต์วี 8 390 แรงม้าและวี8 425 แรงม้านับได้ว่ารถรุ่นนี้เป็นอิมพาลา โมเดล เอสเอส รุ่นที่มีสายการผลิตยาวนานที่สุดของค่ายเชฟโรเลต

Chevrolet Impala Custom Coupe 1973

ใน ปี 1971 เชฟโรเลตทำการปรับโครงสร้างของ อิมพาลาให้เป็นแบบ บี-บอดี้ ซึ่งเป็นโครงสร้างมาตรฐานสำหรับรถยนต์ในค่าย จีเอม แต่อย่างไรก็ตามในช่วงทศวรรษที่ 70 เกิดวิกฤตการณ์ด้านพลังงานขึ้นในปี 1973-1973 ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่า อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ได้ัรบผลกระทบโดยตรงทำให้ยอดขายตกต่ำลงมากถึง 20% ในช่วงปี 1973-1974 และตลอดช่วงปีนั้นมีผู้ใช้รถยนต์ในสหรัฐลดจำนวนลงมาก ทำให้ยอดขายของเชฟโรเลต อิมพาลา ร่วงลงตามไปด้วยถึง 176,376 คัน นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในการผลิตรถยนต์ของเชฟโรเลตตั้งแต่ปี 1958 ทั้งๆที่รถอิมพาลารุ่นปี 1975-1976 มีอัตราสื้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่ารถยนต์ของค่ายอื่นๆในพิกัด เดียวกัน นอกจากนี้เชฟโรเลตยังพยายามทำตลาดด้วยการผลิตรุ่น สเตชั่นแวกอนออกมาทำตลาดแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก รถอิมพาลารุ่นคัสตอม คูเป้ มีการดีไซน์กันชนใหม่ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเพื่อความปลอดภัยยามเกิด อุบัติเหตุ และย้ายไฟหรี่มาไว้ใต้บังโคลน แทนที่จะอยู่ในบริเวณข้างไฟหน้าแบบเดิม

ปี 1974 คัสตอม คูเป้ ออกแบบกันชนหลังใหม่ และปรับเปลี่ยนไฟหน้าไฟท้ายใหม่ กระจังหน้า ย้ายตำแหน่งของไฟเลี้ยวด้านข้างให้อยู่สุงตรงกับแนวของไฟหน้า และเป็นครั้งแรกจากปี 1971-1976 ที่การออกแบบรถอิมพาลา และเชฟโรเลต คาพริสมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หลังคาแบบเปิดประทุนของรถคาพริสมีการออกแบบที่ดีขึ้นกว่าเก่าตามมาด้วยปี 1974 ที่รถรุ่น คัสตอม คูเป้ไม่ได้เป็นรถยนต์ชนิดหลังคาแข็งอีกต่อไป และปรับเปลี่ยนให้เป็นรุ่นสี่ประตู พร้อมกระจกหน้าต่างและรูปทรงในสไตล์ บี-บอดี้ ส่วนรุ่นคัสตอมคูเป้ ยังคงเป็นรถแบบหลังคาแข็ง(ฮาร์ดท็อป) เช่นเดิม แต่มีโครงสร้างตัวถังที่เล็กลง และส่วนท้ายของตัวรถมีความลาดเอียงเพื่อความสวยงาม หลังจากนั้นในปี 1975 มีการเปิดตัวระบบจุดระเบิดพลังงานสูงแบบ HEI แต่กลับไม่มีรายงานว่ามันได้รับการติดตั้งในรถเชฟโรเลพอิมพาลารุ่นใดบ้าง หรือไม่ ต่อมาในปี 1974 เชพโรเลต อิมพาลาในรุ่นสี่ประตู พร้อมสีเดิมที่พ่นจากโรงงาน และไม่มีขอบบังโคลน โดยผู้ซื้อสามารถสั่งเพิ่มออฟชั่นต่างๆจากบริษัทได้ อิมพาลาสี่ประตูรุ่นนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1975 และภายในห้องโดยสารยังถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วนที่เท่ากันทั้งด้านหน้าและด้าน หลัง เบาะหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่แบบสปอตร์ กรุขอบด้วยพลาสติก และติดตั้งแคตเตอร์ไลนติคคอนเวอร์เตอร์เพื่อช่วยในการลดมลภาวะ และทำให้มีการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยลง รวมไปถึงติดตั้งระบบปรับอากาศและเครื่องเสียงติดรถยนต์มาให้ด้วย รูปแบบของอินพาลาสี่ประตูปี 1975นี้บางส่วนของรูปทรงนำมาจากรถรุ่นคาพริส แต่ปรับปรุงกระจังหน้าใหม่เพื่อไม่ให้ดูเหมือนกันมากนัก ปี 1976 รถเชฟโรเลต อิมพาลา ยังคงใช้รูปแบบเดียวกันกับรถรุ่นคาพริส แต่ทำการเปลี่ยนตระแกรงหม้อน้ำให้เป็นทรงรูปวงรี ไฟหน้าทรงกลม แต่ไฟของรุ่นคาพริสเป็นไฟทรงเหลี่ยม หลังจากนั้นเชฟโรเลตได้ผลิตรถอิมพาลารุ่นพิเศษอีกสองรุ่นคือ

Chevrolet Impala Spirit Of America 1974
ใช้ รูปทรงในแบบรถคูเป้ และมีความพิเศษตรงที่มีรุ่นสีขาวทั้งคัน ซึ่งรวมไปถึง หลังคาและยาง รถรุ่นนี้สามารถปรับกระจกมองข้างจากภายในรถได้ เพิ่มเติมรายระเอียดด้วยคิ้วบังโคลนและล้อแม็กซ์ ภายในห้องโดยสารเน้นโทนสีขาวตัดแดงแม้แต่เข็มขัดนิรภัยก็ยังมีสีขาวเช่น เดียวกับตัวรถ รวมถึงแผ่นยางรองเท้าอีกด้วย ต่อมาเชฟโรเลตทำการเปิดตัวรุ่นพิเศษตามออกมาอีกเป็นตัวที่สองใช้ชื่อรุ่นว่า แลนโด ซึ่งมีรูปทรงไม่แตกต่างจากสปิริต ออฟอเมริกามากนัก โดยเพิ่มเติมออฟชั่นให้กับลูกค้าที่สามารถเลือกสีของตัวถังได้ ขอบคิ้วบังโคลน เข็มขัดนิรภัย และยางรองพื้นยังคงมีสีเดียวกับตัวรถ
ติดตามอ่านต่อได้ในตอนต่อไปครับ

arcom roumsuwan [chang]
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Photo By
www.58classicchevy.com
www.auto.howstuffworks.com
www.airliners.net
www.flickr.com
www.carsonline-ads.com
www.dream-car-locators.tripod.com
www.justacarguy.blogspot.com

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

arcom roumsuwanchangChevrolet

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 22 เมษายน 2564 เวลา 14:06 น.