ข่าว
100 year

7 สัญญาณผ่าคลอด

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี17 พ.ย. 2553 15:30 น.
SHARE

ระยะเวลา 9 เดือน ในการอุ้มท้องของคุณแม่ นับเป็นช่วงเวลาพิเศษช่วงหนึ่งของครอบครัว แต่ในช่วงเวลาที่พิเศษนี้อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณแม่อาจต้องผ่าคลอดก่อนกำหนด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์...

นพ.ภูมิพร อัจฉรารัตนโสภณ สูตินรีแพทย์ เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเวชธานี เปิดเผยถึง 7 สัญญาณเตือนอันตรายที่คุณแม่ควรหมั่นสังเกต ดังต่อไปนี้

สัญญาณที่ 1 = โรคหัวใจ

ในกลุ่มโรคหัวใจ  เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบบางชนิด เป็นข้อบ่งชี้ว่าคุณแม่ควรต้องผ่าคลอด  เพราะเวลาขณะที่เบ่งคลอดจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อน คือการทำงานของหัวใจแย่ลง มีอาการเหนื่อยหอบ ระบบการหายใจทำงานถี่ หายใจไม่ทัน หมดสติ น้ำท่วมปอดหรือหัวใจวาย  เป็นอันตรายทั้งต่อคุณแม่และทารกได้ การผ่าตัดคลอดจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยสำหรับแม่และทารกมากกว่า

สำหรับคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ ควรสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่ามีอาการรุนแรงขึ้นหรือไม่ โดยประเมินได้คร่าวๆ จากการทำกิจวัตรประวัน ถ้าคุณแม่เดินขึ้นลงบันได หรือทำงานเบาๆ เช่น กวาดบ้าน ล้างจาน ทำอาหาร แต่อาการเหนื่อยมากขึ้น นอนราบไม่ได้ , ไอหอบกลางคืน ก็เป็นตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งว่าการทำงานของหัวใจมีการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถรองรับกับกิจกรรมเบาๆ เหล่านี้ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการคลอดแบบธรรมชาติได้ด้วย จึงควรปรึกษาคุณหมอเพื่อประเมินว่าการคลอดควรผ่าตัดคลอดหรือไม่

แม้คุณแม่จะเป็นโรคหัวใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะคลอดเองไม่ได้ ถ้าช่วงระหว่างตั้งครรภ์ได้มีการดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี อยู่ในความดูแลของคุณหมอสูติ และคุณหมอโรคหัวใจ  ไม่มีอาการแทรกซ้อนที่น่าเป็นห่วงก็สามารถคลอดเองได้

สัญญาณที่ 2 = กระดูกอุ้งเชิงกรานผิดปกติ

ความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกอุ้งเชิงกราน อาจเกิดจากคุณแม่เคยได้รับอุบัติเหตุ  มีภาวะกระดูกอุ้งเชิงกรานหัก ทำให้กระดูกผิดรูปหรือโรคกระดูกบางชนิด ส่งผลให้ช่องทางการคลอดเปลี่ยนแปลง หรือแคบลงไปด้วย ซึ่งจะเป็นข้อบ่งชี้ตัวหนึ่งว่าคุณแม่ต้องผ่าคลอด

ในการคลอดปกติ คุณแม่จะต้องมีโครงสร้างกระดูกอุ้งเชิงกรานค่อนข้างสมบูรณ์ เพื่อให้การคลอดดำเนินไปตามเกณฑ์ปกติ เพราะถ้าโครงสร้างกระดูกอุ้งเชิงกรานมีความผิดปกติ ผิดรูป หรือแคบลง การที่ทารกจะคลอดผ่านออกมาจะเป็นไปลำบากหรือคลอดออกไม่ได้ และบางครั้งทำให้ทารกที่คลอดออกมาได้รับความกระเทือนบอบช้ำ

ดังนั้น ช่องทางคลอดต้องกว้างพอให้ทารกออกมาได้ แต่ถ้ามีการประเมินแล้วว่าช่องทางคลอดไม่เหมาะสมกับตัวของทารก ก็อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงจากการคลอดตามธรรมชาติไปเป็นแบบผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

สัญญาณที่ 3 = ภาวะติดเชื้อในช่องคลอด

เริม คุณแม่ที่มีการติดเชื้อเริมที่ปากช่องคลอดในช่วงใกล้คลอด หรือช่วงจะคลอดทารก หากคลอดเองตามธรรมชาติ  จะทำให้ทารกในครรภ์มีการติดเชื้อผ่านทางช่องคลอดได้

หูดหงอนไก่ ถ้ามีขนาดใหญ่มากๆ ก็จะไปอุดตัน หรือบดบังช่องคลอด ขวางทางคลอด ส่งผลให้คลอดยาก คลอดไม่ได้ หรือถ้าทารกคลอดผ่านช่องคลอดที่มีหูดหงอนไก่ ก็มีโอกาสติดเชื้อสู่หลอดเสียง ทำให้เกิดการอุดตันทางเดินหายใจของทารกในครรภ์ เมื่อคลอดออกมาส่งผลให้การหายใจมีปัญหาได้

ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือติดเชื้อเอดส์ กลุ่มนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และเพียงพอ หรือพบปริมาณไวรัสในร่างกายค่อนข้างสูง การผ่าตัดคลอดก็จะช่วยลดภาวะของการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้ค่อนข้างมาก

สัญญาณที่ 4 = ภาวะรกเกาะต่ำ

เป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดคลอดอย่างแน่นอน เพราะถ้ามีรกมาขวางช่องคลอด ทารกก็ไม่สามารถออกมาได้ ซึ่งคุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ จะมีอาการเลือดออกตั้งแต่ระยะไตรมาสที่ 2 โดยคุณหมอจะตรวจวินิจฉัยได้ตั้งแต่ก่อนคลอด ด้วยการตรวจอัลตร้าซาวนด์ ถ้าปล่อยให้คุณแม่เจ็บท้อง คลอดเองก็อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การตกเลือด

สำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงรกเกาะต่ำ คือเคยมีประวัติเป็นมาก่อน เคยผ่าตัดมดลูก หรือผ่าตัดคลอดก็อาจทำให้เกิดภาวะรกเกาะต่ำได้ มีการอักเสบบริเวณปากช่องคลอด ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการที่รกมาฝังตัวในตำแหน่งที่ไม่ปกติ เกิดภาวะรกเกาะต่ำได้เช่นกัน

ฉะนั้นถ้าคุณแม่มีปัญหาเรื่องเลือดออก ควรให้คุณหมอตรวจเพิ่มเติมว่าเป็นสาเหตุจากรกเกาะต่ำหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นจริงๆ ก็เป็นข้อบ่งชี้ในการที่จะต้องผ่าตัดคลอดเช่นกัน

สัญญาณที่ 5 = มะเร็งปากมดลูก

หากเป็นมะเร็งปากมดลูกขณะตั้งครรภ์ก็มีโอกาสทำให้การคลอดมีปัญหาได้ โดยอาจเป็นจากก้อนมะเร็งมาขัดขวางช่องทางคลอด หรือทำให้มีเลือดออกรุนแรงจากก้อนมะเร็ง การดูแลรักษา หากมาตรวจพบในช่วงที่สามารถเลี้ยงทารกในครรภ์รอดแล้ว การผ่าตัดคลอดอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคุณแม่  ทั้งนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลร่วมกันของคุณหมอสูติและคุณหมอมะเร็งนรีเวช

สัญญาณที่ 6 = เนื้องอกในมดลูก

คุณแม่ที่เคยตรวจพบว่ามีเนื้องอกในมดลูก และยังไม่ได้ผ่าตัดเนื้องอกออกไป การมีเนื้องอกก็อาจเป็นข้อบ่งชี้ของการผ่าคลอดโดยเนื้องอกที่มีขนาดใหญ่ อาจจะส่งผลให้ทารกไม่กลับศีรษะลง หรือถ้ามาอยู่ในตำแหน่งที่อุดกั้นปิดขวางช่องทางการคลอดก็ทำให้ทารกไม่สามารถคลอดออกมาได้

อย่างไรก็ตามการมีเนื้องอกมดลูกก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าต้องผ่าตัดคลอดเสมอทุกราย ควรปรึกษาคุณหมอเป็นรายๆ ไป

สัญญาณที่ 7 = เบาหวาน

คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์หรือเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือบางคนไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นเบาหวาน เพราะไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยคัดกรอง อาจจะส่งผลส่วนหนึ่งให้ทารกในครรภ์มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมากกว่าปกติ มีผลทำให้คลอดยาก หากคุณหมอประเมินแล้วว่าทารกในครรภ์น้ำหนักเกิน 4.2 - 4.5 กิโลกรัม ก็เป็นข้อบ่งชี้ตัวหนึ่งว่าควรจะผ่าตัดคลอด เพราะถ้าปล่อยให้คลอดเองจะทำให้ช่องคลอดเกิดการฉีกขาด คลอดไหล่ติด หรือติดภาวะแทรกซ้อนทั้งต่อตัวคุณแม่และทารกได้

ถ้าคุณแม่มีประวัติเป็นเบาหวาน หรือประวัติคนในครอบครัว คนใกล้ชิดเป็นเบาหวาน หรือเคยตรวจเจอน้ำตาลในปัสสาวะ หรือมีความผิดปกติที่สงสัยว่าน่าจะเป็นภาวะเบาหวานแทรกซ้อน เช่น น้ำหนักขึ้นเร็ว ภาวะน้ำคร่ำมากกว่าปกติ หรือทารกตัวใหญ่มากๆ ควรทำการตรวจคัดกรองโรค ถ้าพบว่ามีภาวะโรคเบาหวานต้องทำการควบคุมกันต่อไป เพื่อให้ท้องนี้คุณแม่สุขภาพดี และลูกน้อยแข็งแรง

ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

7 สัญญาณผ่าคลอดคลอดก่อนกำหนดศูนย์สุขภาพสตรีโรงพยาบาลเวชธานี

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้