ข่าว
100 year

คดีเด็กหายสะท้านโลก

ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน15 ม.ค. 2555 05:15 น.
SHARE

พบกันเช่นเคยกับไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานต่วย’ตูนค่ะ ถึงตอนนี้ ก็ผ่านปีใหม่มาได้ครึ่งเดือนแล้ว  แต่บรรยากาศสนุกสนานของเทศกาลก็ยังคงอยู่ในหลายๆพื้นที่ อย่างไรก็ตาม คนที่เศร้าข้ามปีก็มีอยู่เยอะ อย่างที่เห็นข่าวเมื่อเร็วๆนี้ก็คือในช่วงสนุกสนานปีใหม่ที่หลายคนเริงรื่น กันนั้น มีหลายครอบครัวที่บุตรหลานหายไป และยังตามไม่เจอ ทั้งที่ถูกล่อลวง พลัดหลง หรือเหตุอื่นๆ ซึ่งตามสถิติพบว่า บ้านเรามีเด็กหายเฉลี่ยประมาณเดือนละ 30-50 ราย และเกือบครึ่งที่ตามตัวกันไม่พบ โดยการหายส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงปิดเทอม หรือช่วงที่มีวันหยุดยาว  จึงเกิดเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วคือ ท่ามกลางบรรยากาศของความสุขสันต์นั้น มีคนที่เศร้าอยู่อีกมาก


หาก ข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่างประเทศ ปัญหาแบบนี้ก็เจอมากไม่ต่างกันค่ะ อย่างสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศเจริญแล้วก็มีเด็กหายอยู่บ่อยๆ และถ้าพูดถึงอเมริกาเวลาที่มีเด็กหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นกรณีที่ดูลึกลับซับซ้อน ก็มักจะมีการพูดถึงคำว่า “กรณีลินเบิร์ก” ซึ่งเป็นคดีลักพาตัวเด็กที่เคยเกิดขึ้นจริงในปี ค.ศ.1932 หรือเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา เป็นคดีโด่งดังที่กลายเป็นคำศัพท์ใหม่ที่แม้เวลาจะผ่านมาแล้วเกือบศตวรรษ แต่พูดคำนี้ทีไร อเมริกันชนก็เข้าใจทันที (เหมือนบ้านเราค่ะ คำว่าถั่วดำ หรือตุ๋ย ที่มีความหมายคล้ายๆกัน ก็มีที่มาจากคดีข่มขืนเด็กผู้ชายที่ผู้ก่อคดีชื่อนี้ จนกลายเป็นคำที่เราเข้าใจตรงกัน)

กรณีลินเบิร์กที่กลายเป็นกรณีศึกษา เกี่ยวกับการลักพาตัวที่สำคัญที่สุดของอเมริกา เป็นกรณีที่ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์ ลูกชายวัยไม่ถึง 2 ขวบของชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก วีรบุรุษนักบินของประเทศ  ถูกลักพาตัวไปจากห้องนอนในบ้านของตัวเอง ทิ้งไว้เพียงจดหมายเรียกค่าไถ่จำนวน 50,000 เหรียญสหรัฐฯ


เรื่อง นี้โด่งดังมากเพราะว่า ชาร์ลส์  ลินด์เบิร์ก เป็นคนแรกที่สามารถขับเครื่องบินใบพัดเดียวข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ นักบินหนุ่มกลายเป็นคนมีชื่อเสียง เนื้อหอมไปทั่วโลกตะวันตกในยุคนั้น เรียกว่า เอ่ยชื่อมาใครๆ ก็รู้จัก เพราะทั้งเก่ง ทั้งหล่อ เป็นนักบินที่มีอนาคต ครั้นพอลูกชายหายไป ไม่เพียงคนอเมริกันทั้งประเทศจะติดตามข่าวอย่างใจจดใจจ่อ แต่ร้อนไปถึงยุโรปก็เฝ้าดูการค้นหาพ่อหนูน้อยกันทั้งบ้านทั้งเมือง   ตำรวจเองก็อยู่ไม่สุข ต้องระดมกำลังกันตามหาสุดชีวิต

หลังจากลูกน้อย หายไปได้สิบกว่าวัน ก็มีการติดต่อกับคนร้ายที่ขอเพิ่มค่าไถ่เป็น 70,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งคุณพ่อที่กำลังหัวใจสลายไม่รีรอที่จะรีบหาเงินมาไถ่ตัวลูกชายสุด ที่รัก   และหลังจากส่งมอบเงินให้คนร้ายที่นัดพบกันในสุสานแห่งหนึ่งแล้ว เจ้าหัวขโมยลักเด็กก็มอบจดหมายที่ระบุว่า เขียนที่อยู่ของทารกน้อยไว้ให้ว่าอยู่ในเรือลำหนึ่งตามพิกัดที่แจ้งไว้ แต่เมื่อนำกำลังตำรวจไปก็ไม่พบว่ามีเรือ หรือชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์ตามที่กล่าวอ้าง


เป็น อันว่าสูญเงินไปโดยไม่ได้ลูกคืน พ่อ แม่ของหนูน้อยต้องทุกข์ระทมกับการหายสาบสูญของแก้วตาดวงใจ   แม้จะมีความพยายามพลิกแผ่นดินตามหา ก็ตามไม่พบจนกระทั่งเวลาผ่านไปนานกว่า 2 เดือน หลังจากการลักพาตัว ก็มีผู้พบศพเด็กน้อยคนหนึ่งในป่าที่ไม่ห่างจากบ้านลินด์เบิร์กมากนัก   และจากการตรวจสอบ ก็พบว่าน่าจะเป็นศพของหนูน้อยผู้สูญหาย ที่ในขณะนั้น กลายเป็นเด็กที่มีผู้ออกเสาะหามากที่สุดในประเทศ   แต่สุดท้ายก็ได้คืนมาในลักษณะของร่างไร้วิญญาณ  ที่เสียชีวิตเพราะถูกตีเข้าที่ศีรษะ ปิดคดีนี้ลงด้วยน้ำตาของคนค่อนประเทศ

ด้าน ตำรวจก็ไม่ลดละ ออกติดตามเส้นทางของเงินที่คนร้ายได้ไปจากค่าไถ่   และพบว่าเกี่ยวโยงไปถึงริชาร์ด ฮาพท์แมน ช่างไม้คนหนึ่ง ที่ต่อมาได้ค้นพบเงินซุกซ่อนอยู่ในบ้านของเขา ช่างไม้คนนี้จึงถูกตั้งข้อหาลักพาตัวและฆาตกรรม จนนำไปสู่การตัดสินประหารชีวิต


แต่ ก็ยังมีผู้ตั้งข้อสงสัย และมีทฤษฎีอื่นอีกมาก เพราะจะว่าไป ก็ไม่ได้มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ฮาพท์แมนเป็นผู้ร้าย  แต่อาจจะเป็นเพียงคนสวมรอยที่เห็นข่าวเด็กหาย และแอบอ้างมาฉกเงินไปก็ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น   ใครล่ะ  ที่จะเป็นผู้ก่อการฆาตกรรมเด็กวัยขวบแปดเดือนได้ลงคอ

งานนี้ มีคนใจร้ายพอประมาณแอบตั้งทฤษฎีกันว่า จะเป็นไปได้ไหม ที่พ่อหรือแม่ของเด็กเอง ที่เป็นผู้พลั้งมือทำให้ลูกเสียชีวิต   อาจจะด้วยอุบัติเหตุที่นำพามาซึ่งการสูญเสีย แล้วกลัวความผิด ก็เลยนำศพชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก จูเนียร์ไปซ่อน และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตระดับประเทศขึ้น  เพราะจะว่าไป บ้านหรูระดับเศรษฐีของลินด์เบิร์กนั้น ไม่น่าจะมีผู้ร้ายย่องเข้าไปลักเด็กอ่อนมาได้ง่ายๆ

น่าเสียดายว่า ด้วยเทคโนโลยีขณะนั้น ไม่ก้าวหน้าพอที่จะเสาะหาฆาตกรตัวจริง เราเลยไม่สามารถพูดให้ชัดๆว่าหนูน้อยลินด์เบิร์กหายไปจากบ้าน หรือเสียชีวิตได้อย่างไรกันแน่ แต่ที่ชัดๆก็คือ คำว่าลินด์เบอร์กเคส หรือคดีลินด์เบิร์กได้กลายเป็นคำที่รู้กันทั่วว่า หมายถึงการลักพา หรือเด็กที่หายไปจนทุกวันนี้


หมุน มาจนถึงปัจจุบัน เมื่อปลายปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา มีคดีลักพาตัวเด็กอีกคดีหนึ่งที่กลายเป็นเรื่องกระฉ่อนในสหรัฐอเมริกาเหมือน กัน   และคราวนี้ ชัดเจนว่า ฝ่ายแม่เป็นผู้พรากเด็กไปจากบ้าน   จากพ่อ นั่นคือกรณีของหนูน้อย ฌอน โกลด์แมน พ่อหนูมีพ่อเป็นอเมริกัน ในขณะที่แม่เป็นชาวบราซิล ทั้งสองให้กำเนิดลูกชายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 และตอนที่อายุเพียง 4 ขวบ คุณแม่ได้พาฌอนกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ซึ่งตามกำหนดแล้วจะเป็นการไปเพียง 2 สัปดาห์  แต่คุณแม่ ได้วางแผนเอาไว้แล้วว่า จะไม่หวนคืนเมืองลุงแซมอีก จึงเป็นการทิ้งสามี และพรากลูกจากอกพ่อไปโดยไม่บอกกล่าว ทำให้เดวิด โกลด์แมน ผู้เป็นพ่อต้องยื่นฟ้องร้องว่า ลูกชายถูกแม่แท้ๆลักพาตัวไป

เกิด เป็นการต่อสู้คดีที่ยืดเยื้อ เพราะฝ่ายแม่ก็อ้างสิทธิ์ ในตัวลูกชายเต็มที่เช่นกัน และระหว่างสู้คดี แม่ของฌอนก็เสียชีวิต ในขณะที่คุณยายลุกขึ้นมาสู้คดีชิงตัวกันต่อ จนเวลาผ่านไปนานถึง 5 ปี ผู้พิพากษาก็ตัดสินให้เด็กชายฌอน ซึ่งตอนนั้นอายุ 9 ขวบแล้วได้กลับบ้านที่อเมริกาไปกับผู้เป็นพ่อ

คดีของฌอน โกลด์แมน กลายเป็นอีกหนึ่งคดีดังที่คนอเมริกันให้ความสนใจ เกิดเป็นกระแสให้มีการค้นหา และต่อสู้เพื่อนำตัวเด็กอเมริกันที่ถูกญาติชาวต่างชาตินำตัวออกไปนอกประเทศ ซึ่งคนอเมริกันเห็นว่า เป็นการลักพาตัวซึ่งๆหน้า และกระจายความคิดนี้ออกไปในอีกหลายประเทศ ที่มีปัญหาการลักพาตัวเด็กข้ามประเทศ   ในส่วนของสหรัฐอเมริกาเอง ก็มีการตั้งมูลนิธินำฌอนกลับบ้าน (Bring Sean Home Foundation) ที่ได้มาทำงานในการต่อสู้เพื่อพาเด็กที่ถูกลักพาตัวข้ามประเทศคนอื่นๆ กลับสู่มาตุภูมิ  ซึ่งจากข้อมูลล่า สุดของมูลนิธิ พบว่า มีเด็กประมาณ 2,488 คนที่ถูกลักพาตัวไปจากอเมริกาโดยพ่อ หรือแม่ หรือ ผู้ปกครองที่ถูกกฎหมาย เพื่อนำเด็กไปประเทศอื่นๆ และมูลนิธิที่มีแรงบันดาลใจมาจากคดีของฌอน โกลด์แมน ก็กำลังทำหน้าที่ช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มที่ รวมถึงได้นำเสนอการเติบโตของฌอนที่ได้มาใช้ชีวิตอยู่กับคุณพ่ออย่างต่อ เนื่อง  เพื่อให้ผู้สนใจได้ ติดตามชีวิตของหนูน้อยที่เป็นคดีระดับโลกคนนี้


แต่ เรื่องที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับกรณีเด็กหายที่ดังไปทั่วโลกเหมือนกัน คือเรื่องของ คาร์ลินา ไวท์ ซึ่งในปี ค.ศ.1987 หรือเมื่อ 25 ปีก่อน ตอนที่ยังเป็นทารกแบเบาะ อายุเพียง 19 วันนั้น แม่หนูน้อยถูกบุคคลนิรนามลักพาตัวไปจากโรงพยาบาลในนิวยอร์ก เกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมกำลังตามหากันจ้าละหวั่น แต่ก็ไม่พบแม้เงา  พ่อแม่ของหนูน้อยได้แต่คร่ำครวญร้องไห้ที่ไม่ สามารถตามหาลูกสาวตัวน้อยพบ แต่ไม่ว่าอย่าง ไรก็ตาม จอย ไวท์ ผู้เป็นแม่ก็ยังตั้งความหวัง และรอคอยว่าสักวันหนึ่งคาร์ลินาจะกลับมาสู่อ้อมอก

และปาฏิหาริย์ก็มี จริง   เด็กสาววัยพ้นนิติภาวะคนหนึ่ง คือ เนจดรา แนนซี ผู้เติบโตมาจากคอนเนกติกัต เกิดสงสัยในตัวเองว่า เป็นครอบครัวเดียวกับพ่อแม่ที่เลี้ยงดูเธอมาจริงหรือไม่ เพราะชีวประวัติส่วนตัวของเธอดูสับสน แนนซีไม่มีสูติบัตร ไม่มีเอกสารประกันสังคม แล้วตัวตนที่แท้จริงของเธอเป็นใครกันแน่

ด้วย ความสงสัย สาวน้อยผู้พยายามตามหาตัวตนของตัวเองเข้าไปค้นข้อมูลอย่างจริงจังจาก เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลเด็กหาย  แล้วไม่น่าเชื่อ เธอพบรูปภาพ และความเชื่อมโยงที่ระบุว่า เธอน่าจะเป็นคาร์ลินา ไวท์ ผู้ถูกลักพาตัวไปเมื่อกว่า 2 ทศวรรษก่อน


แม่ ลูกที่แท้จริงได้พบกัน และการตรวจดีเอ็นเอ รวมถึงความช่วยเหลือในการตรวจสอบเอกสารต่างๆจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยืนยันว่า แนนซี คือคาร์ลินา เด็กสาวที่ได้กลับสู่ครอบครัวที่แท้จริงหลังผ่านเวลามานานจนทุกคนเกือบจะนึก ว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วในชาตินี้ แต่ปาฏิหาริย์คงไม่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกชีวิต ทุกครอบครัว ยังมีเด็กหาย เด็กถูกลักพาตัวอีกมากที่ต้องการการช่วยเหลือ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน กับใครก็ตาม หากเป็นไปได้ จึงอยากแนะนำท่านผู้อ่านชมภาพยนตร์เรื่อง Texas Killing Fields : ล่าเดนโหด โคตรคนต่างขั้ว เรื่องราวของตำรวจนักสืบ ที่มีภารกิจสำคัญในการตามคดีเด็กผู้หญิงที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เขาทำกันอย่างไร  ปัญหาอยู่ตรงไหน  เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ หรือหาทางป้องกันแก้ไขได้ ถ้าเจอเข้ากับตัวเอง

เพราะโลกวันนี้ จะไว้ใจใครก็ยากเต็มทน.


ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซันเดย์สเปเชียลต่วยตูนทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูนคดีเด็กหายสะท้านโลก

คุณอาจสนใจข่าวนี้